back

รายงานพิเศษ: เครือข่ายภาคประชาชนจะนะ #เกาะติดโรงไฟฟ้าขยะจะนะ ชี้พิธีกรรมทางตัวเลข ต้องสู้ด้วยข้อกฎหมายและสิทธิชุมชน(ตอนที่1 )

7 พ.ย. 2569 17:52 View: 85
author profile image
Shukur Dina
รายงานพิเศษ: เครือข่ายภาคประชาชนจะนะ #เกาะติดโรงไฟฟ้าขยะจะนะ ชี้พิธีกรรมทางตัวเลข ต้องสู้ด้วยข้อกฎหมายและสิทธิชุมชน(ตอนที่1 ) อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) : รายงาน ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน วันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 ความเคลื่อนไหวของโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะในพื้นที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนและภาคสังคมจับตามองอย่างใกล้ชิด ภายหลังจากที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ได้จัดเวทีสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลบ้านนา หากแต่ผลลัพธ์ที่ถูกเผยแพร่ออกสู่สื่อออนไลน์กลับสร้างเครื่องหมายคำถามขนาดใหญ่ให้กับสังคม ด้วยการประโคมตัวเลขว่า “มีผู้เข้าร่วม 549 คน และกว่า 80% เห็นชอบให้เดินหน้าโครงการ!” คำถามสำคัญที่เครือข่ายภาคประชาชนจะนะพยายามกระตุกเตือนสังคมคือ ตัวเลข 549 คนและผลโหวตที่อ้างว่าเห็นด้วยสูงถึง 87.61% นั้น สะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงของชาวอำเภอจะนะหรือไม่? หรือเป็นเพียงการสร้าง "ความชอบธรรม" ผ่านพิธีกรรมทางเอกสาร ยิ่งไปกว่านั้น ในเวทีเสวนาทางกฎหมายเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 ได้มีการเปิดเผยเบื้องหลังและข้อกังขาจากผู้เข้าร่วมเวทีใน 3 ประเด็นสำคัญ: ประการแรก: มีเสียงสะท้อนระบุถึงเบื้องหลังการเข้าร่วมกิจกรรมเมื่อวันที่ 8 ตุลาคมว่า มีตัวแทนผู้นำชุมชนมาแจ้งข่าวให้ไปร่วมเวทีที่เทศบาลตำบลบ้านนา โดยระบุว่าเป็นเวทีที่ อบจ. จัดขึ้นเพื่อ "ให้ความรู้เรื่องการจัดการขยะ" พร้อมแจ้งว่าจะได้รับเงินค่าเดินทางสำหรับการเข้าร่วม เมื่อไปถึงและเสร็จสิ้นการรับฟัง เจ้าหน้าที่ได้ให้ทำแบบสอบถาม ซึ่งมีให้เลือก 3 ช่อง ได้แก่ "เห็นด้วย", "ไม่เห็นด้วย" และ "ยังไม่ตัดสินใจ (พร้อมแสดงเหตุผล)" โดยเมื่อยื่นแบบสอบถามคืนให้เจ้าหน้าที่แล้ว จึงจะได้รับเงินค่าเดินทางตามที่ลงทะเบียนไว้ (อันนี้ก็ต้องสอบทานอีกครั้งว่าจริง?)ถ้าจริง ก็ชวนให้ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและปราศจากสิ่งจูงใจของกระบวนการจัดเก็บข้อมูล? ประการที่สอง: อีกหนึ่งเสียงสะท้อนแสดงความห่วงกังวลต่อภาพความจริงที่ขัดแย้งกับทฤษฎีทางวิชาการ เนื่องจากโครงการนี้ต้องใช้ขยะมากถึง 500 ตันต่อวันจึงจะคุ้มทุน เมื่อถามว่าขยะมหาศาลมาจากไหน ก็ได้รับคำตอบเพียงว่ามาจากหลาย อบต. และเทศบาล ยิ่งเกิดคำถามตามมาว่า ปริมาณขยะในพื้นที่จะมีเพียงพอทุกวันจริงหรือ? หากไม่พอ จะนำไปสู่การนำเข้าขยะตามที่เป็นข่าวหรือไม่? รวมถึงเส้นทางการขนส่งขยะจากอำเภอนาทวีที่จะต้องผ่านตัวตลาดจะนะ ซึ่งปัจจุบันปัญหารถสิบล้อสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ยิ่งเมื่อมองภาพโรงไฟฟ้าขยะทั่วประเทศในข่าว ก็มีแต่ปัญหามลพิษและการเยียวยาที่ล้มเหลว สวนทางกับทฤษฎีสวยหรูที่นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเขียนไว้ในรายงาน ประการที่สาม: ผู้เข้าร่วมเวทีอีกท่านได้เปิดแผนที่ตั้งโครงการพร้อมตั้งคำถามเชิงประจักษ์โต้แย้ง 2 เหตุผลหลักที่รัฐอ้าง คือเรื่อง “น้ำไม่ท่วม” และ “ห่างไกลชุมชน” โดยชี้ว่า พื้นที่ตั้งโครงการแท้จริงแล้วคือ พื้นที่รับน้ำ หากมีการถมสูงขึ้นเป็นหลายสิบไร่ น้ำก็จะเอ่อล้นท่วมชุมชนรอบข้างสูงขึ้นกว่าเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อกางแผนที่ดูในรัศมีกระทบ 3 กิโลเมตร พบว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ใกล้ชิดกับชุมชน ศาสนสถาน และสถานศึกษาจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น มัสยิดบ้านโคกม้า, วัดโรจนาราม, โรงเรียนจะนะวิทยา, โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิสงขลา, โรงเรียนเจริญธรรมวิทยา, โรงเรียนบุสมีวิทยามูลนิธิ, โรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ, โรงเรียนบ้านโคกม้า และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทุ่งใหญ่ ซึ่งหากมีการเผาไหม้ตลอด 24 ชั่วโมง ควันพิษและน้ำเสียจะแพร่กระจายกระทบสุขอนามัยของนักเรียนและชาวบ้านในระยะยาว เพื่อไม่ให้ภาคประชาชนตกเป็นฝ่ายรับ ผู้เขียนพร้อมด้วยภาคีเครือข่ายภาคประชาชนจะนะ จึงได้เข้าร่วมเวที "เกาะติดโรงไฟฟ้าจะนะ ไปถึงไหนในแง่กฎหมาย" ซึ่งจัดขึ้นโดย มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ร่วมกับ มูลนิธิภาคใต้สีเขียว เพื่อถอดรหัสกระบวนการทางกฎหมายและสร้างแนวทางเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบ 1. เจาะสถิติ 549 คน: ตัวเลขที่ถูกแต่งแต้ม กับความจริงในพื้นที่ เมื่อพิจารณาเอกสารสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นฯ ที่จัดทำโดย อบจ.สงขลา และ มจพ. จะพบตัวเลขเชิงสถิติหลายประเด็นที่ต้องตั้งคำถามอย่างลึกซึ้ง: * สัดส่วนกลุ่มตัวอย่าง: จากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 549 คน เป็นประชาชนในพื้นที่ 4 หมู่บ้าน (ม.5, ม.8 ต.บ้านนา และ ม.8, ม.9 ต.สะกอม) จำนวน 496 คน ส่วนอีก 53 คนเป็นผู้แทน อปท. หน่วยงานรัฐ และผู้สนใจทั่วไป * ตัวเลขการเห็นชอบ: เอกสารระบุว่าผู้ตอบแบบสอบถาม เห็นด้วย 87.61% (481 คน) และ มั่นใจต่อมาตรการป้องกันผลกระทบ 80.87% (444 คน) แต่เมื่อดูรายละเอียดช่องทางรับข้อมูล พบว่า 50.89% รับข้อมูลจาก "เจ้าหน้าที่ของที่ปรึกษา" เอง ซึ่งเปิดช่องให้เกิดการรับฟังข้อมูลด้านเดียว * ความย้อนแย้งเรื่องสภาพปัญหา: แม้เอกสารจะพยายามชี้ว่าคนส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่ในข้อเท็จจริงด้านพฤติกรรม มีประชาชนเพียง 2.55% เท่านั้นที่มองว่าปัญหาขยะในชุมชนอยู่ในระดับ "รุนแรงมาก" ขณะที่ 33.33% ระบุว่า "ไม่มีปัญหา" * รายละเอียดโครงการขนาดใหญ่: โครงการนี้ศึกษาการตั้งโรงไฟฟ้าขยะขนาด 500 ตัน/วัน บนพื้นที่เป้าหมายประมาณ 50 ไร่ (จากพื้นที่ศึกษาศักยภาพ 800+ ไร่) ในพื้นที่หมู่ 5 ต.บ้านนา ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง แต่กลับถูกจำกัดการรับฟังความคิดเห็นไว้ในกรอบแบบสอบถามเพียงไม่กี่หน้า 2. เปิดข้อกฎหมาย: ขั้นตอนอนุมัติและจุดค้ำยันของภาคประชาชน ในมุมมองทางกฎหมาย การผลักดันโครงการกำจัดขยะมูลฝอยเพื่อผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า (กรณีมูลค่าต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท) มีกรอบระเบียบ ข้อบังคับ และเงื่อนไขที่ซับซ้อนตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ซึ่งภาคประชาชนสามารถใช้เป็นกลไกในการตรวจสอบและมีส่วนร่วมได้ในหลายระดับ 2.1 ขั้นตอนเสนอโครงการและการรับฟังความคิดเห็นตามกฎหมาย การเริ่มต้นโครงการต้องผ่านกระบวนการเสนอเรื่องตั้งแต่ระดับท้องถิ่น (อปท.) ผ่านความเห็นชอบจากสภาท้องถิ่น และนำเสนอต่อคณะกรรมการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยระดับจังหวัด * สิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร: ประชาชนมีสิทธิขอข้อมูลรายงานผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการมาตรวจสอบได้ ทั้งเรื่องความเหมาะสมของพื้นที่ ปริมาณขยะ และผลกระทบต่อชุมชน * การรับฟังความคิดเห็นที่เป็นจริง: โครงการนี้เข้าข่ายโครงการของรัฐที่มีผลกระทบกว้างขวางต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และวิถีชีวิต ชุมชนท้องถิ่นจะต้องได้รับการรับฟังความคิดเห็นตาม ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 ไม่ใช่เพียงการจัดประชุมแจกแบบสอบถามแล้วเหมาเป็นมติเห็นชอบ 2.2 หลักเกณฑ์ด้านพื้นที่และการคัดเลือกเอกชน โครงการโรงไฟฟ้าขยะมิใช่ว่าจะตั้ง ณ จุดใดก็ได้ แต่ต้องผ่านการพิจารณาตรวจสอบความถูกต้องจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น คณะกรรมการระดับกระทรวงมหาดไทย และต้องปฏิบัติตาม มติคณะกรรมการกลางจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย อย่างเคร่งครัด ซึ่งกำหนดพื้นที่ต้องห้ามไว้อย่างชัดเจน ได้แก่: * ต้องไม่เป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ทางไหลของน้ำ หรือกีดขวางทางน้ำ: ซึ่งขัดแย้งโดยตรงกับสภาพพื้นที่จริงของหมู่ 5 ต.บ้านนา ที่เป็นพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติ * ต้องห่างจากพื้นที่อยู่อาศัยของชุมชน สถานศึกษา และศาสนสถาน: การที่ตั้งโครงการอยู่ใกล้กับมัสยิดบ้านโคกม้า, วัดโรจนาราม, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และโรงเรียนหลายแห่งในรัศมีกระทบ ถือเป็นจุดสำคัญทางกฎหมายที่ภาคประชาชนสามารถใช้อ้างอิงตรวจสอบว่าพื้นที่ตั้งโครงการขัดต่อหลักเกณฑ์การอภิบาลสิ่งแวดล้อมหรือไม่ * ต้องห่างจากเขตอนุรักษ์ อุทยาน และแหล่งท่องเที่ยว: ไม่น้อยกว่า 1 กิโลเมตร 2.3 ด่านสุดท้าย: ใบอนุญาต 3 ฉบับ และรายงาน COP ก่อนที่โรงไฟฟ้าขยะจะสามารถเปิดดำเนินการได้ เอกชนผู้เสนอโครงการต้องยื่นขอใบอนุญาตสำคัญ 3 ฉบับต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.): * ใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร (อ.1) * ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) * ใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า ในขั้นตอนนี้ ผู้ประกอบการจะต้องจัดทำ รายงานประมวลหลักการปฏิบัติ (Code of Practice: COP) และต้องจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างน้อย 1 ครั้ง รวมทั้งปิดประกาศแจ้งประชาชนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน เพื่อพิจารณาประเด็นความเหมาะสม ป้องกันความเดือดร้อนรำคาญ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้าง บทสรุปและการขับเคลื่อนทางวิชาการ: ตัวเลขต้องไม่แซงหน้า "สิทธิชุมชน" บทเรียนจากเวทีเสวนาทางกฎหมายตอกย้ำให้เห็นว่า กระบวนการได้มาซึ่งโรงไฟฟ้าขยะมีขั้นตอนและเงื่อนไขคุ้มครองสิทธิของประชาชนอยู่หลายชั้น การแอบอ้างตัวเลขผู้เห็นชอบ 87.61% จากคนเพียง 549 คน ในเวทีที่มีเงื่อนไขค่าเดินทาง ไม่สามารถนำมาทดแทนกระบวนการรับฟังความคิดเห็นตามขั้นตอนกฎหมายที่ถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรมได้? เครือข่ายภาคประชาชนจะนะยืนยันว่า เราไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา หรือปฏิเสธการแก้ไขปัญหาขยะ แต่การพัฒนาใดๆ ที่จะเกิดขึ้นในบ้านของเรา ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เปิดเผยตรงไปตรงมา การประเมินผลกระทบที่ครอบคลุม และการเคารพเสียงของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง เพื่อยกระดับการเกาะติดโครงการให้อยู่บนฐานของหลักวิชาการและความถูกต้องทางกฎหมาย หลังจากนี้ เครือข่ายภาคประชาชนจะนะจะจัดประชุมอีกครั้ึและคาดว่า จะจัดตั้ง "คณะทำงานเฉพาะกิจ" เพื่อขับเคลื่อนงานอย่างเป็นระบบและสอดรับกับหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation Matrix) ประกอบด้วย 4 ด้านหลัก: * คณะทำงานด้านข้อมูลและวิชาการ (Academic & Technical Team): ทำหน้าที่ตรวจสอบประเมินความคุ้มค่า ปริมาณขยะป้อนโรงงาน (Feedstock Supply Analysis) วิเคราะห์ระบบทางน้ำและพื้นที่รับน้ำ ตรวจวัดผลกระทบมลพิษจากควันและน้ำเสีย ตลอดจนวิเคราะห์รายงานประมวลหลักการปฏิบัติ (COP) เพื่อนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาโต้แย้งตัวเลขทางวิชาการที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ * คณะทำงานด้านกฎหมายและสิทธิชุมชน (Legal & Community Rights Team): ทำหน้าที่เฝ้าระวังขั้นตอนอนุมัติและอนุญาตตามกฎหมายร่วมทุน (PPP) กฎหมายผังเมือง ตลอดจนการยื่นขอใบอนุญาตทั้ง 3 ฉบับ (อ.1, รง.4, ใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า) ต่อ กกพ. เพื่อใช้สิทธิทางกฎหมายในการคัดค้านและฟ้องร้อง เช่นหากพบว่าตำแหน่งโครงการตั้งอยู่ในพื้นที่รับน้ำ หรือใกล้ชิดชุมชน/สถานศึกษา ขัดต่อหลักเกณฑ์พื้นที่ต้องห้าม * คณะทำงานด้านการสื่อสาร สารสนเทศสาธารณะ และการสร้างตระหนักรู้เช่นในสถานศึกษา (Communication & Educational Outreach Team): ทำหน้าที่ถอดรหัสข้อมูลเชิงเทคนิคและกฎหมายให้อยู่ในรูปแบบภาษาที่เข้าใจง่าย พร้อมทั้งร่วมมือกับภาคีวิชาการ โดยเฉพาะ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) และ มูลนิธิภาคใต้สีเขียว จัดเวทีสัญจรสร้างความรู้ด้านสิทธิชุมชนแก่ประชาชน เยาวชน และนักเรียนในสถานศึกษารอบพื้นที่โครงการ เช่น โรงเรียนจะนะวิทยา, โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิสงขลา, โรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ, โรงเรียนบ้านโคกม้า และศูนย์เด็กเล็กในพื้นที่ เพื่อร่วมกันเฝ้าระวังอนาคตของท้องถิ่น * คณะทำงานด้านประสานงานเครือข่ายและติดตามนโยบาย (Networking & Policy Monitoring Team): ทำหน้าที่เชื่อมโยงการทำงานร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) มูลนิธิภาคใต้สีเขียว และเครือข่ายสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาคและระดับประเทศ เพื่อสร้างกลไกการเรียนรู้และตรวจสอบของภาคประชาชนอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง กระบวนการเกาะติดโรงไฟฟ้าขยะจะนะต่อจากนี้ จึงไม่ใช่แค่การเรียกร้องความเห็นใจบนความรู้สึก แต่คือการผนึกกำลังกันของภาคประชาชนโดยใช้ ความรู้ทางวิชาการ ข้อกฎหมายที่รัดกุม การสร้างภูมิปัญญาแก่เยาวชนในสถานศึกษา และพลังการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา เพื่อปกป้องทรัพยากร สุ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง