back

“วิกฤตสารหนูสาละวิน” ชาวบ้าน 2 ฝั่งพรมแดน ลุยตรวจน้ำพบ "สารหนู" พุ่ง 25 เท่า คุกคามชีวิตและความมั่นคงทางอาหาร

30 มิ.ย. 2569 12:56 View: 621
author profile image
OATapiwat
แม่ฮ่องสอน – เครือข่ายภาคประชาชนและชาวบ้าน 2 ฝั่งแม่น้ำสาละวิน (ไทย-เมียนมา) ผนึกกำลังยกระดับเป็น "นักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง" ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)สถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน(CHIA PLATFORM)และภาคีเครือข่าย ลงพื้นที่ตรวจวัดคุณภาพน้ำ หลังวิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนรุนแรงขึ้น ผลตรวจพบสารหนูปนเปื้อนในแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคเกินค่ามาตรฐานถึง 25 เท่า ผู้นำชุมชนชี้ กระทบหนักถึงความมั่นคงทางอาหาร ร้องรัฐเร่งสร้างระบบเฝ้าระวัง . (29 มิ.ย. 2569) ที่ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ได้มีการจัดอบรม "นักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองเพื่อการเฝ้าระวังด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ กรณีการปนเปื้อนมลพิษทางน้ำข้ามแดนในแม่น้ำสาละวิน" โดยมีชาวบ้านจากฝั่งไทย (บ้านสบเมย, แม่สามแลบ, ท่าตาฝั่ง) และฝั่งรัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา (อาทิ บ้านอิตุท่า, ต่าเจท่า, อุมิท่า) เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและจัดทำ "แผนที่ความเสี่ยงชุมชน" . จากการร่วมกันทำแผนที่ความเสี่ยง พบข้อเท็จจริงที่น่ากังวลว่า ชุมชนตลอดแนวลำน้ำสาละวินกำลังเผชิญกับทางตันในการเข้าถึงน้ำสะอาด อย่างที่บ้านท่าตาฝั่ง (ฝั่งไทย) ครูในพื้นที่ระบุว่า บริเวณต้นน้ำสาละวินมีการทำเหมืองแร่ ส่งผลให้มีโลหะหนักอย่าง สารหนู ตะกั่ว และปรอท ปะปนมา วิกฤตหนักสุดคือ "ช่วงหน้าแล้ง" น้ำประปาภูเขาแห้งขอดจนชาวบ้านไม่มีน้ำอาบนานนับสัปดาห์ ทำให้ชาวบ้านและเด็กๆ "จำใจ" ต้องใช้น้ำจากสาละวินในการดื่ม ต้มทำอาหาร และรดน้ำผัก ทั้งที่รู้ว่ามีสารปนเปื้อน เช่นเดียวกับ บ้านอิตุท่า (ฝั่งเมียนมา) พื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นกว่า 4,000 คน หลังทราบข่าวสารพิษ ชุมชนต้องปรับตัวหันไปใช้น้ำจากลำห้วยและใช้ระบบกรองน้ำ แต่ในช่วงหน้าแล้งก็ยังหลีกเลี่ยงการใช้น้ำสาละวินไม่ได้ . ไฮไลต์สำคัญของการอบรมคือ การให้ชาวบ้านนำน้ำจากหมู่บ้านของตนเองมาฝึกปฏิบัติการตรวจด้วยชุดทดสอบสารหนูภาคสนาม (Test Kit) ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้พบว่า พื้นที่ 3 หมู่บ้านในฝั่งไทย มีค่าสารหนูเกินมาตรฐาน (0.01 mg/L) ทั้งหมดตลอดลำน้ำ • บ้านแม่สามแลบ พบสารหนู 0.025 mg/L (เกินมาตรฐาน 2.5 เท่า) • บ้านท่าตาฝั่ง พบสารหนู 0.10 mg/L (เกินมาตรฐาน 10 เท่า) • บ้านสบเมย วิกฤตหนักที่สุด โดยเฉพาะบ้านทิยาเพอ น้ำประปาภูเขาที่มาจากห้วยสาขา(ห้วยทิยาเพอ)ซึ่งชาวบ้านใช้น้ำจากที่นี่ทำน้ำปะปาเพื่ออุปโภคและบริโภค พบสารหนูสูงถึง 0.25 mg/L (เกินมาตรฐาน 25 เท่า) ส่วนน้ำจากแหล่งธรรมชาติ(ห้วยทิยาเพอ) พบที่ระดับ 0.10 mg/L . ชาวบ้านสบเมยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า พื้นที่ห้วยทิยาเพอ เคยเป็นเขตสัมปทานเหมืองแร่ขนาดใหญ่ ปัจจุบันเป็นเหมืองร้างแต่ยังมีเศษซากหลงเหลือ ทีมวิจัยสันนิษฐานว่าการปนเปื้อนอาจชะล้างมาจากกองกากแร่เก่า พร้อมเตือนที่ให้ "หยุดใช้น้ำและหาแหล่งน้ำใหม่" แม้จะเป็นทางออกที่ถูกต้องและจำเป็นที่สุดตามหลักสาธารณสุข แต่ในความเป็นจริงสำหรับชาวบ้านริมฝั่งสาละวิน นี่คือโจทย์ที่ "แทบจะเป็นไปไม่ได้" ด้วยข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐานที่เข้าไม่ถึง การพยายามตีตัวออกห่างจากสายน้ำสายหลักที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ จึงไม่ได้หมายถึงแค่การขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้เท่านั้น แต่ความหวาดระแวงต่อมลพิษ ยังลุกลามไปทำลายรากฐานการดำรงชีวิตของพวกเขาอย่างรุนแรง . ด้าน นายสะท้าน ชีววิชัยพงศ์ เครือข่ายปกป้องแม่น้ำสาละวิน สะท้อนภาพความเจ็บปวดและอุปสรรคของคนในพื้นที่ ทั้งความทุรกันดาร การสู้รบในประเทศเพื่อนบ้าน ไร้สัญญาณโทรศัพท์ กำแพงภาษา และชาวบ้านจำนวนมากยังไร้สถานะทางกฎหมาย "เมื่อมีข่าวสารหนูปนเปื้อนในน้ำและตะกอนดิน ชาวบ้านเกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าลงน้ำ ไม่กล้าหาปลา ไม่กล้าปลูกผักริมฝั่ง สิ่งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออาชีพและ 'ความมั่นคงทางอาหาร' ทำให้พวกเขาขาดแคลนแหล่งโปรตีนที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิต" นายสะท้าน กล่าว นายสะท้านย้ำว่า การอบรมครั้งนี้คือการติดอาวุธให้ชาวบ้านรู้จักป้องกันตัวเอง แต่เนื่องจากสาละวินเป็นแม่น้ำนานาชาติ ชุมชนสองฝั่งต้องจับมือกัน และต้องมีการผลักดันวาระนี้ไปสู่การแก้ไขระดับชาติ . กระบวนการที่เกิดขึ้นในวันนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบเฝ้าระวังที่ยั่งยืน การที่ชาวบ้านสามารถใช้เครื่องมืออย่างง่ายในการตรวจวัดคุณภาพน้ำได้ด้วยตนเองเบื้องต้น รวมไปถึงการมีทักษะในการเก็บตัวอย่างอื่นๆ อย่างถูกต้อง ทั้ง ปลา พืช น้ำ และดิน เพื่อส่งไปตรวจวิเคราะห์อย่างละเอียดในห้องปฏิบัติการ ถือเป็นการยกระดับศักยภาพชุมชนให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองอย่างเต็มตัว และช่วยลดช่องว่างของการรอคอยความช่วยเหลือจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว ก้าวต่อไปที่สำคัญคือ การนำข้อมูลระดับพื้นที่และศักยภาพของชุมชนเหล่านี้ ไปสู่การทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการออกแบบกลไกแก้ไขปัญหาระยะยาวร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หน่วยงานสาธารณสุข และหน่วยงานระดับนโยบาย เพื่อ"สร้างหลักประกันว่าประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะอยู่พื้นที่ห่างไกลพรมแดนแค่ไหน จะต้องมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงน้ำที่ปลอดภัย และได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ทำลายชีวิตของพวกเขาเอง"
ข่าวที่เกี่ยวข้อง