back
"ตาดีกา" และการศึกษาชายแดนใต้ ความจริงที่สังคมควรเข้าใจ
21 พ.ค. 2569 13:56
View: 99

Shukur Dina
"ตาดีกา" และการศึกษาชายแดนใต้
ความจริงที่สังคมควรเข้าใจ
:เรียบเรียงโดย
ดร.ไพศาล อาแซ
Dr.Faisal Asae
นายกสมาคมการศึกษาเอกชน จังหวัดยะลา
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเด็นเกี่ยวกับ "ตาดีกา" และการศึกษาศาสนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้
มักถูกพูดถึงผ่านมิติความมั่นคง ข่าวสารในโลกออนไลน์ หรือภาพจำเก่าในอดีต จนทำให้เกิดความเข้าใจ
คลาดเคลื่อนในสังคมจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะข้อกล่าวหาว่า "เด็กใต้ไม่เรียนภาษาไทย" หรือ
"การศึกษาศาสนาเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสังคม"ความเข้าใจเหล่านี้ไม่เพียงแต่บิดเบือน ภาพความเป็นจริง
ของชุมชน แต่ยังสร้างความแตกแยกที่ไม่จำเป็นระหว่างผู้คนในสังคมไทย สิ่งที่จำเป็นในวันนี้คือ การหัน
มามองอย่างรอบด้านด้วยความเข้าใจ มากกว่าการตัดสินจากระยะไกลด้วยความหวาดระแวง หากพิจารณา
อย่างรอบด้าน จะพบว่าความจริงของพื้นที่แห่งนี้ มีความซับซ้อนและลึกซึ้งกว่านั้นมาก
ตาดีกา คืออะไร ?
"ตาดีกา" (Tadika) มาจากภาษามลายู มีความหมายว่า "ศูนย์การศึกษา" หรือ "สถานที่สอน" คำนี้มี
รากเหง้า มาจากคำว่า taman didikan kanak-kanak ซึ่งหมายถึงสวนการเรียนรู้ของเด็กๆ สะท้อนให้เห็น
ถึงปรัชญาการเรียนรู้ที่อ่อนโยนและเป็นธรรมชาติ
ในบริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตาดีกา คือศูนย์การเรียนรู้ ศาสนาอิสลามระดับพื้นฐานของชุมชน
ซึ่งมักจัดการเรียนการสอนภายในมัสยิดหรือศูนย์กลางชุมชน บางแห่งดำเนินการในอาคารชุมชนเฉพาะ
หรือบ้านของผู้นำศาสนา ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่ชุมชนให้ความไว้วางใจและเคารพนับถือ
เป้าหมายสำคัญของตาดีกา คือการปลูกฝังศรัทธา คุณธรรม จริยธรรม และอัตลักษณ์ทาง
วัฒนธรรมให้แก่เด็ก และเยาวชน ควบคู่กับการเรียนรู้พื้นฐานทางศาสนา เช่น
● การอ่านอัลกุรอาน — ทั้งการออกเสียง การท่อง และการทำความเข้าใจความหมาย
● การละหมาด — ทั้งหลักการและการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
● มารยาทอิสลาม — ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว และชุมชน
● ภาษามลายูยาวีและภาษาอาหรับเบื้องต้น — ซึ่งเป็นรากฐานของการศึกษาศาสนาในระดับสูงขึ้นไป
หน้า 1
ตาดีกา และการศึกษาชายแดนใต้ | Dr.Faisal Asae
● ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอิสลาม — เพื่อให้เด็กเข้าใจที่มาของตนเองและภูมิใจในรากเหง้า
ตาดีกาจึงไม่ใช่ "โรงเรียนลับ" หรือ "พื้นที่ปิด" อย่างที่บางคนเข้าใจ แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้ของชุมชนที่ดำรงอยู่
คู่สังคมมลายูมุสลิมมายาวนานนับร้อยปี ตาดีกาทำหน้าที่คล้ายคลึงกับ "โรงเรียนวัด" ในบริบทพุทธศาสนา
กล่าวคือเป็นกลไกสำคัญในการถ่ายทอดคุณค่าและวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น
บริบทประวัติศาสตร์ : ทำไมตาดีกาจึงสำคัญต่อชุมชน
เพื่อเข้าใจตาดีกาอย่างแท้จริง จำเป็นต้องเข้าใจบริบทประวัติศาสตร์ของพื้นที่ก่อนจังหวัดชายแดน
ภาคใต้ ประกอบด้วยจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางส่วนของสงขลา มีประชากรส่วนใหญ่
นับถือศาสนาอิสลามและมีรากเหง้าทางวัฒนธรรมมลายู ภูมิภาคนี้มีประวัติศาสตร์ อันยาวนาน
ในฐานะอาณาจักรปาตานีก่อนที่จะรวมเข้ากับสยามในปี พ.ศ. 2452
ศาสนาอิสลามไม่ได้เป็นเพียง แค่ความเชื่อ ส่วนบุคคล แต่เป็นแกนกลางของวิถีชีวิต วัฒนธรรม ภาษา
และอัตลักษณ์ของชุมชน ตาดีกาจึงทำหน้าที่เป็น "สถาบันทางสังคม" ที่สำคัญในการธำรงรักษา
สิ่งเหล่านี้ไว้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกการเข้าใจมิติประวัติศาสตร์นี้ ไม่ได้หมายความ
ว่าเราต้องยอมรับทุกสิ่งโดยไม่ตั้งคำถาม แต่ช่วยให้เราเข้าใจว่า ทำไมตาดีกา จึงยังดำรงอยู่
และมีความหมายอย่างลึกซึ้งต่อผู้คนในพื้นที่
เด็กใต้ "ไม่เรียนภาษาไทย" จริงหรือ ?
หนึ่งในข้อกล่าวหาที่ถูกพูดถึงบ่อย คือ "เด็กชายแดนใต้ไม่เรียนภาษาไทย" หรือ "พูดไทยไม่ได้"
ซึ่งมักถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการมองว่าเด็กในพื้นที่ "แปลกแยก" จากสังคมไทย
ความจริงคือ เ ด็กในจังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนใหญ่ เ ร ียนตามระบบการศึกษา
ของกระทรวงศึกษาธิการเหมือนเด็กไทยทั่วประเทศ พวกเขาเรียนภาษาไทยในโรงเรียนประถมและมัธยม
ใช้หนังสือเรียนภาษาไทย สอบ O-NET, NT, TGAT และเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัย เช่นเดียวกับ
นักเรียนไทยทุกภูมิภาคบัณฑิตจากพื้นที่ชายแดนใต้จำนวนมากสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในไทย
และต่างประเทศ บางคนเป็นแพทย์ วิศวกร นักวิชาการ นักกฎหมาย หรือแม้แต่ผู้บริหารองค์กรระดับชาติ
สิ่งที่แตกต่าง คือเด็กจำนวนมากเติบโตใน "สังคมพหุภาษา" โดยใช้
● ภาษามลายูถิ่น ในครอบครัวและสังคมชุมชน
● ภาษาไทย ในระบบการศึกษาและการติดต่อราชการ
● ภาษาอาหรับ ในบริบทศาสนา
หน้า 2
ตาดีกา และการศึกษาชายแดนใต้ | Dr.Faisal Asae
● ภาษามลายูกลาง ในการสื่อสารกับชุมชนมุสลิมในภูมิภาค
● ภาษาอังกฤษ ในบริบทของโลกสมัยใหม่และโอกาสทางการศึกษา
ดังนั้น เด็กชายแดนใต้จำนวนมากจึงเป็น "เด็กหลายภาษา" (Multilingual) โดยธรรมชาติ การมีสำเนียง
ที่แตกต่างจากภาคกลาง ไม่ได้หมายความว่า "ไม่เข้าใจภาษาไทย" เช่นเดียวกับคนไทยในภาคเหนือ อีสาน หรือใต้
ตอนล่าง ที่มีสำเนียงเฉพาะของตนเอง
แน่นอนว่า ในบางพื้นที่ยังคงมีปัญหาทักษะภาษาไทยอยู่จริง โดยเฉพาะพื้นที่ชนบทห่างไกล
ที่ขาดแคลนครูและทรัพยากร ซึ่งเป็นโจทย์ด้าน คุณภาพและความเสมอภาคทางการศึกษา
ไม่ใช่การปฏิเสธภาษาไทยหรือความเป็นไทย
ตาดีกา กับ "พหุภาษา" : ทุนทางปัญญาที่ถูกมองข้าม
ปัจจุบัน เด็กทุกคนในพื้นที่เรียนภาษาไทยในโรงเรียนประถมตามระบบปกติ และในช่วงวันเสาร์-
อาทิตย์หรือช่วงเวลาหลังเลิกเรียน พวกเขายังเรียนรู้พหุภาษาในตาดีกา ผ่านการศึกษาศาสนา ภาษามลายูยาวี
และภาษาอาหรับเบื้องต้น
ในมุมของการศึกษาสมัยใหม่และวิทยาศาสตร์ด้านสมอง นี่ไม่ใช่ข้อด้อย แต่คือ "ทุนทางปัญญา"
ที่สำคัญ งานวิจัยด้านประสาทวิทยาและภาษาศาสตร์ชี้ชัดว่า เด็กที่เติบโตในสภาพแวดล้อม หลายภาษา
มีพัฒนาการด้านความยืดหยุ่นทางความคิด (Cognitive Flexibility) ที่ดีกว่า มีความสามารถในการ แก้ปัญหา
และประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อนได้ดีกว่าเฉลี่ย
ประเทศอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ ฟินแลนด์ หรือหลายประเทศในยุโรป ต่างสนับสนุนการเติบโต
ในสังคมหลายภาษาอย่างจริงจัง เพราะช่วยพัฒนาทักษะการคิด การสื่อสาร และการเข้าใจวัฒนธรรม
ที่หลากหลาย ซึ่งล้วนเป็นสมรรถนะสำคัญของพลเมืองในศตวรรษที่ 21
ยิ่งไปกว่านั้น ความสามารถทางภาษามลายูยังเปิดประตู ให้เด็กในพื้นที่สามารถ เชื่อมต่อกับตลาด
อาเซียนในมาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน และสิงคโปร์ นับเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมสำหรับคนรุ่นใหม่
หลักสูตรศาสนาในวันนี้ พัฒนาไปไกลแล้ว
อีกหนึ่งภาพจำที่ยังตกค้างในสังคม คือการมองว่า "การศึกษาศาสนา" ยังล้าหลังและ ไม่เชื่อมโยง
กับโลกสมัยใหม่
หน้า 3
ตาดีกา และการศึกษาชายแดนใต้ | Dr.Faisal Asae
แต่ในความเป็นจริง โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้พัฒนาอย่าง
ต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ในปัจจุบัน โรงเรียนจำนวนมากมีการ จัดการเรียน การสอนที่ผสมผสาน
อย่างครบถ้วนทั้ง
● ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาอาหรับ
● วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีดิจิทัล
● ทักษะแห่งอนาคต เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกัน
● การใช้ AI และเครื่องมือดิจิทัลในการเรียนรู้
● ทักษะชีวิตและการเป็นผู้ประกอบการ
การพัฒนาหลักสูตรอิสลามศึกษา พ.ศ. 2569 ยังสะท้อนให้เห็นถึงความพยายาม อย่างจริงจัง
ในการยกระดับการศึกษาให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ ทั้งในด้านสมรรถนะผู้เรียน การคิดวิเคราะห์ Active
Learning และการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม จาก "การศึกษาศาสนาแบบดั้งเดิม" กำลังก้าวสู่
"การศึกษาศาสนาแห่งอนาคต" ที่สมดุลระหว่างรากเหง้าและโลกยุคใหม่
บทบาทของครูและผู้นำชุมชน : กำลังสำคัญที่มองไม่เห็น
ท่ามกลางการถกเถียงในระดับนโยบาย มักมีกลุ่มคนสำคัญที่ถูกมองข้ามไปเสมอ นั่นคือ
ครูและผู้นำศาสนา ที่ทำงานในตาดีกาทั่วจังหวัดชายแดนภาคใต้คนเหล่านี้ จำนวนมากทุ่มเท ชีวิตเพื่อ
การศึกษาของเยาวชน หลายคนได้รับค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย แต่ยังคงทำงานด้วยความศรัทธา
และความรักต่อชุมชน พวกเขาคือ "ฮีโร่ที่ไม่มีสปอตไลต์" ผู้ซึ่งสร้างรากฐานชีวิตให้แก่เด็กๆ นับหมื่นคนทุกปี
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้นำศาสนาในพื้นที่ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพ การเจรจา และการสร้างความ
ไว้วางใจ ระหว่างชุมชนกับภาครัฐ เสียงของพวกเขาคือเสียงที่ควรได้รับการรับฟัง ไม่ใช่การถูกมองด้วยความสงสัย
ความท้าทายที่ยังมีอยู่จริง : มองตรงๆ โดยไม่ตัดสิน
การพูดถึงตาดีกาอย่างสมดุล ไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งสมบูรณ์แบบโดยไม่มีข้อควรพัฒนา
ความท้าทายที่ยังมีอยู่จริงและต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ได้แก่
ด้านทรัพยากร หลายตาดีกายังขาดแคลนวัสดุการเรียน อุปกรณ์เทคโนโลยี และพื้นที่ที่เหมาะสม
การสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชนในด้านนี้ยังไม่เพียงพอ
หน้า 4
ตาดีกา และการศึกษาชายแดนใต้ | Dr.Faisal Asae
ด้านมาตรฐานหลักสูตร แม้ว่าหลายแห่งจะพัฒนาไปมาก แต่ยังมีความแตกต่างในคุณภาพ
ระหว่างตาดีกาในพื้นที่เมืองและชนบท ซึ่งต้องการการยกระดับมาตรฐานอย่างเป็นระบบ
ด้านการบูรณาการ การเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เรียนในตาดีกา กับระบบการศึกษา หลักยังต้องการ
การพัฒนา เพื่อให้เด็กสามารถนำความรู้จากทั้งสองระบบมาใช้ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านการสื่อสาร ยังขาดช่องทางในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่สังคมวงกว้าง ทำให้ภาพของตาดีกา
ในสายตาคนนอกพื้นที่ยังคงถูกบิดเบือนด้วยความเข้าใจผิด
ความท้าทายเหล่านี้ควรได้รับการแก้ไขผ่านความร่วมมือ ไม่ใช่การตำหนิหรือการ กำหนด
นโยบายจากบนลงล่างโดยไม่รับฟังชุมชน
สิ่งที่สังคมไทยควรเข้าใจ : ก้าวข้ามความเหมารวม
โจทย์สำคัญของพื้นที่ชายแดนใต้ในวันนี้ ไม่ใช่การตั้งคำถามว่า "เด็กเรียนภาษาไทยหรือไม่" หรือ
"ตาดีกาสอนอะไร" แต่คือการออกแบบการศึกษาและนโยบายที่ทำให้เด็กสามารถ
● เก่งภาษาไทย และสื่อสารได้ในทุกบริบทของชีวิตพลเมือง
● รักษาอัตลักษณ์ของตนเอง ทั้งทางภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม
● เข้าใจโลกสมัยใหม่ และมีทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21
● เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ ที่มีทั้งความรู้ คุณธรรม และความสามารถในการอยู่ร่วมกัน
● ภาคภูมิใจในรากเหง้า ขณะเดียวกันก็เปิดรับโลกที่กว้างกว่า
การรักษาภาษามลายูยาวี หรืออัตลักษณ์ท้องถิ่น ไม่ได้แปลว่า "ปฏิเสธความเป็นไทย" ตรงกันข้าม
ความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรม คือส่วนหนึ่งของสังคมไทยมาโดยตลอด สังคมที่เข้มแข็งไม่ได้
เกิดจากความเหมือนกันทุกประการ แต่เกิดจากความเคารพต่อความแตกต่าง และการอยู่ร่วมกัน
อย่างให้เกียรติกัน
ข้อเสนอเพื่อก้าวไปข้างหน้าร่วมกัน
การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต้องเกิดจากความร่วมมือทุกฝ่าย ต่อไปนี้คือแนวทางที่อาจเป็นประโยชน์
สำหรับภาครัฐ ควรสนับสนุนทรัพยากร และโครงสร้างพื้นฐาน ให้แก่ตาดีกา และโรงเรียน
เอกชนสอนศาสนา รวมถึงออกแบบนโยบายที่สอดคล้อง กับบริบท พหุวัฒนธรรมและ รับฟังเสียง
ชุมชนอย่างแท้จริง
หน้า 5
ตาดีกา และการศึกษาชายแดนใต้ | Dr.Faisal Asae
สื่อมวลชน ควรนำเสนอข้อมูลที่ครบถ้วนและหลากหลายมิติ หลีกเลี่ยงการตอกย้ำภาพแบบเหมารวม
และเปิดพื้นที่ให้คนในชุมชนได้พูดถึงตัวเองในแบบที่พวกเขาต้องการ
สำหรับสังคมโดยรวม ควรเปิดใจรับฟังก่อนตัดสิน ลองทำความรู้จักกับพื้นที่ผ่านการอ่าน การเดินทาง
หรือการพูดคุยกับคนในพื้นที่โดยตรง
สำหรับชุมชนในพื้นที่ การเปิดกว้างและการสื่อสารกับสังคมภายนอกก็สำคัญเช่นกัน การแบ่งปันเรื่องราว
ความสำเร็จ และความท้าทายอย่างตรงไปตรงมา จะช่วยสร้างความเข้าใจที่แท้จริงได้ดีกว่าการเงียบเชียบ
บทสรุป : ก้าวข้ามความหวาดระแวง สู่ความเข้าใจที่แท้จริง
ตาดีกา คือพื้นที่เรียนรู้ของชุมชน ไม่ใช่พื้นที่แห่งความหวาดระแวเด็กชายแดนใต้
ส่วนใหญ่เรียนภาษาไทย และใช้ชีวิตในระบบการศึกษาไทยตามปกติ ขณะเดียวกัน พวกเขายังเติบโต
ในบริบทพหุภาษาและพหุวัฒนธรรม ซึ่งควรถูกมองว่าเป็น "ศักยภาพ" มากกว่า "ปัญหา"
การศึกษาอิสลาม ในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ หากแต่กำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง
เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีทั้งความรู้ คุณธรรม และความสามารถในการอยู่ร่วมกับโลกยุคใหม่อย่างสมดุล
ประเทศไทยจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง ต่อเมื่อไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และไม่มองความแตกต่าง
ว่าเป็นภัยคุกคาม แต่มองว่าเป็นความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การทะนุถนอม
"การเข้าใจ ย่อมดีกว่าการเหมารวม
การรับฟัง ย่อมดีกว่าการตัดสินจากระยะไกล
และการร่วมมือ ย่อมดีกว่าการแบ่งแยก"
บทความนี้มุ่งหวังให้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเข้าใจในสังคมไทย ผ่านการนำเสนอข้อมูลและมุมมอง
ที่หลากหลายหากมีข้อผิดพลาดหรือความคิดเห็นเพิ่มเติม ยินดีรับฟังทุกเสียงอย่างเปิดกว้าง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง




