back
วันที่สอง: คณะวิทยาการสื่อสาร มอ.ปัตตานี ผนึกกำลังโรงเรียนจริยธรรมศึกษาฯ จะน การติดอาวุธทางปัญญาให้เยาวชน: รับมือข้อมูลบิดเบือนและสร้างภูมิคุ้มกันในยุคดิจิทัล
7 ก.ย. 2569 07:49
View: 24

Shukur Dina
วันที่สอง: คณะวิทยาการสื่อสาร มอ.ปัตตานี ผนึกกำลังโรงเรียนจริยธรรมศึกษาฯ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา
การติดอาวุธทางปัญญาให้เยาวชน: รับมือข้อมูลบิดเบือนและสร้างภูมิคุ้มกันในยุคดิจิทัล
อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
การติดอาวุธทางปัญญาให้เยาวชน: รับมือข้อมูลบิดเบือนและสร้างภูมิคุ้มกันในยุคดิจิทัล
6 กันยายน 2569 — ต่อเนื่องจากความเข้มข้นในวันแรกที่เยาวชนจากแผนการเรียน ITEct โรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ ตำบลสะกอม อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ได้เรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “อำนาจแห่งอัลกอริทึม” ภายใต้ความร่วมมือกับคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในวันที่สองนี้ โครงการได้ก้าวไปสู่อีกหนึ่งมิติที่สำคัญยิ่ง นั่นคือการรับมือกับภัยคุกคามจาก ข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) ที่แฝงมากับกระแสข่าวสารไร้พรมแดน
ในวันที่สองนี้ ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับมุมมองและแนวคิดสำคัญจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา คณบดีคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาข้อมูลบิดเบือนในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยีหรือทักษะส่วนบุคคลเท่านั้น หากแต่เชื่อมโยงกับโครงสร้างสังคม นิเวศสื่อ และความเปราะบางทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง การติดอาวุธทางปัญญาให้แก่เยาวชนจึงเป็นวาระสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ
มิติของข้อมูลบิดเบือนในโลกดิจิทัล
* เครื่องมือสร้างความเกลียดชังและแบ่งแยก: ข้อมูลบิดเบือนมักถูกผลิตขึ้นอย่างเป็นระบบเพื่อโจมตีอัตลักษณ์ เชื้อชาติ ศาสนา หรือสร้างความหวาดระแวงในพื้นที่พหุวัฒนธรรม โดยใช้อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเป็นตัวเร่งการกระจายตัวเพื่อเรียกยอดการมีส่วนร่วม
* ความรวดเร็วและแนบเนียน: ข้อมูลเท็จในปัจจุบันถูกปลอมแปลงให้มีความน่าเชื่อถือสูง ใช้เทคโนโลยีสังเคราะห์ ภาพตัดต่อ หรือข้อมูลจริงครึ่งหนึ่ง (Half-truth) ทำให้ผู้รับสารแยกแยะยากก่อนที่กระแสจะลุกลามวงกว้าง
* ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นสาธารณะ: การบิดเบือนข้อเท็จจริงไม่เพียงแต่สร้างความตระหนก แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อกลไกภาครัฐ สถาบันการศึกษา และสร้างความเสียหายต่อความสมานฉันท์ในสังคม
การตรวจสอบข้อมูลและการหักล้างข้อมูลเท็จ
* การสร้างภูมิคุ้มกันเชิงระบบ (Systemic Media Literacy): การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนต้องก้าวข้ามการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยการปลูกฝังกระบวนการคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลให้แก่เยาวชนและประชาชนในทุกระดับ
* พลังเครือข่ายความร่วมมือท้องถิ่น: การหักล้างข้อมูลเท็จต้องอาศัยการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษา องค์กรสื่อท้องถิ่น และภาคประชาสังคม เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างแม่นยำและรวดเร็ว
* การสื่อสารเชิงรุกและความโปร่งใส: หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเปลี่ยนผ่านจากการตั้งรับมาเป็นการสื่อสารเชิงรุก ชิงพื้นที่ข่าวด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เข้าถึงบริบททางวัฒนธรรมของผู้คนในพื้นที่ เพื่อลดช่องว่างที่ข่าวปลอมจะแทรกตัวเข้ามาได้
การติดอาวุธให้เยาวชนรู้เท่าทันและพร้อมรับมือกับคลื่นข้อมูลเท็จจากบทเรียนในวันที่สองนี้ จึงไม่ใช่เพียงการสอนให้รู้จักตรวจสอบความจริง (Fact-Checking) เป็นรายกรณีเท่านั้น แต่คือการต่อยอดจากความเข้าใจเรื่องอัลกอริทึมในวันแรก สู่การสร้างนิเวศการเรียนรู้ที่แข็งแรง เพื่อให้เยาวชนเติบโตเป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีวิจารณญาณ พร้อมปกป้องสังคมจากความขัดแย้งที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลบิดเบือนในอนาคต
หมายเหตุ อ่านรยงาน วันที่ หนึ่ง
คณะวิทยาการสื่อสาร มอ.ปัตตานี ผนึกกำลังโรงเรียนจริยธรรมศึกษาฯ ติดอาวุธเยาวชนรู้เท่าทัน “อำนาจแห่งอัลกอริทึม” ในยุคดิจิทัล
https://csite.thaipbs.or.th/newsdetail/57114
ข่าวที่เกี่ยวข้อง






