back

ฮัจยีมุฮัมมัด ญะมาล (ศรีบุตร วารีย์) ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงใหม่คนแรก

8 ก.ย. 2569 19:32 View: 210
author profile image
ชุมพล​ ศรี​สมบัติ​
ฮัจยีมุฮัมมัด ญะมาล (ศรีบุตร วารีย์) ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงใหม่คนแรก บุรุษผู้มีศรัทธาแรงกล้า กับภารกิจดูแลพี่น้องมุสลิมแห่งล้านนา ในประวัติศาสตร์ชุมชนมุสลิมเชียงใหม่ มีบุคคลจำนวนไม่มากนักที่อุทิศทั้งชีวิตให้กับการศึกษา ศาสนา การเผยแผ่ความรู้ การพัฒนามัสยิด และการดูแลความเป็นอยู่ของพี่น้องมุสลิมอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในบุคคลสำคัญที่ควรได้รับการจดจำคือ นายศรีบุตร วารีย์ หรือ ฮัจยีมุฮัมมัด ญะมาล ผู้ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงใหม่คนแรก และเป็นบุคคลสำคัญของชุมชนมุสลิมในย่านช้างคลาน เชียงใหม่ ชีวิตของท่านไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเป็นผู้นำศาสนา หากแต่เป็นชีวิตของผู้ที่เดินทางแสวงหาความรู้จากเชียงใหม่ ไปพม่า อินเดีย และมักกะฮ์ ก่อนกลับมาทุ่มเทกำลังทั้งหมดให้กับการพัฒนาชุมชนมุสลิมในภาคเหนือ จากครอบครัวมุสลิมเชื้อสายอินเดีย สู่แผ่นดินล้านนา​ ฮัจยีมุฮัมมัด ญะมาล หรือศรีบุตร วารีย์ เกิดเมื่อ พ.ศ. 2440 และถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2509 รวมอายุ 69 ปี ท่านเป็นบุตรของ วลี มุลลาวารี ซึ่งมีถิ่นกำเนิดจากบ้านบาราบากัส เมืองลักเนาว์ ประเทศอินเดีย ส่วนมารดาคือ บุ๊ดดี้ ศรีจันทร์ดร ธิดาของ ท่านซอฟัรอาลี ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในชุมชนมุสลิมเชียงใหม่ ครอบครัวของท่านจึงเชื่อมโยงทั้งกับสายมุสลิมจากอนุทวีปอินเดียและครอบครัวมุสลิมพื้นถิ่นเชียงใหม่ ทำให้ชีวิตของท่านเติบโตขึ้นท่ามกลางสังคมพหุวัฒนธรรมของล้านนา การศึกษาและศรัทธาที่ไม่เคยห่างจากมัสยิด ท่านได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ม.8 ในสมัยนั้น​จาก โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย เชียงใหม่ แม้จะศึกษาในโรงเรียนที่มีระบบการศึกษาแบบสมัยใหม่ แต่ศรัทธาของท่านยังคงมั่นคง โดยเฉพาะทุกบ่ายวันศุกร์ ท่านเดินจากโรงเรียนมายัง มัสยิดบ้านฮ่อ เพื่อประกอบละหมาดวันศุกร์ ก่อนกลับไปเรียนต่อ เหตุการณ์เล็กๆ ในวัยเยาว์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของศาสนาในชีวิตของท่าน ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของการทำงานเพื่อชุมชนมุสลิมตลอดชีวิต นอกจากภาษาไทยแล้ว ท่านยังสามารถอ่าน เขียน และพูดภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี ต่อมาท่านเข้าทำงานเป็น นายสถานีรถไฟเชียงใหม่ของบริษัทบอมเบย์–เบอร์มา และทำงานอยู่หลายปี ช่วงสงคราม : ผู้ประสานความช่วยเหลือแก่ผู้คน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านมีบทบาทเป็นล่ามและช่วยเหลือผู้คน โดยเฉพาะชาวฮินดูและชาวซิกข์ในย่านตลาดวโรรส รวมถึงชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามและถูกทหารญี่ปุ่นจับกุมหรือทำร้าย ด้วยความสามารถทางภาษา บุคลิกที่เป็นมิตร และการช่วยเหลือผู้คนโดยไม่แบ่งแยก ทำให้ท่านมีเพื่อนและผู้คนที่เคารพนับถืออยู่ในหลายชุมชน ประสบการณ์ในช่วงสงครามยังทำให้ท่านได้เห็นความทุกข์ยากของผู้คน และยิ่งตอกย้ำแนวคิดเรื่องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ซึ่งต่อมากลายเป็นแนวทางสำคัญในการดำเนินชีวิตของท่าน ​ด้านชีวิตครอบครัว ท่านมีบุตรธิดารวมทั้งสิ้น 12 คน จากการสมรสสองครั้ง: ​ภรรยาคนแรก — แม่บัวค้อม มาจากสายครอบครัวเจ้านายฝ่ายเหนือในจังหวัดเชียงราย มีบุตรด้วยกัน 1 คน: ​คุณอัมพร วารีย์ ต่อมาสมรสกับ อาจารย์ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์ นักวิชาการมุสลิมผู้มีบทบาทสำคัญด้านการแปลกุรอ่านภาษาไทยและเผยแพร่ความรู้ศาสนา ​ภรรยาคนที่สอง — คุณแม่สุดา วารีย์ มีบุตรรวม 11 คน (เสียชีวิตในวัยเยาว์ 2 คน) และบุตรธิดาอีก 9 คน ได้แก่: ​ร้อยตรีสินธุ (ยาซีน) วารีย์ ​คุณเสรี (ยูซุฟ) วารีย์ ​คุณสุมาลี บินรามัญ ​คุณสุมาลา ประพฤติชอบ ​คุณสุรัญญา วารีย์ ​คุณรุจิรา ยูซุฟ ​คุณวนิดา ฮามัด ​คุณวชิรา ประพฤติชอบ ​คุณวิจิตรา ตาวีเลาะ ในช่วงชีวิตที่อยู่เชียงใหม่ ท่านได้ศึกษา ภาษาพื้นเมืองล้านนา จนสามารถอ่านและเขียนได้ ความสนใจใฝ่รู้ของท่านไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะวิชาศาสนา แต่ยังศึกษาวิชาแพทย์แผนไทย จนได้รับ ใบประกอบโรคศิลป์ และประกอบวิชาชีพแพทย์แผนโบราณ ท่านปรุงยาหลายตำรับเพื่อรักษาชาวบ้าน โดยตำรับที่เป็นที่รู้จัก ได้แก่ ยาลมปิ๊ด (พิษ) ยาลมฤษี สำหรับอาการลมจุกเสียด และยาซางสำหรับเด็ก ซึ่งลูกหลานยังคงเก็บรักษาตำรับเหล่านี้ไว้และมีการปรุงใช้เป็นครั้งคราว ที่สำคัญ ท่านยังรักษาผู้ยากไร้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เส้นทางแสวงธรรม พม่า อินเดีย สู่มักกะฮ์​ ​หลังตั้งรากฐานครอบครัว ท่านได้นำครอบครัวเดินทางไปพำนักในประเทศพม่าเพื่อศึกษาภาษาพม่า ก่อนเดินทางต่อไปยังประเทศอินเดียเพื่อเยี่ยมญาติและศึกษาภาษาอูรดูและฟารซี ​จากนั้น ท่านเดินทางโดยเรือมุ่งหน้าสู่นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ใช้เวลาหลายปีศึกษาวิทยาการอิสลาม ทั้งอัลกุรอาน อัลหะดีษ และภาษาอาหรับอย่างลึกซึ้ง การเดินทางครั้งนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต เพราะท่านไม่ได้เดินทางไปเพียงเพื่อประกอบพิธีฮัจญ์ แต่ยังใช้โอกาสนั้นศึกษาองค์ความรู้ทางศาสนาอย่างจริงจัง เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ท่านเดินทางกลับ โดยแวะไปรับครอบครัวที่พม่า ก่อนกลับสู่บ้านเกิดเชียงใหม่ คุณจีรชัย ศรีจันทร์ดร ได้ระบุไว้ว่า ท่านถือเป็นมุสลิมเชียงใหม่รุ่นแรกๆ ที่เดินทางไปศึกษาวิชาการศาสนาที่นครมักกะฮ์อย่างเป็นระบบ ก่อนจะนำความรู้ทั้งหมดกลับคืนสู่บ้านเกิด จากนักแสวงหาความรู้ สู่ผู้นำศาสนาแห่งเชียงใหม่ เมื่อท่านกลับมาเชียงใหม่ อิมามซอฟัร มุลลลูก หรือที่รู้จักในครอบครัวว่า ลุงหลูป ศรีจันทร์ดร ซึ่งเป็นบิดาของอิมามอ๊อด ศรีจันทร์ดร ได้เชิญท่านให้มาดำรงตำแหน่ง อิมามมัสยิดช้างคลาน นับตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ท่านทำหน้าที่อิมามมัสยิดช้างคลานต่อเนื่องประมาณ 12 ปี และได้สร้างคุณูปการไว้มากมาย #ผลงานของท่านบางส่วน ส่งเสริมการละหมาดและการเรียนรู้ของสตรี หนึ่งในแนวคิดที่โดดเด่นของท่านคือ​ การรณรงค์ให้ชาวมุสลิมกลับมาให้ความสำคัญกับการละหมาดที่มัสยิด ท่านยังส่งเสริมให้ สตรีมาร่วมละหมาดและเรียนรู้ศาสนาในมัสยิด โดยเห็นว่าสตรีมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการอบรมเลี้ยงดูบุตร ท่านเชื่อว่า หากมารดามีความรู้ความเข้าใจในหลักอิสลาม ก็จะสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีและถ่ายทอดคำสอนให้แก่ลูกหลานได้ มัสยิดช้างคลานจึงกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่แรกๆ ของเชียงใหม่ที่เปิดโอกาสให้สตรีเข้ามาประกอบศาสนกิจและเรียนรู้ศาสนา ก่อนแนวทางดังกล่าวจะค่อยๆ แพร่ไปยังมัสยิดอื่นๆ เช่น มัสยิดช้างเผือกและมัสยิดบ้านฮ่อ -ทำให้คุฏบะฮ์ภาษาไทยเข้าถึงคนในชุมชน ในยุคที่หนังสือศาสนาภาษาไทยยังมีอยู่น้อย ท่านได้เขียน คุฏบะฮ์ หรือคำบรรยายธรรมในภาษาไทย ไว้เป็นจำนวนมาก​ จากนั้นนำไปเผยแพร่และแจกจ่ายให้แก่มัสยิดต่างๆ​ แนวทางดังกล่าวช่วยให้การคุฏบะฮ์วันศุกร์สามารถสื่อสารกับผู้คนในชุมชนด้วยภาษาไทยที่เข้าใจง่าย ทำให้ชาวบ้านเข้าถึงเนื้อหาศาสนาได้มากขึ้น -เดินทางเผยแผ่ความรู้ไปทั่วภาคเหนือ​ ท่านไม่ได้จำกัดการทำงานอยู่เพียงมัสยิดช้างคลาน​ แต่เดินทางไปตามชุมชนมุสลิมและมัสยิดต่างๆ ทั้งในภาคเหนือและพื้นที่อื่นของประเทศไทย เพื่อบรรยายและให้ความรู้ด้านศาสนา การเดินทางของท่านในยุคนั้นไม่สะดวกเหมือนปัจจุบัน แต่ท่านยังคงเดินทางอย่างสม่ำเสมอ เพราะเชื่อว่าความรู้ทางศาสนาต้องเข้าถึงผู้คน -รวบรวมหนังสือศาสนาและจัดระบบอัลกุรอาน​ ท่านเดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อรวบรวมหนังสือศาสนาภาษาไทย ซึ่งในเวลานั้นยังมีผู้เข้าถึงหนังสือประเภทนี้ไม่มากนัก​ จากนั้นนำหนังสือเหล่านั้นมอบให้แก่มัสยิดต่างๆ ในเชียงใหม่ เพื่อให้เป็นสมบัติส่วนรวมของชุมชน​ ท่านยังจัดแยก อัลกุรอานออกเป็นญุซอ์ เพื่อสะดวกต่อการหยิบอ่านและการศึกษาของผู้มามัสยิด สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กในปัจจุบัน แต่ในยุคที่หนังสือศาสนาภาษาไทยหาได้ยาก ถือเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการเรียนรู้ศาสนาให้แก่ชุมชนมุสลิมเชียงใหม่ #จากมัสยิดสู่บ้านของพี่น้องมุสลิม ท่านเดินทางไปเยี่ยมบ้านของพี่น้องมุสลิมอยู่เสมอ ทั้งเพื่อให้กำลังใจ เยี่ยมเยียน และจัดการบรรยายศาสนาตามบ้าน แนวทางการทำงานของท่านจึงไม่ใช่เพียงการรอให้ผู้คนเดินเข้ามาหาความรู้ที่มัสยิด แต่ท่านเลือกที่จะ เดินออกไปหาผู้คน #อิหม่าม นักเผยแผ่ และหมอแผนโบราณ อีกด้านหนึ่งที่ทำให้ท่านเป็นที่รักของผู้คนคือ การใช้ความรู้ด้านแพทย์แผนโบราณช่วยเหลือชาวบ้าน ผู้ยากไร้สามารถเข้ารับการรักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ด้วยความรู้ด้านภาษาและภูมิปัญญาพื้นเมือง ท่านยังมีพระสงฆ์บางรูปเป็นมิตรและเข้ามาศึกษาตำรายา รวมถึงภาษาพื้นเมืองล้านนากับท่าน แม้หลังจากท่านเสียชีวิต พระสงฆ์รูปดังกล่าวยังเดินทางมาขอแบ่งปันตำรายาที่ท่านเก็บรักษาไว้ เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นว่า ท่านสามารถสร้างมิตรภาพข้ามศาสนาได้อย่างงดงาม #ระดมทุนพัฒนามัสยิดและสร้างทรัพย์สินเพื่อชุมชน ท่านมีบทบาทสำคัญในการระดมทุนเพื่อบูรณะ มัสยิดช้างเผือก ซึ่งอยู่ในสภาพชำรุด รวมทั้งหาเงินสร้างอาคารพาณิชย์ด้านหลังมัสยิด และจัดซื้อที่นา เพื่อให้มัสยิดมีรายได้สำหรับใช้ในกิจการศาสนา แนวคิดของท่านไม่ได้มองมัสยิดเพียงเป็นสถานที่ละหมาด​ แต่ต้องการให้มัสยิดมี ทรัพย์สินและรายได้ที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ เพื่อให้สามารถทำหน้าที่รับใช้ชุมชนได้อย่างยั่งยืน ชุมชนมุสลิมหนองแบน : ชุมชนเล็กๆ ที่ท่านไม่เคยทอดทิ้ง หนึ่งในเรื่องราวที่สะท้อนความมุ่งมั่นของท่านได้อย่างชัดเจน คือการเดินทางไปยัง ชุมชนมัสยิดนูรุลฮูดา หนองแบน อำเภอสารภี ในยุคนั้นชุมชนอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 30 กิโลเมตร และเป็นชุมชนมุสลิมขนาดเล็กที่รายล้อมด้วยชุมชนต่างศาสนิก ท่านมีความเป็นห่วงว่ามุสลิมในพื้นที่ห่างไกลจะค่อยๆ รับเอาความเชื่อและพิธีกรรมที่ไม่สอดคล้องกับหลักอิสลามเข้ามาในชีวิตประจำวัน​ ท่านจึงเดินทางไปให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับหลักอิสลามอย่างต่อเนื่อง การเดินทางในสมัยนั้นมิได้สะดวกเหมือนปัจจุบัน บางครั้งท่าน ขี่ม้า ปั่นจักรยาน หรือเดินทางด้วยเท้า และพักค้างคืนที่หนองแบนครั้งละหลายคืน​ จากความทุ่มเทดังกล่าว ทำให้ชาวบ้านเกิดความรัก ความศรัทธา และความเคารพต่อท่านอย่างมาก #เดินทางถึงมาเลเซียเพื่อระดมทุนสร้างมัสยิด เมื่อเห็นความจำเป็นในการพัฒนามัสยิด ท่านยังเดินทางไกลถึง ประเทศมาเลเซียเพื่อระดมทุน เงินที่ได้รับนำมาใช้ในการบูรณะมัสยิดช้างเผือก และพัฒนามัสยิดนูรุลฮูดา หนองแบน เดิมมัสยิดหนองแบนเป็นอาคารไม้ที่ผุพัง ท่านจึงร่วมกับชาวบ้านก่อสร้างมัสยิดขึ้นใหม่จนแล้วเสร็จ นอกจากนี้ยังขยายพื้นที่มัสยิดด้วยการจัดซื้อที่ดิน ทั้งที่นาและสวนลำไยรวมประมาณ 