back
พลิกโฉมห้องเรียนพหุภาษาชายแดนใต้ ดึง “ภาษาแม่” เป็นสะพานเชื่อมโลก มุ่งคืนศักดิ์ศรี-ก้าวข้ามกรอบความมั่นคงสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์**
16 พ.ค. 2569 22:08
View: 126

Shukur Dina
พลิกโฉมห้องเรียนพหุภาษาชายแดนใต้ ดึง “ภาษาแม่” เป็นสะพานเชื่อมโลก มุ่งคืนศักดิ์ศรี-ก้าวข้ามกรอบความมั่นคงสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์**
อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้:เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
16 พฤษภาคม 2569 “ณ ห้องประชุมอาคารวาสุกรี” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทางเข้าหาดวาสุกรี เขตเทศบาลเมืองตะลุบัน อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เกิดคลื่นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่จุดประกาย “ความหวังของการศึกษาไทย” ในพื้นที่พหุวัฒนธรรม ผ่านเวทีอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ **“การจัดการเรียนรู้ภาษาไทยและภาษาอังกฤษแก่ผู้พูดภาษาถิ่นในโรงเรียน”** ท่ามกลางกระแสการตื่นตัวของนักวิชาการ ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้นำชุมชน ที่ต้องการเห็นการหลุดพ้นจากระบบการศึกษาแบบ “เสื้อโหล” (One Size Fits All) ของส่วนกลาง
เวทีอบรมในครั้งนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนด้วยการพลิกมุมมองครั้งใหญ่ โดยปฏิเสธการมองภาษาเป็นเพียง “วิชาเรียน” เพื่อกวดวิชาหรือสอบวัดผลแบบเดิม ๆ แต่สถาปนาคุณค่าของภาษาในฐานะ **“ชีวิต อัตลักษณ์ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”** ของผู้เรียนอย่างแท้จริง พร้อมเสนอให้รัฐปรับเปลี่ยนทัศนคติ **“มองการศึกษาภาษาให้พ้นขีดความมั่นคง แต่ให้มองเพื่อเศรษฐกิจ และคุณค่าของมนุษย์”**
### **เริ่มต้นด้วยตัวตน: "Who am I? My Story?"**
ไฮไลต์สำคัญของการอบรมเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามทรงพลังอย่าง *“Who am I? My Story?”* สะท้อนแนวคิดการจัดการศึกษาฐานรากที่เชื่อว่า การเรียนรู้ที่แท้จริงต้องเริ่มจากการรับฟังตัวตน ประสบการณ์ และรากเหง้าทางวัฒนธรรมของผู้เรียนเป็นอันดับแรก
ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งประชากรกว่าร้อยละ 83 ใช้ภาษามลายูเป็นภาษาแม่ **"ภาษาถิ่น" ไม่ควรถูกตราหน้าว่าเป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการ หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงอีกต่อไป แต่แท้จริงแล้วมันคือ “สะพานเชื่อม” (Bridge Language)** สำคัญที่จะพาเด็ก ๆ ต่อยอดไปสู่การเรียนรู้ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาอาหรับ หรือแม้กระทั่งภาษาจีน เพื่อเปิดประตูสู่โลกกว้างได้อย่างภาคภูมิใจ
### **จาก "ปอเนาะ" สู่ "ห้องเรียนอนาคต": สมดุลทางโลกและทางธรรม**
สอดคล้องกับทัศนะของ **อับดุลสุโก ดินอะ** รองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ และที่ปรึกษาสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดสงขลา ที่ได้สะท้อนภาพจำและวิวัฒนาการของระบบการศึกษาในพื้นที่ว่า ที่ผ่านมาสังคมมุสลิมมลายูขับเคลื่อนด้วยสโลแกน *“เรียนทางโลกแต่ปราศจากทางธรรมจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร”* เพราะวิถีอิสลามผูกโยงความสำเร็จทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
ปัจจุบัน โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามและสถาบันปอเนาะได้ปรับตัวอย่างก้าวกระโดด ไม่ได้มีเพียงการเรียนศาสนาควบคู่สามัญขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่มีการบูรณาการหลักสูตรสู่ความเป็นเลิศที่หลากหลาย เช่น:
* **โครงการห้องเรียนภาษาเชิงรุก:** ยกระดับทักษะภาษาอาหรับ อังกฤษ มลายู และจีน เพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงานโลก
* **หลักสูตร Hafiz Science:** ห้องเรียนเตรียมแพทย์-วิศวะ ควบคู่กับการท่องจำคัมภีร์อัลกุรอาน
* **Sport Academy:** การดึงทักษะฟุตบอลมาเชื่อมโยงกับจริยธรรมและการดำเนินชีวิตตามวิถีอิสลาม
> "เมื่อการศึกษาในพื้นที่ได้รับการยกระดับ เราก็สามารถผลิตครู ผลิตหมอที่เป็นคนในพื้นที่ได้มากขึ้น มีความพร้อมในหลากหลายสาขาและสามารถขยายไปเป็นฟันเฟืองสำคัญของประเทศ" อับดุลสุโก กล่าว
>
### **ปลดล็อก "กำแพงภาษา" และ "กรอบคิดความมั่นคง" ของรัฐ**
ที่ผ่านมารัฐมักโทษว่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา (เช่น คะแนน O-NET) ของเด็กชายแดนใต้ต่ำกว่าเกณฑ์เพราะ "พูดภาษาไทยไม่ได้" แต่ในความเป็นจริง ผลคะแนน NT และทักษะการสื่อสารภาษาไทยของเด็กในพื้นที่พัฒนาขึ้นมาก ปัญหาที่แท้จริงกลับเป็น **"กรอบคิดด้านความมั่นคง"** ของรัฐส่วนกลาง ที่พยายามกลืนกลายอัตลักษณ์ จนเกิดหลักสูตรที่ผิดฝาผิดตัว เช่น การสอนภาษามลายูด้วยการเขียนอักษรไทย (เช่น คำว่า 'มากัน' [กิน] แทนที่จะใช้อักษรยาวี ماكن) ซึ่งกลายเป็นการลดทอนสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC)
นอกจากนี้ การที่รัฐระแวงสถาบันพื้นบ้านอย่าง "ปอเนาะ" หรือ "ตาดีกา" ว่าเชื่อมโยงกับความรุนแรง ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ความไม่สงบ ยิ่งเป็นการผลักไสชุมชนออกจากกระบวนการพัฒนา
### **ข้อเสนอเชิงนโยบาย: กระจายอำนาจ 70:30 พลิกสูตรสร้างนวัตกรรม**
เพื่อทางออกที่ยั่งยืน เวทีอบรมและภาคประชาสังคมได้ยื่นข้อเสนอแนะร่วมกัน ให้รัฐบาลไทยปฏิรูปโครงสร้างส่วนกลาง ดำเนินการ **กระจายอำนาจทางการศึกษาอย่างแท้จริง** ทั้งในแง่การบริหาร คน และงบประมาณ
| สัดส่วนอำนาจออกแบบการเรียนรู้ | ปัจจุบัน | ข้อเสนอเพื่ออนาคต |
|---|---|---|
| **รัฐส่วนกลาง** | **70%** | 30% |
| **ชุมชน / ท้องถิ่น** | 30% | **70%** |
หากพลิกสูตรให้อำนาจการตัดสินใจ 70% อยู่ในมือของคนในพื้นที่ จะช่วยลดภาระการเรียนที่ซ้ำซ้อนและหนาแน่น (ซึ่งปัจจุบันเด็กมุสลิมอาจต้องเรียนสูงถึง 20 วิชาต่อสัปดาห์จากวิชาชาตินิยมที่รัฐยัดเยียดเข้ามา) และเปิดโอกาสให้ชุมชนออกแบบหลักสูตรที่ผสมผสานศาสนา วัฒนธรรม และทักษะศตวรรษที่ 21 ได้อย่างตรงจุด
### **กระบวนการมีส่วนร่วมอย่างไร้รอยต่อ**
ผู้เข้าร่วมเวทีต่างแสดงความชื่นชมทีมวิจัย นำโดย **ดร.เมลดา สุดาจิตร์อภิภัทร (Melada Sudajit-apa)** และคณะผู้จัดงาน ที่สามารถออกแบบกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างยอดเยี่ยม ดึงเอาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักมาร่วมขับเคลื่อนแบบไร้รอยต่อ ได้แก่ **ครูผู้สอน** (ผู้ขับเคลื่อนหน้างาน), **ผู้บริหารสถานศึกษา** (ผู้หนุนเสริมเชิงนโยบาย) และ **ภาคประชาสังคม** (แรงขับเคลื่อนจากชุมชน)
บทสรุปของความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ตอกย้ำว่า **"การศึกษาไม่ใช่เรื่องของโรงเรียนเพียงอย่างเดียว"** แต่คือเรื่องของชุมชน สังคม และอนาคตของเด็กทุกคน หากรัฐยอมเปลี่ยนผ่านทัศนะจากการ "ควบคุมเพื่อความมั่นคง" ไปสู่การ "สนับสนุนเพื่อคุณค่าและเศรษฐกิจ" ห้องเรียนพหุภาษาในชายแดนใต้แห่งนี้ จะกลายเป็นพื้นที่นวัตกรรมต้นแบบที่สร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศชาติได้อย่างแท้จริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง









