back

กาดหลวง รอยทางของ “แขกดาวูดีโบห์รา” และเครือข่ายพ่อค้ามุสลิมในเชียงใหม่

31 ส.ค. 2569 16:23 View: 17
author profile image
ชุมพล​ ศรี​สมบัติ​
จากนครสวรรค์สู่กาดหลวง รอยทางของ “แขกดาวูดีโบห์รา” และเครือข่ายพ่อค้ามุสลิมในเชียงใหม่ หากพูดถึงประวัติศาสตร์มุสลิมในเชียงใหม่ คนส่วนใหญ่อาจคุ้นเคยกับเรื่องราวของชุมชนมุสลิมช้างคลาน ชุมชนบ้านฮ่อ หรือชาวมุสลิมเชื้อสายจีนยูนนาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว บริเวณ กาดหลวงและกาดเก๊าลำไย ในอดีตเคยเป็นพื้นที่ที่มีพ่อค้ามุสลิมจากหลากหลายชาติพันธุ์เข้ามาประกอบกิจการอยู่ไม่น้อย หนึ่งในกลุ่มที่น่าสนใจและยังมีเรื่องราวอีกมากที่รอการค้นคว้าคือ “แขกดาวูดีโบห์รา” มุสลิมจากอินเดียตะวันตก ผู้เดินทางเข้าสู่เชียงใหม่ผ่านเครือข่ายการค้า และทิ้งร่องรอยไว้บนถนนช้างม่อยและตลาดวโรรส เรื่องราวของพวกเขาทำให้เราเห็นว่า ประวัติศาสตร์เชียงใหม่ไม่ได้เกิดจากคนพื้นเมืองเพียงกลุ่มเดียว แต่เกิดจากผู้คนมากมายที่เดินทางเข้ามา แล้วร่วมกันสร้างบ้านแปงเมือง สามพี่น้องจากแดนไกล จากคำบอกเล่าของคุณจีระชัย ศรีจันทร์ดร ผู้รู้ในชุมชนมุสลิมย่านช้างคลานเชียงใหม่ มีเรื่องเล่าว่า เมื่อประมาณ 120 ปีก่อน มีชาวมุสลิมเชื้อสายดาวูดีโบห์รา 3 พี่น้อง เดินทางเข้าสู่เชียงใหม่ เส้นทางของพวกเขาน่าสนใจ เพราะเล่ากันว่า เดินทางทางเรือจากนครสวรรค์ ก่อนจะขึ้นมาสู่เมืองเชียงใหม่ ต่างจากกลุ่มชาวเบงกาลีบางส่วนที่มีเส้นทางการเดินทางเข้าสู่ภาคเหนือทางบก ผ่านพื้นที่แม่สะเรียงและเส้นทางการค้าจากพม่า คำบอกเล่านี้ แม้จำเป็นต้องค้นเอกสารประกอบเพิ่มเติม แต่ก็ชี้ให้เห็นภาพสำคัญอย่างหนึ่งของประวัติศาสตร์การค้าในอดีต นั่นคือ คนไม่ได้เดินทางตามเส้นแบ่งจังหวัดหรือประเทศแบบที่เราเข้าใจกันในปัจจุบัน แต่เดินทางตาม แม่น้ำ เส้นทางเกวียน ตลาด เมืองท่า และเครือข่ายญาติพี่น้อง กากาบาบา ยุชุฟอาลีใบ๋ และฟัคครูดดีนใบ๋ ในความทรงจำของชุมชน มีการกล่าวถึงบุคคลสำคัญในกลุ่มผู้บุกเบิก ได้แก่ กากาบาบา ยุชุฟอาลีใบ๋ และฟัคครูดดีนใบ๋ พวกเขาเข้ามาประกอบธุรกิจในเชียงใหม่ และเปิดร้านจำหน่ายสินค้าสารพัดที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของชาวมุสลิมในยุคนั้น มีทั้ง เครื่องเทศ สมุนไพร หม้ออะลูมิเนียม เครื่องใช้ในครัวเรือน หนังสือกุรอาน หมวก เครื่องแต่งกาย กระดุมทอง และของใช้ต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับชุมชนมุสลิม เมื่อมองจากปัจจุบัน เราอาจเรียกร้านลักษณะนี้ว่า “ร้านขายของเบ็ดเตล็ด” แต่ในอดีตมันมีความหมายมากกว่านั้น เพราะร้านค้าแห่งหนึ่งอาจเป็นทั้ง ร้านค้า แหล่งพบปะ ศูนย์ข่าวสาร ที่ติดต่อญาติ และพื้นที่เชื่อมโยงผู้คนต่างเมืองเข้าหากัน “E.A. RATLAM WALA” ห้างขายยา สมุนไพรจากเรือนแพ สู่ตึกไม้สองชั้น เรื่องราวของร้านแห่งนี้ยิ่งน่าสนใจขึ้นเมื่อผู้รู้เล่าว่า ร้านในยุคแรกไม่ได้ตั้งอยู่ในอาคารอย่างที่เห็นในปัจจุบัน เดิมเป็น เรือนแพชั้นเดียว อยู่บริเวณใกล้เคียงกัน ต่อมาคหบดีชาวจีนได้ขายอาคารพาณิชย์ให้แก่ครอบครัว อาคารไม้สองชั้นหลังนั้นจึงกลายเป็นฐานของกิจการในเวลาต่อมา ภาพนี้สะท้อนลักษณะสำคัญของเมืองเชียงใหม่ในยุคที่การค้าเริ่มขยายตัว คนจีนมีอาคาร คนอินเดียมีสินค้า คนมุสลิมมีเครือข่ายการค้า และตลาดเป็นพื้นที่ที่ทุกคนมาพบกัน เมืองจึงไม่ได้เติบโตจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เติบโตจากการพึ่งพาอาศัยกันของผู้คนหลายกลุ่ม เรื่องของ E.A. Ratlam Wala จึงควรถูกมองมากกว่าประวัติของร้านขายยา มันคือหลักฐานชิ้นหนึ่งของประวัติศาสตร์การเคลื่อนย้ายผู้คนจากอนุทวีปอินเดียเข้าสู่สยามและล้านนา จากอี เอ รัตลาม วาลา สู่ การขยายธุรกิจ เข้าในพื้นที่ตลาดวโรรส “บอมเบย์พาณิชย์” ต่อมาธุรกิจเครือข่ายของครอบครัวได้ขยายตัว และมีการเปิดกิจการอีกแห่งในตลาดวโรรส ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ “บอมเบย์พาณิชย์” ชื่อ “บอมเบย์” เองก็สะท้อนจินตภาพของโลกการค้าอินเดียในยุคนั้น เพราะเมืองบอมเบย์ หรือมุมไบ เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการค้าใหญ่ของอินเดียและมหาสมุทรอินเดีย ร้านค้าในเชียงใหม่จึงไม่ได้เชื่อมโยงเพียงกับหมู่บ้านรอบเมือง แต่เชื่อมโยงกับโลกที่กว้างออกไปเชียงใหม่–กรุงเทพฯ–อินเดีย และอาจเชื่อมต่อไปถึงพม่าและเมืองการค้าอื่น ๆ ในภูมิภาค ไม่ได้มีเพียงโบห์รา เรื่องราวที่น่าสนใจอีกอย่างจากความทรงจำของชุมชนคือ ในอดีตย่านกาดหลวงและกาดเก๊าลำไยไม่ได้มีเพียงร้านค้าของดาวูดีโบห์รา แต่ยังมีพ่อค้ามุสลิมอีกหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้ง สุไลมานี จูเรีย ปัญจาบ เบงกาลี ปาทาน และกลุ่มมุสลิมอินเดียอื่น ๆ มีการกล่าวถึงพ่อค้ารุ่นเก่า เช่น เตาฟิกใบ๋ ซึ่งเล่ากันว่าเป็นนักการบัญชีและเป็นต้นตระกูลวีระพันธุ์ รวมถึง ละหัสใบ๋ และครอบครัวอื่น ๆ ซึ่งต่อมาลูกหลานกระจายอยู่ในเชียงใหม่ ส่วนกลุ่มมุสลิมปาทาน ซึ่งคนเชียงใหม่ในอดีตเรียกว่า “แขกกุลาปาตาน” ก็มีร้านขายผ้าอยู่บริเวณกาดหลวงหลายร้าน ในความทรงจำของชุมชนมีการกล่าวถึงร้านต่าง ๆ เช่น ร้านสองพี่น้อง ร้านมุมินสโตร์ ร้านกุลฮามิต ร้านของดาดาลุงใหญ่ และครอบครัวปาทานอีกหลายสายที่ยังมีลูกหลานอยู่ในเชียงใหม่จนถึงปัจจุบัน ต่อมาชาวเบงกาลีก็เข้ามามีบทบาททางการค้า โดยมีการกล่าวถึง นายห้างชิดดิ๊ก นายห้างเกียรานี และนายห้างศักดิ์สโตร์ ขณะที่ชาวอินเดียสายปิโชรี รวมถึงชาวซิกข์นามธารี เข้ามาเปิดกิจการร้านผ้าในช่วงเวลาต่อมา ภาพทั้งหมดนี้ทำให้กาดหลวงในอดีตกลายเป็นเหมือน แผนที่ย่อส่วนของโลกมุสลิมและโลกการค้าอินเดียในเชียงใหม่ ภาษาอูรดู : ภาษากลางของพ่อค้ามุสลิม สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือเรื่องภาษา คนรุ่นเก่าเล่าว่า ในช่วงเวลาหนึ่ง ภาษาอูรดู ทำหน้าที่เป็นภาษากลางในการสื่อสารระหว่างพ่อค้ามุสลิมจากต่างชาติพันธุ์ แต่เมื่ออยู่ภายในครอบครัว แต่ละกลุ่มยังคงใช้ภาษาของตนเอง ชาวโบห์ราและสุไลมานีใช้ ภาษาคุชราตี ชาวเบงกาลีใช้ ภาษาบังกลา ชาวปาทานใช้ ภาษาปุชโต นี่เป็นภาพสะท้อนที่สวยงามของชุมชนพ่อค้ามุสลิมในเชียงใหม่ ต่างภาษา ต่างชาติพันธุ์ ต่างถิ่นกำเนิด แต่มีศาสนาและเครือข่ายการค้าเป็นสะพานเชื่อมและภาษาอูรดูจึงทำหน้าที่เป็นหนึ่งในสะพานเหล่านั้น ร้านค้าไม่ได้ขายเพียงสินค้า แต่ขาย “ความเป็นชุมชน” สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งของร้านดาวูดีโบห์ราแห่งนี้ คือเรื่องเล่าที่ว่า เครื่องหอมและไม้จันทน์หอมสำหรับใช้ในพิธีเกี่ยวกับผู้เสียชีวิต ถูกมอบให้แก่มัสยิดและครอบครัวผู้เสียชีวิตโดยไม่คิดเงิน เมื่อมีชาวมุสลิมเสียชีวิต ผู้คนในชุมชนจึงรู้กันว่า สามารถมาขอรับของเหล่านี้จากร้านได้ นี่เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่มีความหมายทางสังคมอย่างมาก เพราะแสดงให้เห็นว่า กิจการค้ากับกิจการเพื่อสังคมไม่ได้แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด ร้านค้าสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ให้และเป็นส่วนหนึ่งของระบบสวัสดิการชุมชน เปิดร้านแล้วอ่านกุรอาน อีกธรรมเนียมหนึ่งที่ผู้รู้ในชุมชนเล่าสืบต่อกันมาคือ เมื่อเปิดร้านในแต่ละวัน หลังจัดเตรียมร้านเรียบร้อยแล้ว คนในร้านจะนั่งอ่านกุรอานสักระยะหนึ่ง ก่อนปิดท้ายด้วยการอ่าน ศอละวาต หรือการขอพรให้แก่ท่านนบีมุฮัมมัด ไม่ใช่พิธีกรรมที่ต้องตีความว่าเป็นข้อบังคับทางศาสนา แต่เป็น วัฒนธรรมของครอบครัวและชุมชน เป็นวิธีเริ่มต้นวันทำงานด้วยการระลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า ธุรกิจกับศรัทธาจึงเดินไปด้วยกัน ร้านค้าเป็นพื้นที่พบปะของมุสลิมเชียงใหม่ ในยุคที่ผู้ใหญ่ของร้านยังมีชีวิตอยู่ มีการเล่าว่า ร้าน อี เอ รัตราม วาลา ยังเป็นสถานที่ที่เชิญพี่น้องมุสลิมจากชุมชนต่าง ๆ เช่น ช้างคลานและช้างเผือก มาร่วมอ่านเมาลิดและทำบุญในโอกาสสำคัญ ตรงนี้เป็นหลักฐานทางความทรงจำที่น่าสนใจมาก เพราะทำให้เห็นว่า แม้ชาวดาวูดีโบห์ราจะมีอัตลักษณ์ทางศาสนาและชาติพันธุ์ของตนเอง แต่ก็มีความสัมพันธ์กับชุมชนมุสลิมกลุ่มอื่นในเชียงใหม่ กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ มีอัตลักษณ์ของตนเอง แแต่ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว โบห์รา ปาทาน เบงกาลี และคนเชียงใหม่ เมื่อเรามองภาพกาดหลวงในอดีต เราจะเห็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกว่าการแบ่งว่าใครเป็น “คนพื้นเมือง” และใครเป็น “คนต่างถิ่น” พ่อค้าชาวโบห์ราเอาเครื่องเทศ สมุนไพร และสินค้าจากอินเดียเข้ามา พ่อค้าปาทานนำผ้าเข้ามา พ่อค้าเบงกาลีนำสินค้าและเครือข่ายการค้าเข้ามา ชาวจีนมีบทบาทในตลาดและอาคารพาณิชย์ คนท้องถิ่นเป็นทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย ลูกจ้าง คู่ค้า และเพื่อนบ้าน สิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ เชื่อมเข้าหากันจนเกิดเป็นเศรษฐกิจเมืองเชียงใหม่ ดังนั้น “การอพยพ” จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการย้ายถิ่นฐาน แต่หมายถึง การนำความรู้และเครือข่ายเข้ามาเติมเต็มเมือง จาก “แขก” สู่ “คนเชียงใหม่” คำว่า “แขก” ที่คนรุ่นก่อนใช้เรียกคนจากอินเดียหรือโลกมุสลิม