back

บาดแผลของประชาชนทั้ง กทม. และชายแดนใต้: สะท้อนเส้นทางสันติภาพที่ยากลำบาก แต่เสียงของพวกเราต้องดังไปถึงโครงสร้างอำนาจ โดย อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) 1. บทนำ: การเดินทางข้ามแผ่นดินเพื่อค้นหาความหมายของ "สันติภาพ" ในฐานะคนหนึ่งที่ใช้ชีวิต เดินทาง และขับเคลื่อนงานภาคประชาสังคมอยู่

22 ส.ค. 2569 18:18 View: 11
author profile image
Shukur Dina
บาดแผลของประชาชนทั้ง กทม. และชายแดนใต้: สะท้อนเส้นทางสันติภาพที่ยากลำบาก แต่เสียงของพวกเราต้องดังไปถึงโครงสร้างอำนาจ โดย อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) 1. บทนำ: การเดินทางข้ามแผ่นดินเพื่อค้นหาความหมายของ "สันติภาพ" ในฐานะคนหนึ่งที่ใช้ชีวิต เดินทาง และขับเคลื่อนงานภาคประชาสังคมอยู่ที่ปลายด้ามขบวนของประเทศไทย—พื้นที่ชายแดนใต้ที่คุ้นชินกับเสียงสะท้อนของความขัดแย้งและรอยแผลเป็นจากอดีต—ผมตัดสินใจออกเดินทางบินลัดฟ้าขึ้นสู่เมืองหลวงอีกครั้ง เพื่อเข้าร่วมงาน “เทศกาลสันติภาพ 2569” (Peace Festival Week 2026) ซึ่งจัดโดยสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับภาคีเครือข่าย ระหว่างวันที่ 17–19 สิงหาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการมาร่วมงานสัมมนาวิชาการทั่วไป แต่เป็นการนำเอาความเจ็บปวด ความหวัง และเสียงกระซิบจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ มาหลอมรวมเข้ากับบาดแผลร่วมสมัยของคนกรุงเทพฯ และหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ตั้งแต่เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519, พฤษภาคม 2553, ตากใบ และกรือแซะ เพื่อตั้งคำถามตัวโต ๆ ร่วมกันว่า: เราจะพาประเทศไทยหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์แห่งความรุนแรงได้อย่างไร ในเมื่อทุกครั้งที่ผ่านมา รัฐมักเลือกวิธี "ซุกปัญหาไว้ใต้พรม" แล้วบอกให้สังคม "ลืม ๆ มันไปเสีย"? 2. สถานการณ์และบทเรียน: เมื่อความเงียบไม่ใช่ความสงบ แต่คือเชื้อไฟใต้พรม ภาพสะท้อนจากงานเทศกาลสันติภาพและวงเสวนาตอกย้ำความจริงอันเจ็บปวด โดย ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ ได้ชี้ให้เห็นสัจธรรมข้อหนึ่งว่า สันติภาพที่แท้จริงไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการสั่งให้สังคม “ลืมความขัดแย้ง” เมื่อมองข้ามชดไปยังกรณีการล้อมปราบสลายการชุมนุมที่กวางจู เกาหลีใต้ ค.ศ. 1980 ที่ภาครัฐกล้าเผชิญหน้ากับความจริง ถอดบทเรียนอย่างจริงจัง จนกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ยุติความรุนแรงทางการเมืองและนำพาสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่กำลังก้าวเข้าสู่การครบรอบ 50 ปี กลับไร้ซึ่งกระบวนการชำระสะสาง มีเพียงการนิรโทษกรรมและคำสั่งให้ลืม ความพยายามแสวงหา “ความสงบเรียบร้อยอย่างเร่งด่วน” โดยละเลยความยุติธรรม คือหลุมพรางที่ ผศ.ดร.เนตรนภา ขุมทอง อดีตนักศึกษาผู้ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 และ ศ.พวงทอง ภวัครพันธุ์ ได้สะท้อนร่วมกันว่า สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นเชื้อไฟคุกรุ่นที่รอวันปะทะซ้ำแล้วซ้ำเล่า การท้าทายวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด (Impunity) จึงต้องอาศัย "พลังของเรื่องเล่า" (Narrative) ที่วางอยู่บนข้อเท็จจริง เพื่อตระหนักถึงความเจ็บปวดของเหยื่อ และหยุดยั้งวงจรอำนาจนิยมที่กล้าใช้ความรุนแรงละเมิดสิทธิ์ของประชาชนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในมุมมองของชายแดนใต้ ผมสัมผัสเรื่องนี้ได้โดยตรง ความรู้สึกหวาดระแวงระหว่างรัฐกับประชาชน ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และเหตุการณ์ทางการเมืองในส่วนกลาง ล้วนมีรากเหง้าเดียวกันคือ ความล้มเหลวของโครงสร้างอำนาจในการโอบอุ้มศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 3. เสียงสะท้อนจากสื่อและห้องเรียน: เมื่อ "การสื่อสาร" คือกุญแจสำคัญ อีกหนึ่งประเด็นที่ทรงพลังอย่างยิ่งภายในงาน คือเวทีเสวนาวิชาการ “สื่อสันติภาพ...วาระที่หายไป?” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ใดกำหนดเรื่องเล่า ผู้นั้นย่อมมีส่วนกำหนดทิศทางของสังคม คำถามสำคัญที่ถูกตั้งขึ้นในวงเสวนาคือ: * เราจะสื่อสารความจริงอย่างไร โดยไม่ทำให้ความเห็นต่างกลายเป็นความเป็นศัตรู? * เราจะรายงานความขัดแย้งอย่างไร โดยไม่ขยายความกลัวและความเกลียดชัง? * และสื่อจะช่วยเปิดพื้นที่ให้ผู้คนรับฟังกันได้อย่างไร ในวันที่สังคมถูกแบ่งออกเป็น “เขา” และ “เรา”? ดังที่ ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ชี้ชวนให้ขบคิดในหัวข้อ “ก้าวข้ามความเกลียดชัง: รู้ทันข่าวสารบิดเบือน ความท้าทายของพื้นที่การสื่อสารปลอดภัยเพื่อสันติภาพ” ว่า เมื่อสื่อมีพลังในการกำหนดเรื่องเล่า เราจึงต้องร่วมกันเลือกว่าเราจะใช้พลังของการสื่อสารเพื่อสร้างกำแพงแบ่งแยก หรือสร้างพื้นที่ให้ความแตกต่างอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ 4. ข้อเสนอเชิงนโยบาย: ออกแบบอนาคตด้วย "Empathetic Policy" จากเวทีระดมสมองร่วมกันในงาน Peace Festival Week 2026 ได้ตกผลึกเป็น "ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการเปลี่ยนผ่าน" โดยมี 6 ขั้นตอนรูปธรรม ดังนี้: * การค้นหาความจริง: ตั้งคณะกรรมการค้นหาข้อเท็จจริงจากทั้งผู้กระทำและผู้ได้รับผลกระทบอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่บิดเบือน * การรับผิดรับชอบ: ยุติวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด (Impunity) ผ่านกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส * การเยียวยาฟื้นฟู: เยียวยาบาดแผลทั้งทางเศรษฐกิจ จิตใจ และคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ * การปฏิรูปสถาบัน: ปรับเปลี่ยนบทบาทกองทัพ ตำรวจ ศาล และระบบราชการ ให้เป็นผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชน * การรักษาความทรงจำ: สร้างพิพิธภัณฑ์ อนุสรณ์สถาน และพื้นที่สาธารณะเพื่อให้สังคมเรียนรู้จากอดีต * การสร้างความไว้วางใจ: สื่อสารด้วยความเข้าใจและเคารพในความแตกต่าง เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม กระบวนการทั้งหมดนี้ต้องขับเคลื่อนด้วย "Empathetic Policy" หรือนโยบายที่มีหัวใจ นโยบายที่รู้ร้อนรู้หนาว นำความรู้สึก ความหวัง และความกลัวของประชาชนที่อยู่ข้างล่างมาเป็นศูนย์กลาง แทนที่จะฟังแต่คำสั่งจากโครงสร้างข้างบน 5. บทสรุป: แม้จะยาก... แต่เราต้องส่งเสียงต่อไป การเดินทางกลับลงสู่ชายแดนใต้หลังร่วมงานเทศกาลสันติภาพครั้งนี้ ทำให้ผมตระหนักลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่า สันติภาพและการปรองดองไม่ใช่จุดเริ่มต้น แต่เป็น "ผลลัพธ์" ของกระบวนการสร้างความยุติธรรมที่ยาวนานและเจ็บปวด เมื่อมองย้อนกลับไปยังบาดแผลของพี่น้องประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ จากเหตุการณ์การเมืองต่างๆ และพี่น้องในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสียสะสมมาเนิ่นนาน บทสรุปที่ชัดเจนที่สุดบอกเราว่า เส้นทางนี้ "ยาก" อย่างแน่นอน เต็มไปด้วยอุปสรรค แรงต้านจากโครงสร้างอำนาจเก่า และความหวาดระแวงที่ฝังรากลึก แต่อย่างไรก็ตาม... ท่ามกลางความยากลำบากนั้น เราหยุดส่งเสียงไม่ได้ เสียงของเหยื่อ เสียงของสามัญชน และเสียงของคนที่เชื่อมั่นในสันติวิธี จะต้องดังต่อไป เพื่อเปลี่ยนความเจ็บปวดในอดีตให้กลายเป็นสติปัญญา ส่งต่อแผ่นดินที่ปลอดภัยและเป็นธรรมให้แก่ลูกหลานของเราในวันข้างหน้า
ข่าวที่เกี่ยวข้อง