back
ต้นแบบ "ชุมชนจัดการไฟ" เมื่อเทคโนโลยีและภูมิปัญญาท้องถิ่นเดินไปด้วยกัน
5 ก.ค. 2569 15:18
View: 29

Aukson
เวทีย่อย ต้นแบบ "ชุมชนจัดการไฟ" ภายในงาน Air for All: Research and Innovation to Impact
จากแนวกันไฟ สู่ War Room ชุมชน เมื่อเทคโนโลยีและคนในพื้นที่กำลังเปลี่ยนการจัดการไฟป่าให้ยั่งยืน
ภายในงาน Air for All: Research and Innovation to Impact มีการจัดเวทีย่อย "ชุมชนใกล้เมืองเชียงใหม่" เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ของชุมชนที่ทำงานจัดการไฟป่าและฝุ่นควันมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมแลกเปลี่ยนบทเรียนระหว่างผู้นำชุมชน นักวิจัย และภาคีเครือข่าย
เวทีนี้สะท้อนให้เห็นพัฒนาการของการจัดการไฟป่า จากการพึ่งพาแรงคนและภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่การใช้ข้อมูลดาวเทียม ระบบ War Room ชุมชน และอากาศยานไร้คนขับ (Drone) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวัง ขณะเดียวกันยังชี้ให้เห็นว่า "หัวใจของความสำเร็จ" ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างคน สร้างเครือข่าย และทำให้ชุมชนเป็นเจ้าของทรัพยากรของตนเอง
"จากการปกป้องต้นไม้ไม่กี่ต้น สู่การดูแลทั้งผืนป่า"
กำนันตำบลสุเทพ เล่าย้อนถึงพัฒนาการของการจัดการไฟป่าในพื้นที่ว่า วันนี้เป็นรุ่นที่ 4-5 ที่สืบทอดงานจากคนรุ่นก่อน
"รุ่นแรกเราป้องกันแค่ต้นไม้ที่ปลูกไว้ ไม่ให้ไฟไหม้ป่าโครงการของ ปตท. หรือป่าชินวัตร ทำแนวกันไฟเฉพาะพื้นที่ปลูกเท่านั้น"
เมื่อเวลาผ่านไป ชุมชนเริ่มมองเห็นว่าหากสามารถดูแลพื้นที่รอบหมู่บ้านทั้งหมด ทั้งพื้นที่ป่าและพื้นที่ทำกิน ก็จะช่วยรักษาระบบนิเวศ สร้างความมั่นคงให้ชุมชน และต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติได้
"จากแนวกันไฟเล็ก ๆ จึงค่อย ๆ ขยายมาเป็นการดูแลทั้งผืนป่ารอบหมู่บ้าน"
ปัจจุบันกำนันรับผิดชอบพื้นที่ 15 หมู่บ้าน ตั้งแต่ดอยปุยลงมาถึงพื้นที่เมืองเชียงใหม่ ทำให้การจัดการไฟป่าต้องอาศัยทั้งเครือข่ายชุมชนและเทคโนโลยีควบคู่กัน
• แม่สาใหม่-แม่สาน้อย : กว่า 30 ปีของการฟื้นป่าด้วยมือชุมชน
ผู้แทนชุมชนบ้านแม่สาใหม่-แม่สาน้อย เล่าว่า การดูแลป่าของชุมชนเริ่มมาตั้งแต่ปี 2530 แม้ในระยะแรกจะยังไม่ได้รับการยอมรับจากคนในพื้นที่
จนกระทั่งปี 2535 คนในชุมชนเห็นผลของการฟื้นฟูป่า จึงรวมตัวกันดูแลพื้นที่อย่างจริงจัง ก่อนจะก่อตั้งชมรมอนุรักษ์ป่าในเวลาต่อมา
พื้นที่ที่เคยเป็นภูเขาหัวโล้นจากการทำเกษตร ได้รับการฟื้นฟูจนกลายเป็นผืนป่าสีเขียวอีกครั้ง
"วันนี้พื้นที่ตรงนั้นกลายเป็นแหล่งศึกษาดูงานของทั้งนักศึกษาและต่างประเทศ"
ปัจจุบันชุมชนดูแลแนวกันไฟยาวกว่า 10 กิโลเมตร กว้างประมาณ 8 เมตร และสามารถรักษาพื้นที่กว่า 10,000 ไร่ ของสองหมู่บ้าน ไม่ให้เกิดจุดความร้อน (Hotspot) ต่อเนื่องกว่า 6-7 ปี
• เมื่อข้อมูลกลายเป็นอาวุธของชุมชน
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงาน
ผู้แทนเทศบาลตำบลแม่เหียะ อธิบายว่า จากเดิมข้อมูลแนวกันไฟและพื้นที่เสี่ยงอยู่เพียงในเอกสาร แต่เมื่อได้รับการสนับสนุนระบบ War Room ชุมชน ทำให้ข้อมูลทั้งหมดถูกนำขึ้นสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล
ระบบรวบรวมข้อมูลทั้งแนวกันไฟ พื้นที่อนุรักษ์ จุดความร้อนจากดาวเทียม และข้อมูลภาคสนามไว้ในที่เดียว
"เมื่อดาวเทียมตรวจพบจุดความร้อน เรารู้ได้ทันทีว่าอยู่ตรงไหน อยู่ในเขตรับผิดชอบใคร และควรส่งทีมเข้าไปอย่างไร"
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้การสั่งการของชุมชนมีความแม่นยำมากขึ้น และสามารถประสานการทำงานระหว่างหลายหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
• Drone เปลี่ยนการเดินเท้าให้เป็นการมองเห็นทั้งผืนป่า
กำนันตำบลสุเทพเล่าว่า ชุมชนเป็นหนึ่งในพื้นที่แรก ๆ ที่ติดตั้ง กล้อง CCTV ในจุดเสี่ยง เพื่อตรวจจับทั้งการเกิดไฟและผู้ที่เข้าไปในพื้นที่ป่า
ต่อมาได้รับการสนับสนุน โดรนมูลค่ากว่า 250,000 บาท สำหรับบินสำรวจพื้นที่บนดอยสุเทพ
"เมื่อก่อนต้องเดินเท้าหรือใช้มอเตอร์ไซค์เข้าไปดู ตอนนี้เห็นควันเมื่อไร โดรนขึ้นก่อน"
โดรนช่วยระบุตำแหน่งไฟได้อย่างแม่นยำ ทำให้เจ้าหน้าที่เลือกเส้นทางเข้าพื้นที่ได้รวดเร็วและปลอดภัยขึ้น
พร้อมกันนั้น ชุมชนยังพัฒนาเส้นทางเข้าพื้นที่ให้รถจักรยานยนต์และรถยนต์สามารถเข้าถึงจุดเสี่ยงได้ง่ายกว่าเดิม เพื่อลดเวลาการเข้าระงับเหตุ
• เปลี่ยน "เชื้อเพลิง" ให้กลายเป็น "รายได้"
อีกหนึ่งแนวทางที่ได้รับความสนใจคือการจัดตั้ง วิสาหกิจชุมชน เพื่อสร้างมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้ในป่าและพื้นที่เกษตร
ผู้แทนวิสาหกิจชุมชน เล่าว่า ชุมชนนำ "ใบกองตึง" ซึ่งเคยใช้มุงหลังคา มาพัฒนาเป็นจาน ของใช้ ของที่ระลึก และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
บางส่วนเก็บเองจากป่า บางส่วนรับซื้อจากชาวบ้าน ทำให้คนในพื้นที่มีรายได้จากสิ่งที่เคยมองว่าเป็นขยะ
ปีที่ผ่านมา วิสาหกิจสามารถนำใบไม้ออกจากป่าได้ประมาณ 10 ตัน และตั้งเป้าเพิ่มขึ้นอีก 20% ในปีนี้
ขณะเดียวกันยังรับซื้อซังข้าวโพดและเศษวัสดุการเกษตร เพื่อลดการเผาในพื้นที่เกษตร
ปีที่ผ่านมา สามารถลดการเผาได้ประมาณ 200 ไร่ และตั้งเป้าขยายเป็น 300 ไร่
"อยากให้ชาวบ้านเห็นว่า ใบไม้ ข้าวโพด หรือวัสดุเหลือใช้ ไม่ใช่ของไร้ค่า แต่สร้างรายได้ให้ชุมชนได้"
• แม่แจ่ม : พื้นที่กว้าง ภูเขาสูง และความเสี่ยงของอาสาสมัคร
ผู้แทนชุมชนแม่แจ่ม สะท้อนว่า แม้เทคโนโลยีจะช่วยให้ตรวจพบไฟได้เร็วขึ้น แต่ข้อจำกัดสำคัญยังเป็นเรื่องสภาพพื้นที่
หลายพื้นที่เป็นภูเขาสูง หน้าผา และป่าลึก การเข้าถึงจุดเกิดไฟยังคงยากและเสี่ยงอันตราย
"อาสาสมัครต้องเดินเท้าเข้าไปดับไฟในพื้นที่ที่อันตรายมาก"
ปัญหาที่ชุมชนอยากเห็นการแก้ไข คือเรื่อง สวัสดิการและประกันชีวิตของอาสาสมัคร
ปัจจุบันหลายหมู่บ้านได้รับสิทธิประกันเพียงจำนวนจำกัด ทั้งที่แต่ละชุดปฏิบัติการมีคนทำงานมากกว่านั้น
• แม่สาใหม่ : ความสำเร็จเกิดจาก "คน" มากกว่าอุปกรณ์
แม้หลายพื้นที่จะใช้กล้องหรือโดรน แต่ชุมชนแม่สาใหม่มองว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือระบบการเฝ้าระวังของคน
ช่วงฤดูไฟป่า ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม ชุมชนแบ่งพื้นที่ออกเป็น 5-7 เขต ผลัดเวรกันเฝ้าป่าตลอด 24 ชั่วโมง
"ถ้าฝนตกจึงหยุด แต่เมื่ออากาศแห้งก็กลับมาเฝ้าต่อ"
ระบบนี้ทำให้ชุมชนสามารถรักษาพื้นที่โดยไม่เกิดไฟป่าต่อเนื่องหลายปี
สิ่งที่ชุมชนต้องการ ไม่ใช่แค่งบประมาณ
#ช่วงท้ายของเวที ตัวแทนชุมชนสะท้อนตรงกันว่า แม้การสนับสนุนด้านงบประมาณและอุปกรณ์ยังจำเป็น แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
ข้อเสนอที่ถูกกล่าวถึง คือ
เพิ่มงบประมาณค่าอาหารและสวัสดิการให้ทีมอาสาสมัคร
จัดระบบประกันชีวิตให้ครอบคลุมผู้ปฏิบัติงานทุกคน
ผลักดันให้ War Room ชุมชน ถูกนำไปใช้ในระดับนโยบาย
สนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ของวิสาหกิจชุมชนไปยังพื้นที่อื่น
สนับสนุนงานวิจัยต่อเนื่อง เพื่อขยายโมเดลการจัดการไฟป่าไปยังจังหวัดอื่น
"สุดท้าย สิ่งที่ต้องสร้างคือคน"
ช่วงปิดเวที กำนันตำบลสุเทพ ฝากข้อคิดว่า การลงทุนกับเครื่องมือ เทคโนโลยี และงบประมาณ เป็นคำตอบของปัจจุบัน แต่ยังไม่ใช่คำตอบของความยั่งยืน
"วันนี้เราส่งเสริมเรื่องอุปกรณ์ เครื่องมือ ข้อมูล และงบประมาณได้ แต่สิ่งที่เรายังไม่ได้สร้าง คือ 'คน'"
เขาเห็นว่า หากสามารถปลูกฝังจิตสำนึกให้คนรุ่นใหม่ ทั้งคนในพื้นที่และคนนอกพื้นที่ รู้สึกเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน การแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันจะไม่ต้องพึ่งงบประมาณปีต่อปีอีกต่อไป
"ถ้าสร้างคนได้ ทุกอย่างจะเดินต่อได้เอง นั่นคือความยั่งยืนที่แท้จริง"
ข่าวที่เกี่ยวข้อง