20 ไร่ ทรัพย์สินดังกล่าวทำให้มัสยิดมีรายได้ สามารถนำมาใช้สนับสนุนครูสอนศาสนา ค่าน้ำ ค่าไฟ และกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงใหม่คนแรก เมื่อภาครัฐกำหนดให้มี คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด เพื่อทำหน้าที่ดูแลกิจการของมุสลิมและประสานงานระหว่างชุมชนมุสลิมกับภาครัฐ ฮัจยีศรีบุตร วารีย์ ได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นให้ดำรงตำแหน่ง “ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงใหม่คนแรก” ตำแหน่งดังกล่าวถือเป็นอีกบทบาทสำคัญในชีวิตของท่าน เพราะเป็นการทำงานในระดับจังหวัด มิใช่เฉพาะมัสยิดหรือชุมชนใดชุมชนหนึ่ง ท่านพยายามประสานงานกับภาครัฐเพื่อขอรับการสนับสนุนในการบูรณะและพัฒนามัสยิดต่างๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ #ผู้นำที่เดินทางไปหาผู้คน ไม่ใช่รอให้ผู้คนมาหา ตลอดชีวิตการทำงาน ท่านให้ความสำคัญกับการสร้างความสามัคคีในหมู่มุสลิม ท่านพยายามนำผู้ที่กำลังห่างเหินจากศาสนากลับมาสู่การปฏิบัติ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักอิสลาม บ้านพักของท่านในย่านช้างคลานจึงไม่ได้เป็นเพียงบ้านของครอบครัว แต่กลายเป็น สถานที่เรียนรู้ศาสนา สถานที่ประกอบศาสนกิจ และสถานที่พักพิงของผู้เดินทาง มีทั้งนักเรียน ครูศาสนา ผู้เดินทาง และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเดินทางมาพักและรับประทานอาหารอยู่เสมอ ท่านยังใช้บ้านเป็นสถานที่อบรมศาสนา จนมีลูกศิษย์จำนวนหนึ่งเติบโตขึ้นและกลับไปทำหน้าที่เป็นครูสอนศาสนาในชุมชนต่างๆ #เสียงธรรมผ่านวิทยุ อีกผลงานสำคัญคือการริเริ่ม บรรยายศาสนาทางสถานีวิทยุ วปถ.2 เชียงใหม่ ในช่วงเดือนรอมฎอนและวันอีด ถือเป็นความพยายามนำความรู้ทางศาสนาออกจากพื้นที่มัสยิดไปสู่บ้านเรือนของประชาชน ผ่านสื่อวิทยุซึ่งเป็นสื่อสำคัญของยุคนั้นนี่คือภาพของผู้นำศาสนาที่พยายามใช้ทุกช่องทางที่มีอยู่ เพื่อให้ความรู้เข้าถึงผู้คน การศึกษา ทุนอาชีพ และการช่วยเหลือผู้ยากไร้ นอกจากงานด้านศาสนาแล้ว ท่านยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ท่านช่วยจัดหา ทุนการศึกษา ทุนประกอบอาชีพ และช่วยเหลือผู้ป่วยยากจน สำหรับผู้เดินทางที่ไม่มีที่พัก ท่านก็เปิดบ้านให้พักและจัดหาอาหารให้ บ้านของฮัจยีศรีบุตรจึงเต็มไปด้วยผู้คนอยู่เสมอ ชีวิตของท่านสะท้อนแนวคิดว่า การทำงานเพื่ออิสลามไม่ได้หมายถึงเพียงการสอนศาสนา แต่รวมถึงการช่วยเหลือมนุษย์ การสร้างโอกาสทางการศึกษา การดูแลผู้ยากไร้ และการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน #มรดกแห่งความดีหลังจากวันที่ท่านจากไป วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2509 ฮัจยีมุฮัมมัด ญะมาล หรือศรีบุตร วารีย์ ได้กลับคืนสู่อัลลอฮ์ สุบหานะฮูวะตะอาลา ขณะมีอายุ 69 ปี แต่เรื่องราวของท่านไม่ได้จบลงพร้อมกับชีวิต ประมาณ 10 ปีต่อมา บุตรธิดาได้เปิดพินัยกรรมตามคำสั่งของท่าน และพบว่า ท่านได้มอบทรัพย์สินจำนวน หนึ่งในสามเพื่อการกุศล “ฟีสะบีลิลลาฮ์” ด้วยเจตนารมณ์ดังกล่าว บุตรธิดาและภรรยาจึงร่วมกันจัดตั้ง มูลนิธิอัล-ญะมาล (สุนทรียธรรม) เพื่อสืบสานความตั้งใจในการทำประโยชน์แก่สังคม การประชุมก่อตั้งมูลนิธิจัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2522 โดยได้รับความช่วยเหลือจาก อาจารย์ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์ และ ทนายสมชาย นีรไพจิตร โดย คุณแม่สุดา วารีย์ ดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิคนแรก มรดกที่ฮัจยีศรีบุตรทิ้งไว้จึงมิใช่เพียงทรัพย์สิน หากแต่คือ เจตนารมณ์ในการใช้ทรัพย์ ความรู้ และชีวิต เพื่อประโยชน์ของผู้อื่น #ชื่อของคนหนึ่งคน กับประวัติศาสตร์ของชุมชน เมื่อมองย้อนกลับไป ฮัจยีมุฮัมมัด ญะมาล หรือศรีบุตร วารีย์ มิได้เป็นเพียงอดีตอิมามมัสยิดช้างคลาน หรือประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงใหม่คนแรกเท่านั้น แต่ท่านคือบุคคลที่เชื่อมโยง ศาสนา การศึกษา การแพทย์ การช่วยเหลือสังคม การพัฒนามัสยิด และการประสานความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนต่างศาสนา เข้าไว้ด้วยกัน ท่านเดินทางไกลเพื่อแสวงหาความรู้ แต่เมื่อได้ความรู้แล้ว ท่านไม่ได้เก็บไว้เพื่อตัวเอง ท่านนำความรู้นั้นกลับคืนสู่ชุมชน ท่านเดินทางไปมักกะฮ์เพื่อศึกษาศาสนากลับมาเชียงใหม่เพื่อสอนศาสนา ท่านมีความรู้ด้านภาษา แต่ใช้ภาษาเพื่อเชื่อมผู้คน ท่านมีความรู้ด้านแพทย์แผนโบราณแต่ใช้ความรู้รักษาคนยากจน ท่านมีบ้าน แต่เปิดบ้านให้ผู้เดินทางและผู้แสวงหาความรู้ ท่านมีทรัพย์สิน แต่ตั้งใจแบ่งส่วนหนึ่งไว้ “ฟีสะบีลิลลาฮ์” และท่านมีตำแหน่งผู้นำ แต่ใช้ตำแหน่งนั้นเพื่อรับใช้ชุมชน นี่คือเหตุผลที่ชื่อของ ฮัจยีศรีบุตร วารีย์ ควรถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์มุสลิมเชียงใหม่ ในฐานะบุรุษผู้มีศรัทธาแรงกล้าและอุทิศชีวิตเพื่อพี่น้องมุสลิม จากย่านช้างคลานเล็กๆ ในอดีต การเดินทางของชายคนหนึ่งได้ขยายออกไปสู่มัสยิดและชุมชนมุสลิมทั่วภาคเหนือ สิ่งที่ท่านสร้างอาจเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่สิ่งที่ท่านปลูกไว้ในหัวใจผู้คน ยังคงเดินทางต่อจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง และนี่อาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า “ซอดาเกาะฮ์ญารียะฮ์ — ความดีที่ยังคงให้ผล แม้เจ้าของความดีจะจากโลกนี้ไปแล้ว” อัลลอฮ์ทรงรู้ดีที่สุด(วัลลอฮูอลัม)​ เรียบเรียงจากข้อมูลที่รวบรวมโดย นายจีรชัย ศรีจันทร์ดร วันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2569 ข่าวมุสลิม​เชียงใหม่​เรียบเรียง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง