back

เรียนรู้วิถีตาลโตนดชุมชนวัดจันทร์

13 เม.ย. 2569 12:52 View: 21
author profile image
Sombat Drama
#เรียนรู้วิถีตาลโตนดชุมชนวัดจันทร์ ชุมชนวัดจันทร์ ปกคลุมไปด้วยต้นตาลโตนดสลับกับทุ่งนาเต็มพื้นที่ ตลอดทั้ง ม.6 บ้านพลี และ ม.5 บ้านพังเถร คนในชุมชนสมัยอดีตจึงยึดอาชีพทำนาและปีนต้นตาลเป็นหลัก บ้างก็เอาลูก บ้างก็เอาน้ำ วิถีชีวิตเช่นนี้ถูกส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบันแม้อาชีพพื้นบ้านเช่นนี้จะเริ่มหายไป คนทำนาน้อยลง ที่นากลายเป็นที่ดินสวนผสม ทุ่งตาลก็เริ่มโดนตัดกลายเป็นสวนปาล์ม ด้วยปัจจัยจากหลากหลายปัจจัย เช่น ของขึ้นราคาลงทุนไม่พอผลกำไร ฤดูแปรเปลี่ยนผกผัน ผลผลิตตกต่ำ ค่านิยมและความเจริญครอบงำเข้าสู่แนวคิดสมัยใหม่ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน สังคม ประเทศ ซึ่งกระทบหากันตลอดเวลา ซึ่งถ้าเราไม่สังเกต หรือหยุดตั้งคำถามอาจมองไม่เห็นเลยว่าชุมชนของเราเปลี่ยนแปลงไปถึงระดับไหนแล้ว ? กิจกรรมเรียนวิถีชาวนา+วิถีตาลโตนด จึงชวนปราชญ์ชาวบ้าน คนรุ่นใหม่ พ่อแม่/ผู้ปกครอง เด็กๆและเยาวชนที่สนใจเรียนรู้วิถีชุมชนออกเดินทาง ทดลองทำเพื่อหาคำตอบไปด้วยกันโดยใช้พื้นที่ชุมชนวัดจันทร์เป็นฐานการเรียนรู้ เราร่วมเรียนรู้ด้วยกันตั้งแต่ 1. ผู้เข้าร่วมแนะนำตัวและภูมิลำเนาหรือพื้นที่ที่ตนเองอาศัยอยู่ 2. คนในชุมชนแนะนำลักษณะพื้นฐานทางกายภาพและชีวภาพของชุมชน 3. ออกเดินเรียนรู้และทดลองถอนข้าวดีด ดำนา และเก็บข้าวจากแกะ 4. กินข้าว + เรียนรู้เรื่องลูกตาลโตนด (ผลไม้พื้นบ้านในชุมชน) พร้อมทดลองชิม 5. เรียนรู้วิถีตาลโตนดการปีนต้นตาล ทดลองปีน ฟังเรื่องเล่าอาชีพตาลโตนดกับวิถีความเป็นชุมชนวัดจันทร์ ดูวิธีการปีนต้นตาล ชิมน้ำตาลสด ดูวิธีการเคี่ยวน้ำผึ้งโตนด ทดลองชิมน้ำผึ้งโตนด 6. เรียนรู้และทดลองทำน้ำผึ้งขี้ม้า พร้อมทั้งอุดหนุนสินค้าชาวบ้านในชุมชน (ตลอดนัดเล็ก ๆ) จากผลผลิตของการออกไปเรียนรู้ เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวสังข์หยด เกล็ดน้ำตาลโตนด (น้ำผึ้งขี้ม้า) ลูกตาลโตนด เป็นต้น สรุปกิจกรรมร่วมกัน **ช่วงวิถีนา** ผู้เข้าร่วมสะท้อนความรู้สึกว่า สนุก ได้ลองดำนา เก็บข้าวครั้บแรก ซึ่งเจออุปสรรคมากมาย เช่น แดดร้อน เท้าติดโคลน ใช้แกะไม่ถนัด โดยบางคนแก้ปัญหาโดยได้ลองทำวิธีอื่น ๆ ที่ตนเองตัดสินใจ เช่น ใช้สองมือช่วยตัด ใช้กรรไกรตัดแทน หรือบางคนก็ลองฝึกใหม่ ๆ บ่อย ๆ ซ้ำ ๆ เรียนรู้กับปัญหาและค่อย ๆ แก้มันไปทีละนิดเท่าที่ตนเองพอจะแก้ไหว ช่วงนี้ ป้าสุ ปราชญ์ชาวบ้านในชุมชนก็ร่วมแลกเปลี่ยนด้วยเหมือนกัน ป้าสุบอกว่า “ช่วงที่ตนเองทำนาก็เจอปัญหาเช่นเดียวกัน แต่มันมากขึ้นไปกว่านั้นเพราะเมื่อมีการลงทุนหรือมีส่วนได้ส่วนเสียในชีวิต ปัญหามันกระทบกับชีวิตโดยตรง เช่น ผลผลิตน้อย น้ำแล้งไม่มีน้ำให้ต้นข้าว น้ำมันขึ้นของขึ้นราคา ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น ชาวนาบางคนถึงกับปล่อย (ทิ้งผลผลิต) เพราะลงทุนไม่ไหวแล้ว ปัญหาข้าวดีด/วัชพืชในนาสูงลดผลผลิตจากครึ่งต่อครึ่ง (จากที่เคยได้ 30 กระสอบ เหลือ 15) ซึ่งตนเองก็ปลูกข้าวไว้กินในครัวเรือน ปลูก 3 ไร่ เลี้ยงลูก 3 คนต่อปี (คนละไร่)” ก่อนที่จะมีผู้ปกครองท่านนึงเพิ่มเติมว่า “ตนเองก็เป็นลูกชาวนาเหมือนกัน วันนี้ได้มาสอนลูกเก็บข้าว แม่ของตนเคยบอกว่า ข้าว 1 รวง ได้กินแค่ 7 เมล็ด เพราะกว่าจะเป็นข้าวที่สุกแล้ว ต้องผ่านหลายวิธี ทั้งเก็บ ตาก นวด ขวัด โรย สี หุง ข้าวก็ถูกคัดและร่วงหล่นไปตามแต่ละขึ้นตอน” ***ช่วงสรุปปิดท้ายกิจกรรมทั้งวัน*** รู้สึกสนุก ท้าทาย ลุ้น อิ่ม อร่อย ร้อน เศร้า หมดหวัง มีความหวัง ชอบตอนเก็บข้าว ชอบตอนดำนา เพราะสนุก และได้ทำครั้งแรก ปลดล็อกในใจตนเองรู้แล้วว่าเขาดำนาเก็บข้าวกันยังไง จากที่เคยอยู่เกาะไม่เคยได้ทำได้แต่กินข้าววันนี้รู้แล้ว ชอบตอนพาไปดูกระบวนการตั้งแต่รู้จักต้นตาล ปีนตาล เคี่ยวน้ำตาล ทำน้ำผึ้งขี้ม้า ได้เห็นตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง รู้เลยว่ามันไม่ง่ายเลย แต่ละขั้นตอนล้วนมีรายละเอียดที่ต้องเรียนรู้ โดยเฉพาะการทำน้ำผึ้งขี้ม้าเราต้องดูตั้งแต่จากน้ำผึ้งแล้ว มาสู่การกวนแล้วค่อย ๆ เปลี่ยนสีเปลี่ยนกลิ่น ช่วงการตัดสินใจยกกระทะขึ้น การกวน ก่อนแห้งและหลังแห้งเป็นเกล็ด ล้วนมีรายละเอียดที่แตกต่างซึ่งต้องเรียนรู้ผ่านการลงมือทำซ้ำๆ ถึงจะเข้าใจภูิมิปัญญาเช่นนี้ ทำให้มองเห็นว่าบรรพบุรุษ หรือคนในชุมชนรอบรู้มาก ๆ ที่ค้นเจอสิ่งนี้และแน่นอนต้องช่วยกันหลาย ๆ คน เสียดายถ้ามันจะสูญหายไป แต่ก็ดีใจที่ยังมีคนคอยสืบสานและจัดกิจกรรมส่งต่อองค์ความรู้เช่นนี้ มันดีมาก ๆ ทำให้เราเข้าใจอาหารที่เรากินเข้าไป และเข้าใจชุมชนผ่านอาหารร่วมไปด้วย เมื่อเข้าใจเราจะได้เลือก ได้ส่งต่อ และได้แบ่งปันต่อไปอย่างเกื้อกูลด้วยกันได้ #ในนามผู้จัด ขอบคุณทุกคนมาก ๆ ในวันนี้ ขอบคุณที่สู้แดดผ่านร้อนมาด้วยกัน ขอบคุณที่เปิดใจเรียนรู้ภูิมิปัญญาเช่นนี้ และขอบคุณที่อุดหนุนหล่อเลี้ยงชุมชน ทำให้เศรษฐกิจในชุมชนหมุนเวียน คนขายลูดตาลได้ คนขายน้ำผึ้งได้ คนปีนตาลได้ คนปลูกข้าวได้ ปราชญ์ชุมชนได้ แม้จะเป็นเพียงกลุ่มเล็ก ๆ แต่เราจะช่วยกันนะ เจอสิ่งดี ๆ แล้วชวนส่งต่อเรียนรู้ชุมชนของกันและกันนะ ๆ ๆ “อย่าปล่อยให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นและผ่านไปโดยไม่ทันได้รูกจักมัน หรือได้หยุดคิด หยุดตั้งคำถามกับสิ่งที่จะเข้าม่” แล้วเจอกันใหม่จ้าา 🙏💖🙏 #ศูนย์การเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนวัดจันทร์ #feeltrip #สสส. #สสย.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง