back
การจัดการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ในโรงเรียนด้วยแนวคิด “ประวัติศาสตร์สมานมิตร แทนประวัติศาสตร์บาดแผล”
10 พ.ค. 2569 07:41
View: 7

Shukur Dina
การจัดการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ในโรงเรียนด้วยแนวคิด “ประวัติศาสตร์สมานมิตร แทนประวัติศาสตร์บาดแผล”
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
-
29 เมษายน 2569 ณ กระทรวงศึกษาธิการ
สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ได้เสนอให้
กระทรวงศึกษาธิการนำแนวคิดประวัติศาสตร์สมานมิตรโดยจัดพิมพ์เนื้อหาประวัติศาสตร์สมานมิตรเพื่อการเรียนรู้รายวิชาประวัติศาสตร์ทุกระดับชั้น รวมทั้งสนับสนุนให้ทุกโรงเรียนออกแบบจัดการเรียนรู้รายวิชาประวัติศาสตร์ชาติกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมให้เกิดการจัดความสัมพันธ์ที่ ดีที่สุดสามารถยอมรับความต่าง เคารพความเห็น สามารถเปิดพื้นที่ซึ่งเป็นข้อเสนอหนึ่งต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (อ้างอิงจาก https://spmcnews.com/?p=58087)
## จัดการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ในโรงเรียน: ประวัติศาสตร์สมานมิตร แทนประวัติศาสตร์บาดแผล
**โดย อับดุลสุโก ดินอะ**
### บทนำ: เมื่อประวัติศาสตร์ไม่ใช่แค่เรื่องของอดีต
วิชาประวัติศาสตร์ในระบบการศึกษาไทยมักถูกมองว่าเป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติ ทว่าในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์อย่าง "ชายแดนใต้" ประวัติศาสตร์กระแสหลักกลับกลายเป็นดาบสองคม ในด้านหนึ่งมันทำหน้าที่สร้างความภูมิใจในความเป็นไทย แต่อีกด้านหนึ่งมันอาจสร้าง "บาดแผล" ให้กับคนในพื้นที่ที่มีความทรงจำและชุดข้อมูลที่แตกต่างกัน
ปัจจุบัน แนวคิด **"ประวัติศาสตร์สมานมิตร" (Reconciliatory History)** จึงถูกนำเสนอขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนผ่านจากการใช้ประวัติศาสตร์เพื่อการครอบงำหรือแบ่งแยก ไปสู่การใช้ประวัติศาสตร์เพื่อการอยู่ร่วมกัน ผ่านการรับฟัง การเคารพความต่าง และการเปิดพื้นที่ให้ "เรื่องเล่า" ที่หลากหลายได้มีที่ยืนในระบบการศึกษา
### อธิบาย: ความขัดแย้งในรอยจารึก
หัวใจสำคัญของปัญหาประวัติศาสตร์ชายแดนใต้คือการดำรงอยู่ของประวัติศาสตร์สองชุดที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง ดังที่ **ผศ.ดร.อรอนงค์ ทิพย์พิมล** ได้วิเคราะห์ไว้ในเวทีเสวนาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 ณ ไทยพีบีเอส ว่าพื้นที่แห่งนี้คือ "สนามสู้รบที่สู้กันด้วยการตีความอดีต"
| มุมมอง | ประวัติศาสตร์กระแสหลัก (รัฐไทย) | ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น (มลายูปาตานี) |
|---|---|---|
| **สถานะดินแดน** | เป็นเมืองประเทศราชของไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย | เป็นรัฐเอกราชที่มีอธิปไตยมายาวนาน |
| **ความชอบธรรม** | การรวมศูนย์อำนาจคือการสร้างชาติให้มั่นคง | การผนวกดินแดนคือการยึดครองที่ไม่ชอบธรรม |
| **เป้าหมาย** | เพื่อความเป็นเอกภาพและการปกครอง | เพื่อรักษาสิทธิทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ |
เมื่อความจริงทางประวัติศาสตร์ถูก "แช่แข็ง" ให้มีเพียงชุดเดียว ความขัดแย้งจึงไม่สามารถคลี่คลายได้ เพราะต่างฝ่ายต่างยึดถือความจริงคนละชุดที่โต้แย้งกันไม่ได้
### อภิปราย: ทำไมต้อง "สมานมิตร" และจะทำ "อย่างไร"?
**ทำไมต้องประวัติศาสตร์สมานมิตร?**
เพราะ "ความจริงทางประวัติศาสตร์หาได้มีเพียงหนึ่งเดียวไม่" การเรียนรู้ประวัติศาสตร์แบบสมานมิตรไม่ใช่การหาว่าใครถูกหรือผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่คือการเยียวยาความเจ็บปวด คืนความยุติธรรมผ่านการรับฟัง และยอมรับว่าประวัติศาสตร์สามารถมีหลายมุมมองได้ การเปิดพื้นที่ให้ถกเถียงได้จะช่วยลดทอนความรุนแรงและสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งกว่าเดิม
**จะจัดการเรียนรู้อย่างไร?**
แนวทางที่ผู้เขียนและคณะทำงานโครงการสานเสวนาประวัติศาสตร์ชายแดนใต้ได้เคยเสนอต่อ **นายจาตุรนต์ ฉายแสง** และคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีกลไกสำคัญ 4 ประการ คือ:
1. **การกระจายอำนาจทางการศึกษา:** โรงเรียนต้องมีอิสระตาม พรบ.การศึกษา ในการออกแบบหลักสูตรที่ผสมผสาน "ประวัติศาสตร์ชาติ" เข้ากับ "ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น" ให้สมดุลกัน
2. **การจัดพิมพ์เนื้อหาใหม่:** กระทรวงศึกษาธิการควรสนับสนุนการผลิตสื่อการเรียนรู้ที่เป็นแนว "ประวัติศาสตร์สมานมิตร" ทุกระดับชั้น เพื่อให้เด็กไทยทั้งประเทศเข้าใจความหลากหลาย
3. **การพัฒนาบุคลากร:** ข้าราชการและครูในพื้นที่ต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุดนี้ เพื่อลดอคติในการปฏิบัติงานและการสอน
4. **พื้นที่สานเสวนา (Dialogue):** เปลี่ยนห้องเรียนจากพื้นที่บรรยายด้านเดียว เป็นพื้นที่รับฟังความทุกข์และเรื่องเล่าที่แตกต่าง เพื่อเปลี่ยนบาดแผลเป็นความเข้าใจ
### สรุป: รากฐานสู่สันติภาพที่ยั่งยืน
การจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์สมานมิตรไม่ใช่แค่เรื่องของการปรับเนื้อหาในตำราเรียน แต่มันคือการ **"กระจายอำนาจ"** ในมิติทางปัญญาและโครงสร้าง หากโรงเรียนสามารถบริหารจัดการงบประมาณ คน และหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ได้ ประวัติศาสตร์จะไม่ใช่ชนวนของความขัดแย้งอีกต่อไป
หากเรากล้าที่จะยอมรับความต่าง เคารพความเห็น และเปิดพื้นที่รับฟังซึ่งกันและกัน ประวัติศาสตร์สมานมิตรจะเป็น "นวัตกรรมทางการศึกษา" ที่สำคัญที่สุดในการวางรากฐานการอยู่ร่วมกันในสังคมไทย และจะเป็นคำตอบของการพัฒนาประเทศที่เท่าทันต่อโลกในอนาคตที่เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน
**หมายเหตุ:** บทความนี้เรียบเรียงจากการสรุปเวทีเสวนา "ร่วมหามุมมองใหม่ ประวัติศาสตร์ชายแดนใต้ เพื่อสังคมสมานมิตร" และข้อเสนอเชิงนโยบายต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพฯ สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 4 และ 6 มีนาคม 2567
https://www.tcijthai.com/news/2024/4/article/13590
ข่าวที่เกี่ยวข้อง