อาจสะท้อนว่าพวกเขาเป็นคนจากแดนไกล แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนเหล่านั้นแต่งงาน มีลูก สร้างบ้าน เปิดร้าน ส่งลูกเรียน สร้างมัสยิด ช่วยเหลือผู้เจ็บป่วย ช่วยเหลืองานศพ ทำการค้า และมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของเมือง ลูกหลานจึงค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของเชียงใหม่ บ้านเกิดของบรรพบุรุษอาจอยู่ไกลถึงอินเดียแต่บ้านของลูกหลานอยู่เชียงใหม่ กาดหลวง : ตลาดที่สร้างเมืองด้วยผู้คนหลากหลาย เมื่อเดินผ่านกาดหลวงในวันนี้ เราอาจมองเห็นเพียงร้านค้า อาคารเก่า และผู้คนที่กำลังจับจ่าย แต่หากมองย้อนกลับไปกว่าร้อยปี พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นจุดบรรจบของผู้คนมากมาย ชาวจีน ชาวล้านนา ชาวโบห์รา จูเรีย ชาวสุไลมานี ปัญจาบ ชาวเบงกาลี ชาวปาทาน ชาวซิกข์ และผู้คนจากเมืองต่าง ๆ พวกเขาอาจพูดกันคนละภาษา กินอาหารต่างกัน แต่งกายต่างกัน และนับถือศาสนาในรายละเอียดที่แตกต่างกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันทุกคนต้องการสร้างชีวิตที่ดีขึ้น จึงเดินทางมา ค้าขาย สร้างครอบครัว และฝากร่องรอยของตัวเองไว้กับเมือง ประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิตอยู่บนถนนช้างม่อย ร้าน E.A. Ratlam Wala จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “ร้านขายยาเก่า” หากแต่เป็นหนึ่งในประตูที่เปิดให้เราเข้าไปมองเห็นประวัติศาสตร์อีกด้านของเชียงใหม่ ประวัติศาสตร์ของคนอินเดียมุสลิม ประวัติศาสตร์ของพ่อค้า ประวัติศาสตร์ของครอบครัว ประวัติศาสตร์ของกาดหลวง และประวัติศาสตร์ของการเดินทางข้ามดินแดน จากอินเดีย ผ่านเครือข่ายการค้า ผ่านนครสวรรค์ เข้าสู่เชียงใหม่ แล้วปักหลักอยู่บนถนนช้างม่อย เพราะเมืองไม่ได้สร้างด้วยคนกลุ่มเดียว บางคนเดินทางมาโดยเรือ บางคนเดินทางมาทางบก บางคนมาจากอินเดีย บางคนมาจากพม่า บางคนมาจากยูนนาน บางคนเกิดที่เชียงใหม่ แต่เมื่อพวกเขามาถึงเมืองเดียวกันพวกเขาก็เริ่มสร้างสิ่งเดียวกัน สร้างร้าน สร้างบ้าน สร้างครอบครัว สร้างชุมชน สร้างตลาด และสร้างอนาคตให้ลูกหลาน นี่คือความหมายที่งดงามของประวัติศาสตร์การอพยพ เพราะผู้คนไม่ได้เพียง “ย้ายเข้ามาอยู่” แต่พวกเขา เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเมือง และเมื่อเวลาผ่านไปกว่าร้อยปี ร่องรอยของพวกเขายังอยู่ อยู่ในชื่อร้าน อยู่ในอาคารไม้ อยู่ในภาพถ่ายบรรพบุรุษ อยู่ในสูตรสมุนไพร อยู่ในเรื่องเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ อยู่ในนามสกุลของลูกหลาน และอยู่ในความทรงจำของกาดหลวง ประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่จึงมิใช่เรื่องของ “คนเก่า” กับ “คนมาใหม่” แต่คือเรื่องของผู้คนที่เดินทางมาพบกัน แล้วค่อย ๆ “บ้านแปงเมือง” ไปด้วยกัน ชุมพล ศรีสมบัติ รวบรวมเรื่องราว ขอบคุณข้อมูลที่มีคุณค่า จากคุณจีรชัย ศรีจันทร์ดร กูรู ตำนานชาวมุสลิม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง