back

จากเมล็ดกาแฟสู่แก้วเซรามิก เปิดโลก “เวียงกาหลง” ผ่านภูมิปัญญาล้านนา

17 ส.ค. 2569 18:39 View: 120
author profile image
ณฐมน แก้วพิทูล
เปิดเส้นทางท่องเที่ยวชากาแฟเชิงสร้างสรรค์ เชียงราย–พะเยา–เชียงราย ณ.ศูนย์เครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย โดยสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย เพื่อเรียนรู้เรื่องราวของเมืองโบราณและภูมิปัญญาการทำเครื่องเคลือบ ผ่านกิจกรรม “Craft the Cup, Taste the Journey” ภายใต้แนวคิด “From Bean to Cup, From Clay to Craft” ที่นำกาแฟมาผสานเข้ากับงานศิลปหัตถกรรมท้องถิ่น กิจกรรมครั้งนี้มีผู้ประกอบการร้านกาแฟในกลุ่มภาคเหนือตอนบน2 ประกอบด้วย เชียงราย พะเยา แพร่ น่านและสื่อมวลชนเข้าร่วม โดยผู้เข้าร่วมได้ทดลองปั้นแก้วกาแฟเซรามิก เพ้นท์ลวดลายเวียงกาหลง และร่วมกิจกรรม “Coffee & Ceramic Pairing” ทดลองดื่มชาและกาแฟจากภาชนะที่ผลิตขึ้นจากเครื่องเคลือบเวียงกาหลง เพื่อเรียนรู้ว่ารูปทรง วัสดุ และภาชนะ สามารถส่งผลต่อประสบการณ์ในการดื่มได้อย่างไร นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เมืองโบราณเวียงกาหลง เรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านโบราณวัตถุและงานหัตถกรรมที่ค้นพบในพื้นที่ ก่อนเชื่อมโยงเรื่องราวจากอดีตกับการพัฒนาการท่องเที่ยวในปัจจุบัน ☕️จากเมืองรุ่งเรือง สู่เมืองร้าง ก่อนฟื้นคืนชีวิตอีกครั้ง.. “ครูทัน ธิจิตตัง” ศิลปิน OTOP และครูช่างศิลปหัตถกรรมผู้มีบทบาทในการฟื้นฟูเครื่องเคลือบเวียงกาหลง เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการจัดทำพิพิธภัณฑ์มาจากข้อสังเกตว่า คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กลับไม่รู้ว่า บริเวณที่พวกเขาอยู่นั้นเคยเป็นเมืองสำคัญในอดีต จากการศึกษาค้นคว้า พบว่าเวียงกาหลงเคยเป็นแหล่งผลิตเครื่องเคลือบที่มีความรุ่งเรือง ก่อนเมืองจะเสื่อมลงจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งภัยธรรมชาติและโรคระบาด จนกลายเป็นเมืองร้าง ขณะที่กลุ่มช่างฝีมือได้อพยพออกจากพื้นที่ไปยังแหล่งอื่น เช่น สันกำแพง อ.พาน และ จ.ลำปาง เมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ลูกหลานของผู้คนในพื้นที่จึงทยอยกลับมาตั้งถิ่นฐานอีกครั้ง และพัฒนากลายเป็นชุมชนเวียงกาหลงในปัจจุบัน ครูทันระบุว่า ในช่วงแรกตนเองมองเครื่องเคลือบเวียงกาหลงว่าเป็นเพียงงานศิลปะพื้นถิ่น แต่เมื่อค้นคว้าลึกลงไปกลับพบหลักฐานเกี่ยวกับเตาเผาจำนวนมากในพื้นที่ ซึ่งมีมากถึงระดับหลักพันเตา จึงทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่า เวียงกาหลงในอดีตอาจมีบทบาทมากกว่าการเป็นแหล่งผลิตขนาดเล็ก และน่าจะเกี่ยวข้องกับการผลิตและการค้าขายในภูมิภาค หลักฐานของเครื่องเคลือบลักษณะเดียวกันที่พบในพื้นที่ต่าง ๆ ตามเส้นทางการค้าทางบก รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับการพบเครื่องเคลือบเวียงกาหลงในพิพิธภัณฑ์ต่างประเทศ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปได้ว่า ผลิตภัณฑ์จากพื้นที่แห่งนี้เคยถูกนำไปแลกเปลี่ยนหรือค้าขายในพื้นที่อื่นในอดีต 🧑🏻‍🎨ลวดลายบนเครื่องเคลือบ สะท้อนความเชื่อและธรรมชาติ.. นอกจากรูปทรงและกระบวนการผลิตแล้ว สิ่งที่ครูทันให้ความสำคัญคือ “ลวดลาย” บนเครื่องเคลือบ เพราะมองว่าลวดลายไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างความสวยงาม แต่ยังสะท้อนความคิดและความเชื่อของผู้คนในอดีต จากการศึกษาของครูทัน พบว่าลวดลายสำคัญสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ สัตว์มงคล พฤกษาพันธุ์ไม้ และลายดอกกาหลง ลายสัตว์มงคลเชื่อมโยงกับความเชื่อของผู้คนในอดีต ขณะที่ลายพฤกษาพันธุ์สะท้อนความสัมพันธ์กับธรรมชาติและพืชพรรณ ส่วนลายดอกกาหลงมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องราวทางพุทธศาสนา ครูทันจึงไม่ได้ต้องการเพียงนำลวดลายโบราณกลับมาทำซ้ำ แต่ต้องการให้คนที่เรียนรู้เข้าใจว่า ลวดลายแต่ละรูปแบบมีที่มาและความหมายอย่างไร ตัวอย่างเช่น “ลายก้านขด” ซึ่งมีลักษณะขดไปทางซ้ายและขวา สื่อถึงความราบรื่น ส่วน “ลายบัวเล็บช้าง” ที่ปรากฏบริเวณใต้ฐาน สื่อถึงความมั่นคง ในมุมมองของครูทัน ลวดลายเหล่านี้เปรียบเสมือนข้อความที่คนในอดีตทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ ทั้งเรื่องธรรมชาติ ความเชื่อ และวิถีชีวิต 👨🏻‍🎨เครื่องเคลือบโบราณ เชื่อมโยงทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์🍁 กระบวนการทำเครื่องเคลือบเวียงกาหลงยังเป็นองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงหลายศาสตร์ ตั้งแต่การออกแบบและวาดลวดลาย การขึ้นรูป การเลือกวัสดุ ไปจนถึงกระบวนการเผา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของแร่ธาตุภายใต้ความร้อน ครูทันมองว่า การศึกษาเครื่องเคลือบจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องของศิลปะ แต่ยังสามารถนำไปสู่การเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ วัตถุดิบ และเทคโนโลยีที่คนในอดีตใช้ในการผลิต องค์ความรู้เหล่านี้จึงมีคุณค่าในฐานะแหล่งเรียนรู้ที่สามารถนำไปต่อยอดให้กับเด็ก เยาวชน นักศึกษา รวมถึงผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์และงานหัตถกรรมท้องถิ่น 🎩 “Mr. Thun” ข้อสังเกตจากการค้นคว้าที่นำไปสู่คำถามใหม่… อีกประเด็นหนึ่งที่ครูทันนำเสนอระหว่างการถ่ายทอดเรื่องราว คือ การพบข้อความที่อ่านได้ว่า **“Mr. Thun”** บนวัตถุโบราณชิ้นหนึ่ง ซึ่งครูทันระบุว่ามีอายุเกือบ 1,000 ปี และเมื่อนำลักษณะดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับลายเซ็นของตนเองในปัจจุบัน พบว่ามีความคล้ายคลึงกัน ครูทันเล่าว่า เรื่องนี้สร้างความสนใจและทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับที่มาและความหมายของชื่อที่ปรากฏบนวัตถุโบราณ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในอดีตกับผู้คนในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังเป็นเพียง ข้อสังเกตและคำถามจากการค้นคว้าส่วนบุคคล ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการที่ยืนยันว่า บุคคลที่ปรากฏชื่อบนวัตถุโบราณคือบุคคลเดียวกับครูทันในปัจจุบัน ครูทันจึงมองว่า เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งคำถามที่สะท้อนว่า การศึกษาวัตถุโบราณไม่ได้มีเพียงการตรวจสอบอายุ รูปแบบ หรือเทคนิคการผลิต แต่ยังสามารถนำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับผู้คนและเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลังวัตถุเหล่านั้น 🎓“ถ้าไม่ถ่ายทอด ความรู้ก็จบไปพร้อมกับคนรุ่นเรา” สำหรับการอนุรักษ์เครื่องเคลือบเวียงกาหลง ครูทันมองว่า การเก็บรักษาวัตถุเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญคือการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้คนรุ่นใหม่สามารถเรียนรู้และนำไปต่อยอดได้ ที่ผ่านมา ศูนย์แห่งนี้เปิดพื้นที่ให้เด็ก เยาวชน และนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เข้ามาเรียนรู้ ทั้งการปั้น การเขียนลวดลาย และเรื่องราวของเมืองโบราณ ครูทันกล่าวว่า หากความรู้ถูกเก็บไว้กับคนเพียงคนเดียว เมื่อคนรุ่นนั้นจากไป ความรู้ก็อาจสูญหายไปด้วย ดังนั้น การถ่ายทอดจึงเป็นส่วนสำคัญของการอนุรักษ์ แนวคิดดังกล่าวทำให้ศูนย์เครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นสถานที่จัดแสดงโบราณวัตถุ แต่ยังเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสภูมิปัญญาด้วยตนเอง ☕️เมื่อ “กาแฟ” พบกับ “เครื่องเคลือบ” สู่การท่องเที่ยวสร้างสรรค์.. การเดินทางของคณะ FAM TRIP ครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งเพียงการชิมกาแฟ แต่เป็นการนำเรื่องราวของกาแฟมาเชื่อมโยงกับงานหัตถกรรมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ผ่านแนวคิด “From Bean to Cup, From Clay to Craft” แก้วกาแฟหนึ่งใบจึงไม่ได้มีเพียงหน้าที่รองรับเครื่องดื่ม แต่สามารถเป็นพื้นที่บอกเล่าเรื่องราวของประวัติศาสตร์ ศิลปะ ธรรมชาติ ความเชื่อ และภูมิปัญญาของชุมชนได้ จากเมืองโบราณที่เคยรุ่งเรือง ก่อนองค์ความรู้ด้านเครื่องเคลือบจะเลือนหายไปตามกาลเวลา เวียงกาหลงกำลังถูกนำกลับมาเล่าใหม่ผ่านคนรุ่นปัจจุบัน และเชื่อมโยงเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้ “ภูมิปัญญาเก่า” กลายเป็นประสบการณ์ใหม่ที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาสัมผัส เรียนรู้ และทำความเข้าใจรากเหง้าของเชียงรายได้ด้วยตัวเอง ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ “แก้วกาแฟ” เพียงใบเดียว แต่อยู่ที่การทำให้คนเห็นว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่นสามารถเป็นทั้งมรดกทางวัฒนธรรม แหล่งเรียนรู้ และต้นทุนใหม่ของการท่องเที่ยวเชียงรายได้ในเวลาเดียวกัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง