back
30 ปี กั๊บไฟ ละครชุมชน เมื่อเวทีคือชีวิต และชีวิตคือบทเรียน
9 ก.ย. 2569 15:54
View: 55

Yuthaprom Somjai
"ชีวิตของคนเรามันสั้น มีภารกิจอยู่แค่ไม่กี่อย่าง เราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้"
ประโยคนี้จากปาก พี่อ๊อด อัมรินทร์ เปล่งรัศมี ผู้ก่อตั้งกลุ่มละครกั๊บไฟ
สรุปตัวตนของกลุ่มละครชุมชนที่เดินทางมาแล้วกว่า 30 ปี
จากรถเร่สู่เวทีรัฐสภา
กั๊บไฟเริ่มต้นจากบรรยากาศ คณะรถเร่ แบบดั้งเดิม รถตู้หนึ่งคันบรรทุกทั้งนักแสดง อุปกรณ์ ฉาก และหลังคา
ไปแสดงตามโรงเรียนและวัด นอนรวมกันห้องละหลายคนตามแต่เจ้าภาพจะจัดให้
ก่อนจะเติบโตขึ้นเป็นกลุ่มละครที่ได้รับเชิญไปแสดงถึงในรัฐสภา
และมีส่วนผลักดันจนเกิดกฎหมาย "ไม่ดุ ไม่ด่า ไม่ตีเด็ก" ขึ้นจริงในสังคมไทย
ตลอดเส้นทางนี้ กั๊บไฟใช้ละครเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมที่หลากหลาย
ตั้งแต่การค้ามนุษย์ HIV/AIDS ความรุนแรงในครอบครัว
ไปจนถึงสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ โดยมีนิยาม "ชุมชน" ที่ไม่ได้จำกัดแค่พื้นที่ทางภูมิศาสตร์
แต่หมายถึงกลุ่มคนที่ประสบความทุกข์ยากและต้องการพื้นที่ในการบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง
ละครที่ยาวนานที่สุด และบทเรียนชีวิตที่ไม่มีในสคริปต์
ละครเรื่อง "แก๊งสเตอร์" คือผลงานที่กั๊บไฟแสดงมากที่สุดถึง 120 รอบ
แบ่งเป็น 2 ภาค ส่วน "บ้านหลังตุง" ได้รับการยกย่องว่าเป็นละครที่ให้ "ความเป็นชุมชน"
มากที่สุด เพราะออกแบบมาเพื่อเล่นในหมู่บ้านทุรกันดารทั่วภาคเหนือโดยเฉพาะ
สำหรับ "แอน" หนึ่งในนักแสดงรุ่นบุกเบิกที่เข้าร่วมกั๊บไฟตั้งแต่วันครบรอบ 1 ปีของกลุ่ม
ละครไม่ได้ให้แค่ความสนุก แต่คือบทเรียนชีวิตที่แท้จริง "ชีวิตมันมีหลายรสชาติเนาะ ไม่ใช่แต่สนุกอย่างเดียว"
เธอเล่าถึงการซ้อมที่หนักหน่วง การใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนนักแสดงที่ต้องแบ่งปันทั้งพื้นที่ ที่พัก และการเดินทาง
ก่อนจะเติบโตจากอาสาสมัครนักแสดงมาเป็นเจ้าหน้าที่ภาคสนาม ทำงานอบรมทักษะชีวิตในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน
ละครเรื่อง "สวรรค์" (แว่น) ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พาแอนไปรู้จักและเป็นเพื่อน
กับผู้หญิงที่มีอาชีพขายบริการทางเพศจากองค์กร EMPOWER ความสัมพันธ์ที่ยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้
สะท้อนแก่นของละครชุมชนที่ไม่ได้จบแค่บนเวที แต่สร้างความเข้าใจและมิตรภาพที่ยั่งยืน
ศิลปะที่ไม่ใช่ของขึ้นห้าง
พี่อ๊อดอธิบายปรัชญาเบื้องหลังกั๊บไฟว่า
"ศิลปะไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่ของขึ้นห้าง แต่ทุกคนควรมีส่วนร่วม"
การฝึกละครไม่ได้มุ่งสร้างนักแสดงอาชีพ แต่มุ่งเปิดโลกทัศน์ให้คนเข้าใจตัวเองและผู้อื่น
กล้าพูด กล้าแสดงออก และรู้จักเคารพสิทธิของตนเองและคนรอบข้าง
ละครของกั๊บไฟจึงเน้น "สันติ" ไม่เน้นความรุนแรงหรือด้านลบ เพื่อให้ผู้ชมและนักแสดงกลายเป็นเพื่อนกันหลังม่านปิด
นอกจากละครเวทีแล้ว กั๊บไฟยังผลิตสื่อรณรงค์หลากรูปแบบ
ทั้งการ์ตูน "9 วิธีทรมานคนในรูปแบบต่างๆ" เพื่อให้คนเข้าใจการค้ามนุษย์ได้ง่ายขึ้น
ละครหน้ากากที่ช่วยให้นักแสดงคนเดียวสวมบทบาทได้หลากหลาย
ไปจนถึงการร่วมมือกับนักแสดงต่างชาติจากอังกฤษและบรอดเวย์ในหลายโปรดักชัน
จากรุ่นสู่รุ่น ในยุคที่โลกเปลี่ยน
เมื่อถูกถามถึงความท้าทายในยุคที่ TikTok และอินเทอร์เน็ตครองพื้นที่ความบันเทิง
พี่อ๊อดยอมรับว่าโชคดีที่กั๊บไฟเติบโตในยุคที่ยังไม่มีคู่แข่งเหล่านี้ แต่ก็เชื่อมั่นว่าละครยังตอบโจทย์สังคมได้เสมอ
เพราะ "มนุษย์เป็นสัตว์สังคม" ที่ยังต้องการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
แม้สื่อ AI จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่พี่อ๊อดมองว่าสื่อมนุษย์ยังคงมี "ลายเซ็น"
และความเป็นศิลปะที่ AI ทดแทนไม่ได้ กั๊บไฟจึงเลือกใช้ AI เป็นเพียงเครื่องมือเสริมในการขับเคลื่อนสังคม ไม่ใช่ตัวแทน
ก้าวต่อไปของกั๊บไฟคือการส่งต่อองค์ความรู้สู่คนรุ่นใหม่
ผ่านโครงการ ODOT (One District One Theater Group)
เพื่อสร้างกลุ่มละครประจำอำเภอ และการตั้ง Drama Club ในโรงเรียน
พร้อมทั้งขยายงานไปสู่กลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อนำต้นทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญามาถ่ายทอด
ผ่านละครชุมชนร่วมกับเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ต่อไป
ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา พี่อ๊อดสรุปความภาคภูมิใจไว้อย่างเรียบง่ายว่า
การได้เห็นเด็กขี้อายเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่กล้าแสดงออกและรับผิดชอบต่อสังคมได้
คือความหมายที่แท้จริงของการเป็น "มนุษย์มงคล" ที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคมผ่านศิลปะการละครชุมชน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง










