back
ขรก.ป่าไม้เกษียณโค่นสวนยางริมเขาบรรทัดตรัง ปลูกทุเรียนกว่า 1,200 ต้น รอชิมทุเรียนยาวลิ้นจี่ พันธุ์หายาก
6 มิ.ย. 2569 05:59
View: 352

The Journalist
ขรก.ป่าไม้เกษียณ โค่นสวนยางริมเขาบรรทัด ตรัง ปลูกทุเรียนกว่า 1.2 พันต้น ตั้งตารอชิมทุเรียนยาวลิ้นจี่ พันธุ์หารับประทานยาก
.
พาไปชมอดีตข้าราชการป่าไม้ ใช้ชีวิตหลังช่วงเวลาในวิถีข้าราชการ ลงมือพลิกสวนยางพารากว่า 40 ไร่ ปลูกทุเรียน 4 สายพันธุ์กว่า 1,200 ต้น ริมเทือกเขาบรรทัด อ.นาโยง จ.ตรัง ชูจุดเด่น “ยาวลิ้นจี่” สายพันธุ์หายากจากเบตง หวังให้คนตรังได้รู้จักและลิ้มลองรสชาติ ขณะผลผลิตรุ่นแรกอายุ 4 ปี 6 เดือน เริ่มทยอยออกสู่ตลาดแล้ว
.
นายสนิท องศารา หรือ “ลุงหนิด” อายุ 65 ปี ข้าราชการบำนาญ อดีตข้าราชการป่าไม้ และเกษตรกรเจ้าของ “สวนลุงหนิด” ในพื้นที่หมู่ 1 ต.ช่อง อ.นาโยง จ.ตรัง เปิดเผยว่า เดิมพื้นที่ทั้งหมดเป็นสวนยางพารา ก่อนตัดสินใจโค่นยางและปรับพื้นที่กว่า 40 ไร่ มาปลูกทุเรียนจำนวนกว่า 1,200 ต้น ภายหลังเกษียณอายุราชการในปี 2564 โดยเลือกปลูกทุเรียน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ มูซังคิง หนามดำ หมอนทอง และยาวลิ้นจี่
.
สวนทุเรียนแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณเชิงเทือกเขาบรรทัด มีสภาพอากาศและภูมิประเทศเหมาะสมต่อการปลูกทุเรียน โดยในช่วงเช้าสามารถมองเห็นทะเลหมอกปกคลุมแนวภูเขา สร้างบรรยากาศสวยงามตามธรรมชาติ ขณะที่ปัจจุบันมีคนสวนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด และเจ้าของสวนจะเดินสำรวจความสมบูรณ์ของต้นทุเรียนอย่างต่อเนื่อง
.
นายสนิท กล่าวว่า สาเหตุที่เลือกปลูกทุเรียน เนื่องจากมองว่าเป็นไม้ผลที่ตลาดยังมีความต้องการสูง อีกทั้งเป็นพืชที่มีความท้าทายในการปลูก หลายคนปลูกแล้วไม่ประสบความสำเร็จ จึงอยากศึกษาและพิสูจน์ด้วยตนเองว่าการปลูกทุเรียนมีความยากง่ายเพียงใด
.
สำหรับสายพันธุ์ยาวลิ้นจี่ ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของสวน เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่ยังมีผู้ปลูกไม่มาก โดยนำต้นพันธุ์มาจาก อ.เบตง จ.ยะลา มีจุดเด่นคือเนื้อละเอียด รสชาติไม่หวานจัด และมีกลิ่นหอมคล้ายดอกไม้ป่า แตกต่างจากกลิ่นทุเรียนทั่วไป จึงมองว่าน่าจะเป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่หรือผู้ที่ไม่ชอบกลิ่นทุเรียนแรง
.
ปัจจุบันสวนแห่งนี้ปลูกทุเรียนสายพันธุ์ยาวลิ้นจี่ไว้ประมาณ 140 ต้น แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงการเจริญเติบโต โดยในปีนี้มีต้นที่เริ่มให้ผลผลิตและคาดว่าจะได้ชิมผลผลิตแรกประมาณ 2 ต้น ให้ผลผลิตรวมกว่า 40 ลูก จุดเด่นของทุเรียนสายพันธุ์นี้คือ ในระยะผลอ่อนจะมีรูปทรงค่อนข้างยาวรีคล้ายฟักเขียว และมีปลายหนามสีแดงอมชมพูเป็นเอกลักษณ์ แตกต่างจากทุเรียนสายพันธุ์ทั่วไป ซึ่งเจ้าของสวนตั้งใจนำมาทดลองตลาดและเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคชาวตรังได้รู้จักทุเรียนสายพันธุ์หายากชนิดนี้มากขึ้น แม้ที่ อ.เบตง จ.ยะลา จะมีการจำหน่ายในราคาสูงถึงกิโลกรัมละประมาณ 2,000 บาท แต่ตั้งใจจะกำหนดราคาให้เหมาะสมเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่าย
.
นายสนิท กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่สวนทุเรียนเริ่มให้ผลผลิต หลังปลูกมาเป็นระยะเวลา 4 ปี 6 เดือน โดยต้นทุเรียนมีความสมบูรณ์ดี มีการประเมินและทำเครื่องหมายแยกแต่ละต้นเพื่อใช้ติดตามการเจริญเติบโตและคุณภาพผลผลิตอย่างใกล้ชิด
.
ในด้านการดูแลรักษา ตนเองให้ความสำคัญกับการป้องกันมากกว่าการแก้ไข โดยดูแลความสะอาดบริเวณโคนต้น ป้องกันการเกิดเชื้อรา และรักษาความสมบูรณ์ของต้นไม้ให้แข็งแรง เพราะมองว่าหากต้นทุเรียนมีสุขภาพดี โอกาสเกิดโรคก็จะลดลง
.
ปัจจุบันมีต้นทุเรียนให้ผลผลิตประมาณ 115 ต้น โดยเฉลี่ยต้นละมากกว่า 20 ผล คาดว่าจะมีผลผลิตรวมกว่า 2,000 ผล น้ำหนักเฉลี่ยผลละมากกว่า 2 กิโลกรัม ส่วนหมอนทองมีน้ำหนักเฉลี่ยมากกว่า 3 กิโลกรัมต่อผล ขณะนี้สายพันธุ์มูซังคิงและหนามดำเริ่มทยอยสุกและจำหน่ายแล้ว ส่วนหมอนทองคาดว่าจะออกสู่ตลาดในช่วงกลางเดือนมิถุนายน
.
สำหรับราคาจำหน่ายหน้าสวนและทางออนไลน์ ปัจจุบันมูซังคิงจำหน่ายกิโลกรัมละ 200 บาท ส่วนหนามดำจำหน่ายกิโลกรัมละ 300 บาท ขณะที่หมอนทองจะพิจารณาตามราคาตลาด โดยทุกผลจะมีการนับอายุตั้งแต่ระยะดอกบาน เพื่อให้เก็บเกี่ยวในช่วงที่ผลแก่จัดและมีคุณภาพดีที่สุด
.
นายสนิท กล่าวว่า แม้จะมีประสบการณ์จากการเป็นข้าราชการป่าไม้และมีความรู้เรื่องการดูแลต้นไม้ แต่การปลูกทุเรียนให้ได้ผลผลิตคุณภาพถือเป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่ต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง จึงได้เข้าปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านทุเรียนและศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ปลอดสารพิษ และเกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภค
.
เจ้าของสวนกล่าวอีกว่า ความสำเร็จของผลผลิตรุ่นแรกถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างมาก เพราะเป็นสิ่งที่เกิดจากความตั้งใจและความมุ่งมั่น โดยเงินลงทุนส่วนใหญ่ได้มาจากการกู้ยืมผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เนื่องจากไม่มีเงินทุนของตนเอง แต่ได้รับการสนับสนุนและติดตามให้คำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง
.
ในด้านรายได้ นายสนิทประเมินว่า หากต้นทุเรียนอายุประมาณ 5 ปี และให้ผลผลิตตามเป้าหมาย โดยเฉพาะสายพันธุ์หนามดำที่จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 300 บาท ต้นหนึ่งอาจให้ผลผลิตไม่น้อยกว่า 50 กิโลกรัม หรือมีมูลค่าประมาณ 15,000 บาทต่อต้น อย่างไรก็ตาม ยังต้องคำนึงถึงต้นทุนการผลิตทั้งค่าปุ๋ย ค่าดูแลรักษา และค่าแรงงาน ซึ่งสวนแห่งนี้มีการจ้างแรงงานชาวบ้านในพื้นที่ตัดหญ้าทุก 25 วัน เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชน
.
นายสนิท ยอมรับว่า การปลูกทุเรียนเป็นงานที่ท้าทาย เนื่องจากมีโรคและปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน จึงไม่คาดหวังผลตอบแทนสูงเกินไป แต่เชื่อว่าหากต้นทุเรียนมีอายุมากขึ้น เข้าสู่ช่วง 7-8 ปี และมีความแข็งแรงเต็มที่ ผลผลิตก็จะเพิ่มขึ้นตามลำดับ ซึ่งหากเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ก็จะเป็นรายได้ที่เหมาะสมและคุ้มค่ากับการลงทุน
.
ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสั่งจองทุเรียนจากเพจ “สวนลุงหนิด Trang durian farm” หรือสามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 063-235-9445
///
ข่าวที่เกี่ยวข้อง












