back

พ.ร.บ.สันติสุข กับทางออกชายแดนใต้ – อีกข้อเสนอเชิงนโยบายและมิติทางกฎหมายเพื่อหยุดวงจร SLAPP

7 พ.ย. 2569 06:01 View: 86
author profile image
Shukur Dina
พ.ร.บ.สันติสุข กับทางออกชายแดนใต้ – อีกข้อเสนอเชิงนโยบายและมิติทางกฎหมายเพื่อหยุดวงจร SLAPP อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) : รายงาน ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน ปัตตานี — เมื่อเวลา 09.00 น. คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างสันติภาพฯ ได้เดินทางศึกษาดูงานและเปิดเวทีรับฟังข้อเสนอเชิงนโยบาย ณ ห้องประชุมศรีวังสา ชั้น 3 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยมีผู้แทนภาคประชาสังคม ผู้นำชุมชน และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งเข้าร่วมเสนอแนวทางถอดชนวนความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในเวทีดังกล่าว มีการนำเสนอข้อเสนอหลายประการ แต่มีข้อเสนอหนึ่ง ว่าเป็นไปได้ไหม ที่มีข้อเสนที่นับว่าเชิงนโยบายและนวัตกรรมทางกฎหมายภายใต้“พ.ร.บ.สันติสุข” (หรือ พ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุขและนิรโทษกรรมคดีการเมือง) เพื่อแก้ปัญหาการใช้กระบวนการยุติธรรมและกฎหมายความมั่นคงเป็นเครื่องมือฟ้องปิดปาก (SLAPP - Strategic Lawsuit Against Public Participation) ต่อประชาชน เยาวชน และนักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม ซึ่งถูกมองว่าเป็นรากเหง้าสำคัญที่ผลักดันให้ประชาชนหันหลังให้กระบวนการทางรัฐสภาและแนวทางสันติวิธี โดยสาระสำคัญมีดังนี้ 1. วิเคราะห์มิติทางกฎหมาย: เมื่อกฎหมายพิเศษกลายเป็นเครื่องมือ SLAPPซึ่งมันเป็นปัญหาเชิงนิติศาสตร์ 3 ประการหลักในการดำเนินคดีความมั่นคงในพื้นที่: * การตีความกฎหมายอาญากว้างเกินส่วน (Overbreadth Interpretation): การนำ ม.116 หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาใช้กับการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เสวนาวิชาการ หรือการเรียกร้องสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งขัดต่อหลักความสมสัดส่วนและกติการะหว่างประเทศ (ICCPR) * โครงสร้างสถาปัตยกรรมกฎหมายพิเศษ (Special Legal Framework): การบังคับใช้กฎอัยการศึก, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ซ้อนทับกันเป็นเวลานาน ตัดสิทธิขั้นพื้นฐานในการต่อสู้คดี เช่น การควบคุมตัวโดยไม่ออกหมายจับ หรือจำกัดสิทธิพบทนายความ * ปรากฏการณ์ SLAPP ทางการเมือง (Political SLAPP): การตั้งข้อหาหนัก (อั้งยี่ ซ่องโจร ก่อการร้าย) เพื่อสร้างภาระทางคดี ค่าใช้จ่าย และความกลัว บีบให้ผู้เคลื่อนไหวตัดขาดจากระบบสังคมและกระบวนการปกติ 2. นวัตกรรมทางกฎหมายใน พ.ร.บ.สันติสุข กฎหมายดังกล่าวเสนอกลไกทางนิติศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหากฎหมายซ้อนทับ: * กลไกการจำแนกคดี (Case Classification Mechanism): นิยาม "คดีที่มีสาเหตุจูงใจทางการเมือง" และ "การแสดงออกโดยสันติวิธี" ให้แยกออกจากความผิดคดีอาญาร้ายแรงต่อชีวิตอย่างชัดเจน * บทบัญญัติต้านการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP Provision): ให้อำนาจอัยการและศาลสั่งไม่ฟ้องหรือยกฟ้องทันทีในชั้นตรวจฟ้อง หากพบว่าเป็นการฟ้องเพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมทางการเมือง * การจำหน่ายคดีและคืนสิทธิ (Case Dismissal & Restoration of Rights): ปลดภาระคดี ลบประวัติอาชญากรรม และคืนสิทธิพลเมืองแก่ผู้ได้รับผลกระทบ 3. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 4 ขั้นตอนถึงรัฐบาล [1. ชะลอ/ทบทวนการฟ้อง] ➜ [2. ยกเลิกกฎหมายพิเศษ] ➜ [3. เปิดพื้นที่ปลอดภัย] ➜ [4. หนุนการพูดคุยสันติภาพ] * ชะลอและทบทวนการดำเนินคดีทางการเมือง: ใช้อำนาจอัยการตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการฯ ม.21 หรือ ป.วิ.อาญา ม.143/1 สั่งไม่ฟ้องในคดีความมั่นคงที่ไม่ปรากฏการใช้ความรุนแรง * ทยอยยกเลิกกฎหมายพิเศษ: กำหนดตารางเวลาปรับลดพื้นที่ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และกฎอัยการศึก โดยกลับมาใช้กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายอาญาปกติ * ยกระดับการพูดคุยสันติภาพรองรับ “ความเห็นต่างเชิงโครงสร้าง”: เปิดพื้นที่ถกเถียงเรื่องการกระจายอำนาจ อัตลักษณ์ และสิทธิมนุษยชน โดยรัฐให้หลักประกันความปลอดภัยทางกฎหมาย (Safe Passage/Immunity) * จัดตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์และฟื้นฟู: เยียวยาทางจิตใจ สังคม และเศรษฐกิจ แก่ผู้สูญเสียโอกาสจากคดี SLAPP บทสรุป: การแก้ไฟใต้หนึ่งในนั้นคือการใช้ช่องทางพ.ร.บ.สันติสุข ไม่ใช่การยกเลิกหลักนิติรัฐ แต่เป็นการสถาปนานิติรัฐที่คุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพื่อดึงผู้คนจากความขัดแย้งกลับเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายและระบบรัฐสภาอย่างยั่งยืน # พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 (หรือที่มักเรียกว่า พ.ร.บ. สันติสุข) เป็นกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมทางการเมือง มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองที่สะสมมานาน และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ 📌 ภาพรวมและสาระสำคัญของ พ.ร.บ. สันติสุข * ขอบเขตและช่วงเวลาที่ครอบคลุม: * นิรโทษกรรมแก่การกระทำของบุคคลที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง หรือแสดงออกทางการเมืองที่มีมูลเหตุหรือแรงจูงใจมาจากความขัดแย้งทางการเมือง * ครอบคลุมเหตุการณ์ความขัดแย้งตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 (ย้อนหลังกว่า 20 ปี) * ข้อยกเว้น (ความผิดที่ไม่ได้รับนิรโทษกรรม): พ.ร.บ. ฉบับนี้ ไม่นิรโทษกรรม ให้แก่ * ความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ * ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 * ความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือได้รับอันตรายสาหัส (ตามมาตรา 297) * ความผิดต่อส่วนตัวทั่วไปที่ไม่ใช่คดีการเมืองโดยตรง * กลไกการทำงาน (คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข): * ให้จัดตั้ง "คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข" ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน * มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดการได้รับนิรโทษกรรมและการพ้นจากความรับผิด ตลอดจนรับเรื่องร้องขอจากผู้ที่เกี่ยวข้อง * คำวินิจฉัยของคณะกรรมการชุดนี้ถือเป็นที่สุด และให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมนำไปดำเนินการต่อ * ผลทางคดีและความรับผิด: * คดีที่ยังไม่ฟ้อง/กำลังสอบสวน: ให้พนักงานสอบสวนหรืออัยการระงับหรือยุติการดำเนินคดี * คดีที่อยู่ในชั้นศาล: ให้ศาลระงับการพิจารณาคดีนั้น ๆ * ความเสียหายทางแพ่ง: หากเป็นการก่อความเสียหายต่อหน่วยงานรัฐ ให้การดำเนินคดีทางแพ่งเป็นอันยุติ (ยกเว้นกรณีความเสียหายของคู่กรณีที่เป็นเอกชนทั่วไป ที่ผู้เสียหายยังคงมีสิทธิเรียกร้องทางแพ่งได้) 🔗 ลิงก์สำหรับดาวน์โหลดและศึกษาตัวบทกฎหมายฉบับเต็ม คุณสามารถอ่านและดาวน์โหลดเอกสารรายละเอียดฉบับเต็มจากหน่วยงานราชการและแหล่งข้อมูลกฎหมายได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้ครับ: * ดาวน์โหลดพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 (ฉบับเต็ม - สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ) * อ่านตัวบทกฎหมายและมาตราทั้งหมดผ่านระบบ LawPlayer * ข้อมูลภาพรวมทางกฎหมายจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 | การจัดการความรู้ในองค์กร (KM) https://www.nhrc.or.th/th/km/peacebuilding
ข่าวที่เกี่ยวข้อง