back
ไทยพีบีเอสรับมอบนวัตกรรม-รับรางวัลภาคีเครือข่าย ในเวที "All Air for All" ตอกย้ำบทบาทสื่อสาธารณะขับเคลื่อนการแก้ปัญหา PM2.5 ร่วมภาควิชาการ
5 ก.ค. 2569 15:05
View: 248

Aukson
สำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วมสาธารณธ ไทยพีบีเอส เข้ารับมอบนวัตกรรมเพื่อการสื่อสารสาธารณะและรับรางวัลภาคีเครือข่าย ในกิจกรรม "All Air for All: Research and Innovation to Impact" ซึ่งจัดขึ้นโดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อสรุปผลการดำเนินงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการจัดการปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา พร้อมประกาศทิศทางการขับเคลื่อนสู่การสร้างระบบจัดการอากาศสะอาดอย่างยั่งยืนในภาคเหนือ การได้รับรางวัลครั้งนี้สะท้อนบทบาทของไทยพีบีเอสในฐานะ "สื่อสาธารณะ" ที่ทำงานร่วมกับภาควิชาการ ภาคประชาชน และเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อยกระดับการสื่อสารจากการรายงานสถานการณ์ฝุ่นรายวัน สู่การสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของสังคมในการแก้ไขปัญหา PM2.5 อย่างเป็นระบบ
ตลอดช่วงที่ผ่านมา สำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วมสาธารณะ ไทยพีบีเอส ได้ทำงานร่วมกับเครือข่ายแผนงาน Air for All และคณะทำงานด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ (AcAirCMU) ในรูปแบบ Co-investment โดยบูรณาการศักยภาพด้านงานวิจัย ข้อมูลวิทยาศาสตร์ และการสื่อสารสาธารณะ เพื่อขับเคลื่อนการรับรู้และการมีส่วนร่วมของสังคมในการแก้ปัญหา PM2.5 ความร่วมมือดังกล่าวนำไปสู่การผลิตชุดสื่อเชิงลึก "ฝุ่น-ไฟ กับทางรอดคนเหนือ" ถ่ายทอดปัญหาและทางออกของวิกฤตฝุ่นในมิติต่าง ๆ ตั้งแต่การจัดการไฟป่า ผลกระทบด้านสุขภาพ เศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีการจัดการเชื้อเพลิง ไปจนถึงข้อเสนอเชิงนโยบายด้านอากาศสะอาด พร้อมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์ม Longform Interactive Journal "ทันฝุ่น ทันไฟ" ซึ่งรวบรวมองค์ความรู้ งานวิจัย ข้อมูลคุณภาพอากาศ และเรื่องเล่าจากพื้นที่จริง ให้เป็นฐานข้อมูลสาธารณะที่ประชาชน นักวิจัย และผู้กำหนดนโยบายสามารถเข้าถึงและนำไปใช้ประโยชน์ได้ นอกจากนี้ ไทยพีบีเอสยังร่วมพัฒนาเครือข่ายนักสื่อสารพลเมืองด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการ "สถานีฝุ่น" ปีที่ 5 ผลิตเนื้อหาสื่อสารจำนวน 11 ตอน และกระบวนการอบรมด้าน Data Storytelling เพื่อยกระดับการสื่อสารจากการรายงานสถานการณ์รายวัน ไปสู่การอธิบายสาเหตุ ผลกระทบ และแนวทางแก้ไขบนฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่และเครือข่ายจากหลายจังหวัดในภาคเหนือร่วมผลิตสื่อ สะท้อนปัญหาและข้อเสนอเชิงนโยบายจากพื้นที่จริง
แพล็ตฟอร์ม ทันฝุ่น ทันไฟ https://www.thaipbs.or.th/locals/en/contents/h8y8v61wxajroq5gvbq7es0a-ทันฝุ่นทันไฟ
ภายในงาน ศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัญหา PM2.5 เป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของภาคเหนือ เพราะเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนทั้งในด้านผลกระทบ ต้นเหตุ และโครงสร้างการจัดการ ไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อสุขภาพ แต่ยังกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งการเผาในพื้นที่เกษตร ไฟป่า และแหล่งกำเนิดมลพิษอื่น ๆ
"การแก้ปัญหาไม่สามารถใช้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือองค์ความรู้เพียงสาขาเดียวได้ แต่ต้องอาศัยการบูรณาการองค์ความรู้จากหลายศาสตร์ ทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ และนิติศาสตร์ รวมถึงความร่วมมือจากภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และชุมชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ" ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ กล่าว
อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับความไว้วางใจจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนแผนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยมีคณาจารย์และนักวิจัยจากหลากหลายคณะมากกว่าร้อยคน ร่วมบูรณาการการทำงานผ่านคณะทำงานด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ (AcAirCMU) และเชื่อมโยงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเครือข่ายกว่า 12 แห่งในภาคเหนือ
พร้อมกันนี้ แผนงาน Air for All ยังมุ่งต่อยอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้ประโยชน์จริงในพื้นที่ ตั้งแต่ระดับชุมชน ตำบล จังหวัด ไปจนถึงระดับภูมิภาค เพื่อให้ "งานวิจัยสร้างผลกระทบ" (Research and Innovation to Impact) และสามารถตอบโจทย์การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้อย่างเป็นรูปธรรม
"งานวิจัยไม่ควรหยุดอยู่เพียงในห้องปฏิบัติการ แต่ต้องถูกนำไปใช้จริงในพื้นที่ และขยายผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ซึ่งการแก้ปัญหาอากาศสะอาดเป็นภารกิจระยะยาวที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมต่อไป" ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ กล่าว
นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ในนามของจังหวัดเชียงใหม่ ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสต้อนรับทุกท่านเข้าสู่กิจกรรม Air for All: Research and Innovation to Impact ภายใต้แนวคิดการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง เพื่อขยายผลไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
ปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง PM2.5 ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือ เพราะส่งผลกระทบทั้งด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และสุขภาพของประชาชน แม้ปัญหาจะเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายจังหวัด แต่ทุกสายตากลับมุ่งมาที่เชียงใหม่ เนื่องจากเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางของภาคเหนือ และเป็นพื้นที่ที่มีระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศจำนวนมาก
ช่วงที่ค่าฝุ่นสูง ทุกคนจะบอกว่าเชียงใหม่เป็นเมืองที่อากาศแย่ที่สุดในโลก แต่ช่วงที่อากาศดี กลับไม่มีใครบอกว่าเชียงใหม่เป็นเมืองที่อากาศดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งที่หลายครั้งคุณภาพอากาศของเชียงใหม่ติดอันดับต้น ๆ ของโลกเช่นกัน ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของสถานีตรวจวัด ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ กรุงเทพมหานคร และภูเก็ต
จังหวัดเชียงใหม่ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมถึงสถาบันการศึกษาอื่น ๆ ในการนำนวัตกรรม เทคโนโลยี และองค์ความรู้ทางวิชาการมาช่วยบริหารจัดการสถานการณ์ ตั้งแต่สมัยที่ผมดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด เราได้ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมถึงมหาวิทยาลัยแม่โจ้และเครือข่ายวิชาการหลายแห่ง เพื่อช่วยวางแผนการบริหารจัดการไฟในพื้นที่ โดยเฉพาะการบริหารจัดการเชื้อเพลิงและการใช้ "ไฟจำเป็น" อย่างเหมาะสม
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่เกษตรมีพัฒนาการที่ดีขึ้นมาก เกษตรกรมีความเข้าใจมากขึ้น ทั้งจากมาตรการทางกฎหมายและนวัตกรรมที่ภาควิชาการนำมาสู่การปฏิบัติ เช่น แนวคิด Zero Waste ในการจัดการเศษวัสดุจากข้าวโพด
ปีนี้ผมเห็นชัดว่าการเผาในไร่ข้าวโพดลดลงมาก เพราะเกษตรกรเก็บเศษวัสดุทั้งหมดไว้ใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะนำไปผลิตวูดพาเลต ผลิตอาหารสัตว์ หรือใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ สิ่งที่ยังเป็นข้อจำกัดคือระบบโลจิสติกส์ในการขนย้ายวัสดุออกจากพื้นที่ห่างไกล เช่น อำเภอกัลยาณิวัฒนา หรือแม่แจ่ม จึงอยากฝากให้นักวิจัยช่วยพัฒนาระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพและลดต้นทุน เพื่อให้เศษวัสดุเหล่านี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น
มาตรการภาครัฐเองก็มีความเข้มข้นมากขึ้น เช่น หากมีการเผาในพื้นที่เกษตรของตนเอง ก็อาจถูกตัดสิทธิ์การได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ซึ่งถือเป็นมาตรการที่ค่อนข้างเข้มงวด
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงมาตรการทางกฎหมาย แต่คือการสร้างความเข้าใจกับชุมชน ให้ชุมชนร่วมคิด ร่วมวางแผน และร่วมตัดสินใจว่าอะไรคือสิ่งจำเป็น และอะไรคือสิ่งที่สามารถปรับเปลี่ยนได้
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ ไร่หมุนเวียน ซึ่งยังมีความจำเป็นต่อวิถีชีวิตของชุมชนบางแห่ง เราจึงต้องบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่เหล่านี้อย่างเป็นระบบ มากกว่าการใช้มาตรการห้ามเผาเพียงอย่างเดียว
ตั้งแต่ปี 2563 ที่ผมรับผิดชอบเรื่องนี้ในฐานะรองผู้ว่าราชการจังหวัด เราได้พัฒนาแผนการทำงานร่วมกับภาควิชาการและภาคประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกษตรกรเข้าใจและยอมรับแนวทางการจัดการมากขึ้น อีกทั้งนวัตกรรมหลายอย่างยังช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรด้วย
แต่ปัญหาที่ยังแก้ได้ยากที่สุด คือ ไฟในพื้นที่ป่า
ไฟป่าส่วนใหญ่เกิดจากคน ไม่ว่าจะเป็นการหาของป่า ล่าสัตว์ หรือกิจกรรมอื่น ๆ เราจึงต้องสร้างกระบวนการทำงานร่วมกับชุมชน ทั้งการทำความเข้าใจ การบังคับใช้กฎหมาย และการลาดตระเวน
เวลาผมลงพื้นที่ ผมมักถามกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ว่าใครจะเข้าไปในป่า ทุกคนก็มักบอกว่าไม่รู้ แต่เมื่อเกิดเหตุขึ้นจริง กลับมีคนบอกว่า "รู้ว่าเป็นใคร" เพราะฉะนั้น สิ่งที่ยากที่สุดคือการทำงานกับคนในพื้นที่
บางครั้งผู้ที่ก่อเหตุไม่ได้เป็นคนในหมู่บ้าน แต่เป็นคนจากพื้นที่อื่นที่เข้ามาหาของป่า แล้วก็กลับออกไป หลังฤดูไฟป่าปีนี้ เราจึงเริ่มให้หน่วยงานป่าไม้และอุทยานจัดทำทะเบียนผู้ที่เข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่า เพื่อให้เราสามารถสื่อสารและสร้างความเข้าใจกับกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด
ปีนี้แม้พื้นที่เผาไหม้จะเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน แต่จำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานกลับลดลง อย่างไรก็ตาม ความเข้มข้นของฝุ่นในบางช่วงกลับสูงมาก สูงกว่า 300 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงเป็นโจทย์ที่เราต้องถอดบทเรียนร่วมกันว่าเหตุใดค่าฝุ่นจึงสูงขึ้นมากในบางช่วง และจะรับมืออย่างไรในอนาคต
ในช่วงเผชิญเหตุ จังหวัดยังได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการพัฒนา ห้องปลอดฝุ่น มุ้งปลอดฝุ่น และเครื่องฟอกอากาศแบบทำเองได้ในราคาประหยัด พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำไปขยายผลในพื้นที่ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการดูแลกลุ่มเปราะบาง
อีกเรื่องหนึ่ง พอพูดถึงเรื่องฝุ่น ผมพูดได้ทั้งวัน แต่เวลาถึงสถานการณ์จริง ผมแทบไม่อยากเปิดเฟซบุ๊ก เพราะโดนด่าเยอะมาก บางทีก็มีคนบอกว่า "ผู้ว่าเฮงซวย"
แต่ก็ต้องยอมรับคำวิจารณ์ เพราะในคำวิจารณ์เหล่านั้นมีข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องช่วยกันคัดกรอง นำข้อเสนอที่มีสาระมาพูดคุย ถกเถียง และปรับใช้ เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
ผมขอเป็นกำลังใจให้คณะนักวิจัยทุกท่าน และขอขอบคุณทุกหน่วยงาน ภาคีเครือข่าย และทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนแผนงาน Air for All ให้ประสบความสำเร็จ หวังว่าในปีต่อ ๆ ไป สถานการณ์จะดีขึ้นเรื่อย ๆ
สุดท้าย ผมอยากฝากความหวังไว้กับเยาวชน วันนี้มีนักเรียน นักศึกษามาร่วมเรียนรู้ คิดค้น และช่วยสื่อสารเรื่องนี้ ผมอยากให้ทุกคนกลับไปบอกพ่อแม่ ญาติพี่น้อง และเพื่อน ๆ ว่าเรากำลังได้รับผลกระทบอะไร และเราจะช่วยกันแก้ปัญหาได้อย่างไร
อนาคตของจังหวัดเชียงใหม่ อนาคตของภาคเหนือ ฝากไว้กับลูกหลานของเราทุกคน
ขอให้การจัดงานครั้งนี้บรรลุตามวัตถุประสงค์ และขอให้การประชุม การเสวนา การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้างความร่วมมือในครั้งนี้ ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนานโยบาย และการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5 ของจังหวัดเชียงใหม่ ภาคเหนือ และประเทศไทยอย่างยั่งยืน
นางสาวสาวณี มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นหนึ่งในวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบทั้งต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน
วช. สนับสนุนทุนวิจัยด้าน PM2.5 อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 ก่อนการปฏิรูประบบวิจัย และหลังปี 2563 ได้พัฒนาเป็น "แผนงานวิจัยและนวัตกรรมแบบมุ่งเป้า" เพื่อให้ผลงานวิจัยนำไปใช้แก้ปัญหาได้จริง
การดำเนินงานครอบคลุม 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
การพยากรณ์และคาดการณ์สถานการณ์
การลดการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิด
การลดผลกระทบด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
การสื่อสารและสร้างการรับรู้แก่ประชาชน
การสนับสนุนนโยบายและการบริหารจัดการในระดับพื้นที่และระดับประเทศ
ปัจจุบันแผนงานมุ่งเป้า (2567–2569) ตั้งเป้าหมายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่
ลดจำนวนวันที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานใน 8 จังหวัดภาคเหนือให้เหลือไม่เกิน 50 วันต่อปี
ลดผู้ป่วยโรค COPD ที่เข้ารับการรักษาครั้งแรกจากผลกระทบของฝุ่นให้เหลือไม่เกิน 1,000 คนต่อปี
ลดจุดความร้อนจากการเผาในที่โล่งที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เหลือไม่เกิน 5,000 จุดต่อปี
พร้อมขับเคลื่อนงานผ่าน 6 Work Package ครอบคลุมทั้งระบบข้อมูลขนาดใหญ่ การลดการเผาในพื้นที่เกษตรและป่า การจัดการมลพิษจากยานพาหนะ ฝุ่นข้ามแดน และการผลักดันเชิงนโยบาย
รองศาสตราจารย์ ดร.สมพร จันทร์ หัวหน้าแผนงาน Air for All กล่าวว่า ตลอดสองปีที่ผ่านมา แผนงานได้มุ่งเปลี่ยนองค์ความรู้จากงานวิจัยให้เกิดการใช้ประโยชน์จริง ผ่านการพัฒนานวัตกรรม การสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย และการสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วน
พื้นที่นำร่องเริ่มต้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนขยายผลสู่ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน
ผลสำคัญของแผนงาน ได้แก่
จัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการด้าน PM2.5 ร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่
จัดตั้งศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจบนฐานข้อมูล
เชื่อมโยงเครือข่ายนักวิจัยจากหลายมหาวิทยาลัย
พัฒนานวัตกรรมและเครื่องมือที่พร้อมส่งต่อให้หน่วยงานนำไปใช้งานจริง
ปี 2569 จะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากการสร้างองค์ความรู้ไปสู่การสร้าง "ระบบ" ที่สามารถขยายผลและดำเนินการได้อย่างยั่งยืนในพื้นที่
ดร.วิจารณ์ สิมาฉายา ประธานคณะกรรมการติดตามแผนงานฯ กล่าวเปิดงานว่า ปัญหา PM2.5 เป็นปัญหาซับซ้อนที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องบูรณาการทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การสื่อสาร และการบริหารจัดการเชิงพื้นที่
เขาระบุว่า งานวิจัยในยุคใหม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจาก "ปัญหาในพื้นที่" และนำผลวิจัยไปสู่การปฏิบัติจริง ไม่ใช่เป็นเพียงงานวิจัยที่อยู่บนชั้นหนังสือ
อีกทั้งยังชี้ว่า ปัญหาการเผาในพื้นที่ป่าเกี่ยวข้องกับประเด็นสิทธิในที่ดิน วิถีชีวิต และเศรษฐกิจของชุมชน ซึ่งจำเป็นต้องสร้างทางเลือกควบคู่กับมาตรการควบคุมการเผา
"เราไปบอกประเทศเพื่อนบ้านไม่ให้เผา แต่ประเทศไทยเองก็ต้องลดการเผาให้ได้ก่อน"
ภายในงานยังมีการมอบรางวัลแก่
ชุมชนต้นแบบด้านการจัดการไฟป่าและ PM2.5 จำนวน 9 ชุมชน จากจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง
ภาคีเครือข่ายความร่วมมือ 13 หน่วยงาน ที่ร่วมสนับสนุนการขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง
พร้อมส่งมอบนวัตกรรมให้หน่วยงานผู้ใช้ประโยชน์ เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านจาก "งานวิจัย" สู่ "การปฏิบัติ" อย่างเป็นรูปธรรม
การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนบทบาทของไทยพีบีเอสในฐานะสื่อสาธารณะที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่สังคม ผ่านการสร้างพื้นที่กลางสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักวิชาการ ภาคประชาชน และผู้กำหนดนโยบาย ตลอดจนขยายผลข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ให้สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจในระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม บทบาทดังกล่าวทำให้ไทยพีบีเอสได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งใน 13 ภาคีเครือข่ายที่ร่วมขับเคลื่อนแผนงาน **Air for All** ในฐานะผู้สนับสนุนการสื่อสารสาธารณะเพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน
ภายในงานยังมีพิธีส่งมอบนวัตกรรมเพื่อช่วยเหลือและดูแลกลุ่มเปราะบางจากผลกระทบของฝุ่น PM2.5 ได้แก่ ห้องปลอดฝุ่น มุ้งปลอดฝุ่น และเครื่องฟอกอากาศแบบประกอบเอง (DIY Air Cleaner) ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อนำไปขยายผลในพื้นที่เสี่ยง พร้อมมอบรางวัลแก่ชุมชนต้นแบบด้านการจัดการไฟป่าและฝุ่นควันจำนวน 9 ชุมชน และยกย่อง 13 ภาคีเครือข่ายที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคสื่อสารมวลชน เพื่อผลักดันการจัดการปัญหาอากาศสะอาดบนฐานองค์ความรู้และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง














