back
“เธอ I เขา I เราทุกคน” หุ้นส่วนการศึกษาร่วมสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้
3 เม.ย. 2569 12:14
View: 24

apichaya
ในปัจจุบันมีข้อมูลเด็กหลุดออกจากระบบโรงเรียนและกลายเป็นปัญหาเรื้อรังของระบบการศึกษาไทย กว่า 1 ล้าน 2 แสนคน และหลายฝ่ายต่างพยายามร่วมหาทางแก้ปัญหาเหล่านี้ แล้วจะเป็นอย่างไรเมื่อชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทเรื่องการศึกษาในชุมชนมากขึ้น หากวันนี้มีการศึกษาที่ยืดหยุ่น สามารถตอบโจทย์ทั้งในหลักของวิชาการ เด็กสามารถมีวุฒิการศึกษาเพื่อนำไปต่อยอด แต่ยังไม่ทิ้งวิชาชีพที่สามารถหาเลี้ยงตนเองได้ และวิชาชีวิตที่จะสอนเรื่องราวทักษะการเอาตัวรอด และการเก็บสะสมประสบการณ์เพื่อนำมาเรียนรู้ ทางแก้เช่นนี้จะเป็นช่องทางที่เปิดโอกาสและเป็นทางแก้ที่ป้องกันเด็กหลุดระบบได้มากขึ้นหรือไม่
รายการ Sound on day สะออนเด้ ตอน ชุมชนท้องถิ่นร่วมสร้างนิเวศการเรียนรู้ เสริมภูมิคุ้มกันเพื่อเด็กและเยาวชน เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้พูดถึงการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) โดยการอาศัยความร่วมมือของท้องถิ่นและชุมชนในบทบาทการเป็นผู้ร่วมสร้างและส่งเสริมระบบนิเวศการเรียนรู้ให้แก่เด็กในชุมชน โดยมีแขกรับเชิญร่วมแลกเปลี่ยนอย่างน่าสนใจ บางคนที่แม้ไม่ได้เป็นครูในสายวิชาชีพ แต่เป็นครูในจิตวิญญาณซึ่งพวกเขาร่วมทำงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ 1) ศรีมาลาฌ์ ยะภักดี ผู้รับผิดชอบโครงการสานพลังสุขภาวะเพื่อขับเคลื่อนนครพนมเมืองแห่งความสุขและการเรียนรู้ และผู้อำนวยการศูนย์การเรียน CYF 2) บัญชา ศรีชาหลวง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลพิมาน อ.นาแก จ.นครพนม 3) เจริญ สุขวิบูลย์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโคกกลาง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ และดำเนินรายการโดย วลัยลักษณ์ ชมโนนสูง สำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วมสาธารณะ Thai PBS Locals
เสวนาออนไลน์ในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการพัฒนาการศึกษาเด็กในชุมชนจากปัญหาเด็กไทยเกิดน้อย ด้วยการพัฒนาเด็กที่เกิดน้อยเหล่านี้ผ่านการศึกษาที่หลายหลายทั้งวิชาการ วิชาชีพ และวิชาชีวิต เพื่อป้องกันเด็กหลุดออกจากการศึกษาและทำให้เด็กสามารถเติบโตไปเป็นอนาคตของชาติหรืออย่างน้อยสามารถสร้างรายได้ให้ตนเองได้อย่างสุจริตและไม่ทำผิดกฎหมาย
การศึกษาลู่เดียวบีบให้เด็กหลุดระบบ
“เราคิดว่าบริบทของเด็กแต่ละคนอยู่ในชุมชน แต่ละชุมชนมีบริบทคุณภาพชีวิตหรือสังคมไม่เหมือนกัน สภาพวัฒนธรรมศิลปวัฒนธรรมหรืออะไรต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นการศึกษาที่มีแบบเดียวหรือลู่เดียว ยุคนี้อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์สำหรับเด็กทุกคน และสำหรับเด็กทุกพื้นที่ด้วย เนื่องจากทุกพื้นที่มีองค์ความรู้ ภูมิปัญญา หรือศักยภาพของทรัพยากรที่เป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมหรือต้นทุนทางบุคคล ไม่เหมือนกัน” ศรีมาลาฌ์ ยะภักดี ผู้รับผิดชอบโครงการสานพลังสุขภาวะเพื่อขับเคลื่อนนครพนมเมืองแห่งความสุขและการเรียนรู้ และผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้ CYF กล่าวถึงความแตกต่างของเด็กทั้งในมุมของครอบครัวและวิถีชีวิตในชุมชนส่งผลทำให้การศึกษาแบบเดียวในโรงเรียนอาจไม่ตอบโจทย์และไม่สามารถเข้าถึงเด็กทุกคนได้
“การที่เราสามารถปรับรูปแบบ หรือออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับเด็กและเยาวชนที่อยู่ในชุมชนนั้น ๆ พี่คิดว่าอันนี้มันเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะยุคนี้ที่เราเห็นว่าเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาตัวเลขล่าสุดคือ อายุ 3-18 ปีที่ไม่ได้รับงบรายหัวจากรัฐเลยเมื่อทาบกับ ทร. 14 (เอกสารราชการที่แสดงเลขประจำบ้าน ข้อมูลคนในบ้าน เพื่อยืนยันตัวตน สถานะ และหลักแหล่งที่อยู่ตามกฎหมาย) หรือทะเบียนราษฎร์จำนวนประมาณ 980,000 คน ในจังหวัดนครพนมเรามีตัวเลขล่าสุดของปีที่แล้วอยู่ที่ประมาณ 7,130 คน อายุ 3-18 ปี ที่ไม่ได้เรียนหนังสือเลยซึ่งเราคิดว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก ตอนนี้ที่ผ่านมาเราได้ทำงานร่วมกับ สสส. ทำให้ตัวเลขก็ลดลงตอนนี้ก็เหลือประมาณห้าพันต้น ๆ ก็คิดว่าเด็กต้องได้รับการจัดการศึกษาในรูปแบบที่เหมาะสม
“ต้องทำความเข้าใจและยอมรับก่อนว่าการศึกษาในโลกปัจจุบันมีความหลากหลาย และยอมรับว่าปัญหาของเด็กและเยาวชนที่อยู่ในชุมชนเรามันไม่ใช่ปัญหาเดียว เด็กคนหนึ่งไม่ได้เผชิญปัญหาเดียว เด็กคนหนึ่งเผชิญปัญหาที่มันซับซ้อนและทับซ้อน ซึ่งการที่เด็กคนหนึ่งที่เขาไม่ได้ไปโรงเรียนหรือไม่สามารถไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนหรือไปเรียนแบบปกติได้ หรือเรียนอยู่แล้วหลุดออกมาจากระบบการศึกษา บางทีต้องไปดูว่าเขามีปัญหาอะไร เพราะฉะนั้นเด็กคนหนึ่งมันใช้คำว่า “เรียนฟรี” ไม่ได้ และไม่สามารถใช้กับทุกคนได้ เด็กคนหนึ่งมาตรฐานการเรียนรู้หรือว่าการรับรู้เรื่องของการศึกษามันเป็นแบบเดียวเป็นแท่งเดียวไม่ได้” ศรีมาลาฌ์ ยะภักดี ผู้รับผิดชอบโครงการสานพลังสุขภาวะเพื่อขับเคลื่อนนครพนมเมืองแห่งความสุขและการเรียนรู้และผู้อำนวยการศูนย์การเรียน CYF
การเรียนรู้ที่เข้าถึงได้ผ่านกฎหมายแห่งความเสมอภาคทางการศึกษา
จาก พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 เปิดโอกาสให้บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน สถานประกอบการ และสถาบันศาสนา มีสิทธิจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้เปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นได้ใช้องค์ความรู้ที่มีของแต่ละชุมชนมาช่วยส่งเสริมการศึกษา นำไปสู่พลังของชุมชนที่เปรียบเสมือนตัวกรองดูแลเด็กในชุมชนไม่ให้หลุดออกจากการศึกษา และช่วยจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมเป็นรายบุคคลให้เด็กได้เรียนรู้วิชาที่ตนเองสนใจและสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและหาเลี้ยงตนเองในอนาคตได้จริง
“คิดว่าการศึกษา ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของการศึกษาได้ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้รวมถึงเป็นผู้ออกแบบการศึกษานั้นที่เหมาะสมกับบุตรหลานของตนเองในชุมชน” ศรีมาลาฌ์ ยะภักดี ผู้รับผิดชอบโครงการสานพลังสุขภาวะเพื่อขับเคลื่อนนครพนมเมืองแห่งความสุขและการเรียนรู้ และผู้อำนวยการศูนย์การเรียน CYF กล่าวถึงการศึกษาที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของความรู้เป็นผู้สอนและออกแบบการเรียนรู้ได้
“สำรวจเด็กหลุดออกจากการศึกษา ออกจากโรงเรียนมาแล้วไม่มีที่ไปก็จะอยู่วังวนมั่วสุมติดเกม ติดการพนัน แล้วก็ชักชวนติดยาเสพติด เราก็เข้าไปพูดคุยกับเด็ก เขาบอกว่าเขาไม่รู้จะไปไหน เพราะฉะนั้นมันจะมีช่องทางไหน ด้วยความที่เป็นวัยรุ่นเนอะ บางทีเขาก็จะไม่รู้ว่าเขาจะทำเพื่อสังคมทำไม แล้วเขาก็ไม่คาดหวังว่าเขาจะได้อะไรจากสังคม แต่วันหนึ่งโอกาสที่เราหยิบยื่นให้เขา แล้วเขามีเวทีที่เขาสามารถเข้าร่วมได้ แล้วทำให้เขาเปิดตัวเปิดใจอีกครั้งหนึ่ง” บัญชา ศรีชาหลวง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลพิมาน อ.นาแก จ.นครพนม กล่าวถึงการทำให้เด็กเข้าถึงการศึกษาด้วยความเข้าใจถึงความต้องการและความสนใจของเด็กอย่างแท้จริง นั่นทำให้เด็กอยากกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและเรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองสนใจได้อย่างมีความสุข
พลังชุมชนสร้างโรงเรียนที่ยั่งยืน
“ศูนย์การเรียนพัฒนาเด็กและเยาวชน (CYF) เป็นเหมือนโรงเรียนหนึ่ง แต่อาจจะไม่มีนักเรียนมานั่งเรียนเหมือนโรงเรียนทั่วไป แต่เราจะใช้การทำงานกับพลังชุมชน กลไกท้องถิ่น ใช้ท้องถิ่นเป็นโรงเรียนหรือห้องเรียนหนึ่งที่จัดการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนร่วมกัน ตั้งแต่ระบบการค้นหา พัฒนาส่งต่อ และการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น” ศรีมาลาฌ์ ยะภักดี ผู้รับผิดชอบโครงการสานพลังสุขภาวะเพื่อขับเคลื่อนนครพนมเมืองแห่งความสุขและการเรียนรู้ และผู้อำนวยการศูนย์การเรียน CYF กล่าวถึงความหมายและวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศูนย์การเรียนพัฒนาเด็กและเยาวชน (CYF)
พลังชุมชนที่เกิดขึ้น ทำให้รู้สึกประทับใจถึงความพยายามช่วยเหลือดูแลเด็กของภาคประชาชนในชุมชน อีกทั้งยังช่วยมอบองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับภูมิปัญญา เพื่อให้เด็กสามารถสืบสานวัฒนธรรมชุมชน ขัดเกลาให้เด็กยังอยู่ในการศึกษาและสามารถดูแลตนเองรวมถึงปลูกฝังวัฒนธรรมการช่วยเหลือดูแลสอดส่องกันและกันในชุมชน ถึงแม้ในวันนี้ประเทศไทยจะเกิดปัญหาเด็กไทยเกิดน้อย และเมื่อมานับจำนวนเด็กในชุมชนก็จะมีจำนวนที่ลดลงขึ้นไปอีก หากจำนวนเด็กที่เกิดน้อยเหล่านี้เติบโตมาเป็นอนาคตที่ร่วมกันพัฒนาชุมชนให้ดีขึ้น ถือว่าเป็นการวางแผนของชุมชนที่ดีเลยทีเดียวที่เริ่มตั้งแต่จุดต้นน้ำนั่นคือ “การศึกษา”
“เรื่องการพัฒนาคนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นแล้วด้วยการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มประชากรของกลุ่มคนมันทำให้เราได้คิด ก่อนที่เริ่มจะมาทำงานเกี่ยวกับเด็กนอกระบบก็พบว่าอัตราการเกิดของเด็กในชุมชนมันน้อยมาก ปี 1 ปี นั้นสำรวจการเกิดทั้ง 2 รพ.สต. (โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล) อัตราเกิดอยู่ 2 คน แต่ในขณะเดียวกันกลุ่มผู้อายุเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ปีนี้มีเด็กแจ้งเกิด 6 คน มีอยู่แต่ว่าน่าจะไม่เกิน 15 คน ปีนี้ดีหน่อยที่มันสูง” บัญชา ศรีชาหลวง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลพิมาน อ.นาแก จ.นครพนม กล่าวปัญหาเด็กไทยเกิดน้อย
เด็กเกิดใหม่น้อยลง ดังนั้น...เมื่อเกิดแล้วต้องมีคุณภาพ
จากข้อมูลของสถาบันวิจัยประชากรฯ มหาวิทยาลัยมหิดล ปัญหาเด็กเกิดน้อยและประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุ ในปี 2568 เด็กไทยเกิดใหม่เพียง 416,574 คน ขณะที่ผู้เสียชีวิตสูงถึง 559,684 คน ส่งผลให้จำนวนประชากรไทยลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 หากนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เพื่อหาจำนวนเด็กที่เกิดใหม่ในแต่ละเดือนพบว่าในปี 2568 มีเด็กเกิดใหม่เพียง 34,716 คน จากปัญหาของเด็กเกิดน้อยทำอย่างไรที่จะพลิกวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาส ด้วยการดูแลเด็กที่เกิดในชุมชนให้เติบโตมาโดยได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพและเป็นอนาคตของประเทศต่อไป
“เรามีเด็กที่ได้รับการพัฒนาแบบไม่เต็มศักยภาพในการที่จะให้เขาอยู่เป็นแก้วตาดวงใจ หรือเป็นคนรุ่นใหม่ของโลกใบนี้ แต่คนรุ่นใหม่ที่เกิดน้อยแต่เกิดมาแล้วไม่มีคุณภาพเนื่องจากภาวะหลายเรื่องในท้องถิ่นเรามันก็มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การพัฒนาต่าง ๆ เราทุ่มเทเรื่องของการพัฒนาเพราะเราเชื่อว่าการศึกษานั้นมันจะพัฒนาประเทศชาติได้ แล้วการศึกษามันจะแก้ปัญหาได้ ก็คือการศึกษามันบ่งบอกถึงเรื่ององค์ความรู้ คนที่มีปัญญาเราก็เรียกว่าบัณฑิต เราก็อยากมีชุมชนลักษณะแบบนี้เพื่อที่จะมายกระดับทางสังคมของเรา” เจริญ สุขวิบูลย์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโคกกลาง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ กล่าวถึงการพัฒนาเด็กที่มีอยู่เพื่อให้เด็กเหล่านี้กลายเป็นอนาคตของชุมชนในวันข้างหน้า
นอกจากนั้น การพัฒนาเด็กด้วยระบบนิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) ยังสามารถรักษาวัฒนธรรม และที่สำคัญคือระบบนิเวศเหล่านี้สามารถสร้างอาชีพให้กับเด็กได้อีกด้วย “เราได้เห็นการต่อยอดภูมิปัญญาของชุมชนที่เป็นหลักสูตรทั้งวิชาการ วิชาชีพ วิชาชีวิต เช่นของผมจะมีพื้นที่ที่เกี่ยวข้องเป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบเกี่ยวข้องกับยางนา นำภูมิปัญญาดั่งเดิมต่อยอดกับผลิตภัณฑ์ ทำสบู่ ทำครีม น้ำมันหอมระเหย ต่อยอดนำไปสู่อาชีพ สร้างรายได้ได้ เราได้เกิดหลักสูตร 5 หลักสูตรต่อยอดวิชาการ วิชาชีพ มันไม่ใช่แค่เด็กจะมาเรียนจากหลักสูตรนี้เพื่อมาเอาวุฒิการศึกษา ทำอย่างไรจะได้ทั้งวิชาชีพและสิ่งสำคัญที่ชุมชนได้คือถ่ายทอดภูมิปัญญา
เรามีโรงเรียนผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุก็มีศูนย์รวมภูมิปัญญาอยู่แล้ว เราก็เอาเด็กกลุ่มนี้เข้าไปเรียนรู้เข้าไปสัมผัส มันได้มิติของสังคมมันได้มิติของจิตอาสา เราก็ใส่เข้าไปเรื่อย ๆ อันนั้นมันเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชน ได้ต่อยอด ได้องค์ความรู้ ได้ทั้งอาชีพ ได้ทั้งการเรียนรู้การอยู่ร่วมกลุ่ม มันเกิดพัฒนาเรื่องจิตอาสา” บัญชา ศรีชาหลวง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลพิมาน อ.นาแก จ.นครพนม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง










