back
ปอเนาะ: รากเหง้า วิวัฒนาการ และบทบาทในสังคมชายแดนใต้ บทความวิชาการว่าด้วยพัฒนาการ อัตลักษณ์ และมิติความมั่นคงของสถาบันศึกษาปอเนาะ
21 พ.ค. 2569 17:23
View: 10

Shukur Dina
ปอเนาะ: รากเหง้า วิวัฒนาการ
และบทบาทในสังคมชายแดนใต้
บทความวิชาการว่าด้วยพัฒนาการ อัตลักษณ์ และมิติความมั่นคงของสถาบันศึกษาปอเนาะ
เรียบเรียงโดย ดร.ไพศาล อาแซ
บทนำ
สถาบันศึกษาปอเนาะถือเป็นหนึ่งในสถาบันทางสังคม ศาสนา และวัฒนธรรมที่เก่าแก่และมีรากฐานลึกที่สุดของสังคมมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางส่วนของสงขลา ปอเนาะมิได้เป็นเพียง "สถานศึกษา" ในนิยามของระบบโรงเรียนสมัยใหม่เท่านั้น หากแต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการหล่อหลอมจิตวิญญาณ ถ่ายทอดองค์ความรู้ศาสนา สร้างผู้นำชุมชน และธำรงอัตลักษณ์มลายูมุสลิมที่สืบทอดมายาวนานหลายศตวรรษ
ในบริบทร่วมสมัยที่มีความซับซ้อน ปอเนาะถูกมองจากหลายมิติพร้อมกัน ทั้งในฐานะมรดกทางอารยธรรม สถาบันการศึกษาที่กำลังปรับตัว และในบางครั้งถูกตีความในมิติความมั่นคงที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคม บทความนี้จึงมุ่งนำเสนอภาพรวมอย่างรอบด้าน ตั้งแต่ต้นกำเนิด วิวัฒนาการ บทบาทในสังคม จนถึงมิติความมั่นคงและความท้าทายร่วมสมัย
๑. ต้นกำเนิดของปอเนาะ: จากโลกอาหรับสู่คาบสมุทรมลายู
๑.๑ รากเหง้าในโลกมุสลิม
คำว่า "ปอเนาะ" มาจากภาษามลายูปัตตานีที่เพี้ยนมาจากคำว่า "ปนโดะก์" (Pondok) ซึ่งหมายถึงกระท่อมหรือที่พักอาศัย สะท้อนภาพในอดีตที่ผู้เรียนจะสร้างกระท่อมเล็ก ๆ รอบบ้านของโต๊ะครูเพื่ออยู่ศึกษาเล่าเรียนศาสนาอิสลาม รากเหง้าของระบบการเรียนแบบนี้สืบย้อนไปถึงยุคแรกเริ่มของอิสลาม เมื่อนักศึกษาในอดีตเดินทางไกลและพักแรมเป็นปีเพื่อเล่าเรียนกับปรมาจารย์ ระบบปอเนาะแพร่หลายเข้าสู่ทวีปเอเชียผ่านนักวิชาการอิสลามจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะจากซาอุดีอาระเบียและเยเมน ก่อนจะเผยแพร่เข้าสู่คาบสมุทรมลายูและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
๑.๒ ปอเนาะแห่งแรกและร่องรอยทางประวัติศาสตร์
จากการสำรวจของศูนย์พัฒนาการศึกษา จังหวัดยะลา เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๑ พบว่าปอเนาะที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีหลักฐานเปิดสอนตั้งแต่ราว พ.ศ. ๒๔๔๒ ปอเนาะแห่งแรกในจังหวัดชายแดนภาคใต้คือ ปอเนาะกัวลาบือเกาะ ซึ่งก่อตั้งโดยบุตรของชาวเยเมนที่เดินทางเข้ามาเผยแพร่อิสลาม ปอเนาะที่เก่าแก่รุ่นแรก ๆ ได้แก่:
• ปอเนาะสะนอญันญาร ก่อตั้งราว พ.ศ. ๒๑๔๓ (ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17)
• ปอเนาะปันนัดายอ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๐ (ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19)
๑.๓ ปัตตานี: "ระเบียงแห่งมักกะห์"
ในอดีต พื้นที่ปัตตานีได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในศูนย์กลางวิชาการอิสลามสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวจามจากกัมพูชาและเวียดนามถึงขั้นยกย่องให้ปัตตานีเป็น "กิบลัตที่สอง" และส่งบุตรหลานเดินทางมาศึกษาศาสนาที่นี่อย่างต่อเนื่อง เครือข่ายนักวิชาการอิสลามที่ผ่านการศึกษาจากปัตตานีแผ่ขยายไปทั่วภูมิภาค ทำให้บทบาทของปอเนาะในพื้นที่มีนัยสำคัญต่อเครือข่ายวิชาการอิสลามระดับภูมิภาคโดยแท้
๒. ปอเนาะดั้งเดิม: ลักษณะโครงสร้างและบทบาทในสังคม
๒.๑ โครงสร้างการเรียนการสอน
ปอเนาะในอดีตมีลักษณะเป็นระบบการศึกษาแบบไม่เป็นทางการ ไม่มีการแบ่งชั้นปีหรือระบบวัดผลอย่างสมัยใหม่ แต่เน้นความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างครูกับศิษย์ การเรียนในปอเนาะจะนั่งกับพื้น เพื่อสอนให้ผู้เรียนรู้จักถ่อมตนและไม่แบ่งแยกชั้นสูงชั้นต่ำ เปิดรับผู้เรียนตั้งแต่วัยเด็กและเรียนได้ตลอดชีวิต วิชาที่สอน ได้แก่:
• อะกีดะห์ (หลักความศรัทธา) และอัลกุรอาน
• หะดีษ (คำสอนของศาสดา) และฟิกฮ์ (นิติศาสตร์อิสลาม)
• ภาษาอาหรับ ประวัติศาสตร์ และดาราศาสตร์อิสลาม
๒.๒ โต๊ะครู: บทบาทที่เกินกว่าการสอน
โต๊ะครูหรือ "บาบอ" ในอดีตมิได้มีบทบาทเพียงนักวิชาการผู้สอนศาสนาเท่านั้น หากแต่ยังเป็น:
• ผู้นำทางจิตวิญญาณและที่พึ่งทางใจของชุมชน
• ผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในสังคมตามหลักอิสลาม
• ผู้ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายอิสลาม (ฟัตวา)
• ผู้นำชุมชนที่ประชาชนให้ความเคารพนับถือ
การเปิดปอเนาะถือเป็นวิทยาทาน ไม่เก็บค่าเล่าเรียน โต๊ะครูมีรายได้จากการบริจาค (ศอดะเกาะห์) หรือซะกาต สายสัมพันธ์ระหว่างโต๊ะครูกับศิษย์จึงเป็นความผูกพันทางวิชาการและจิตวิญญาณที่ลึกซึ้งกว่าระบบครู-นักเรียนในโรงเรียนสมัยใหม่
๓. วิวัฒนาการสู่สถาบันการศึกษาสมัยใหม่
๓.๑ ยุคก่อนการเปลี่ยนแปลง (ก่อน พ.ศ. ๒๔๗๕)
ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ ปอเนาะดำเนินการอย่างอิสระในฐานะสถาบันของชุมชน โดยรัฐสยามยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นปล่อยให้ดินแดนดังกล่าวมีอำนาจปกครองตนเองเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งการคงกฎหมายอิสลามและระบบการศึกษาท้องถิ่น สนธิสัญญาอังกฤษ-สยาม พ.ศ. ๒๔๕๒ ยืนยันการปกครองของสยามเหนือดินแดนดังกล่าว แต่ระบบปอเนาะยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่ถูกรบกวน
๓.๒ หะยีสุหลงและการก่อตั้งโรงเรียนปอเนาะ (พ.ศ. ๒๔๗๖)
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ หะยีสุหลง อับดุลกอเดร์ โต๊ะมีนา นักวิชาการอิสลามผู้กลับมาจากการศึกษาที่นครมักกะห์ ได้สังเกตเห็นว่าชุมชนมุสลิมในปัตตานีบางส่วนยังปฏิบัติผิดหลักศาสนา จึงริเริ่มระดมทุนสร้างโรงเรียนสอนศาสนาที่ถูกต้องตามหลักอิสลาม กล่าวได้ว่านี่คือจุดเริ่มต้นของโรงเรียนปอเนาะแห่งแรกที่ปัตตานีในรูปแบบที่มีโครงสร้างชัดเจนยิ่งขึ้น ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๙๐ หะยีสุหลงยังได้ยื่นข้อเรียกร้อง ๗ ข้อต่อรัฐบาล รวมถึงการขอให้ใช้ภาษามลายูเป็นภาษากลางในการสอนระดับประถมศึกษา
๓.๓ ยุคนโยบายกลืนวัฒนธรรม (พ.ศ. ๒๔๘๖–๒๔๙๐)
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม ริเริ่มกระบวนการ "แผลงเป็นไทย" อันเป็นนโยบายกลืนวัฒนธรรมชาติพันธุ์ต่าง ๆ รวมทั้งชาวปาตานี มีการบังคับใช้กฎหมายแพ่งไทยแทนกฎหมายอิสลาม หลักสูตรโรงเรียนถูกปรับให้ยึดไทยเป็นศูนย์กลางและสอนเป็นภาษาไทย นโยบายดังกล่าวส่งผลให้ปอเนาะกลายเป็นพื้นที่ "ต้านทาน" ทางวัฒนธรรมที่สำคัญ ชุมชนมลายูมุสลิมใช้ปอเนาะเป็นฐานรักษาอัตลักษณ์ของตนท่ามกลางแรงกดดันจากการกลืนวัฒนธรรม
๓.๔ ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๗: การรับรองสถานะปอเนาะ
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยสถาบันการศึกษาปอเนาะ พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งเปิดโอกาสให้ปอเนาะที่ไม่ต้องการแปรสภาพเป็นโรงเรียนสามารถขึ้นทะเบียนรับรองสถานะและรับการสนับสนุนจากรัฐได้ ในขณะที่ปอเนาะที่ต้องการเข้าระบบโรงเรียนสามารถแปรสภาพเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภายใต้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ปัจจุบันในพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้มีสถาบันศึกษาปอเนาะทั้งหมด ๔๔๑ แห่ง
๔. มิติความมั่นคง: มุมมองรัฐและความเป็นจริงที่ซับซ้อน
๔.๑ ปอเนาะในสายตาของฝ่ายความมั่นคง
ปอเนาะในบางยุคถูกมองจากมุมความมั่นคงด้วยความระแวงสงสัย เนื่องจากในช่วงที่มีความรุนแรงปะทุขึ้นโดยเฉพาะหลัง พ.ศ. ๒๕๔๗ มีข้อกล่าวอ้างว่ากลุ่มก่อการร้าย โดยเฉพาะกลุ่มบีอาร์เอ็น (BRN) ใช้วิธีการแฝงตัวเข้าไปในมัสยิด ปอเนาะ และโรงเรียนตาดีกา เพื่ออำพรางสถานภาพการปฏิบัติงาน อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ การที่กลุ่มก่อการร้ายพยายาม "แทรกซึมเข้าสู่" สถาบัน มิได้หมายความว่าสถาบันนั้นเป็นแหล่งเพาะพันธุ์การก่อการร้ายโดยธรรมชาติ
๔.๒ กรณีดราม่าแม่ทัพภาค ๔ (เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙): บทเรียนสำคัญ
เหตุการณ์ล่าสุดที่สะท้อนความตึงเครียดระหว่างมิติความมั่นคงกับปอเนาะได้อย่างชัดเจน คือกรณีเมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙ ที่ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ ๔ ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ได้กล่าวพาดพิงว่าสถาบันปอเนาะและตาดีกาเป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อการร้าย คำพูดดังกล่าวจุดชนวนกระแสโต้กลับรุนแรงจากชุมชนมลายูมุสลิม จนในที่สุดเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙ พล.ท.นรธิป ได้กล่าวขอโทษพี่น้องประชาชนต่อหน้าสื่อมวลชน ยอมรับว่าเกิดจากการสื่อสารผิดพลาด
๔.๓ แนวทางที่สมดุล: ความมั่นคงและการเคารพอัตลักษณ์
แนวทางที่เหมาะสมต่อปอเนาะในมิติความมั่นคงควรเป็น:
1. การรับรองและพัฒนา ไม่ใช่การควบคุมหรือกดปราบ
2. การสร้างความร่วมมือกับโต๊ะครูและผู้นำชุมชน
3. การแยกแยะระหว่างสถาบันปอเนาะโดยรวมกับบุคคลที่อาจมีความเชื่อมโยงกับขบวนการ
4. การสนับสนุนทางวิชาการเพื่อให้ปอเนาะเป็นพันธมิตรในการสร้างสันติสุข
๕. ปอเนาะกับประเด็นภาษาและการศึกษาสามัญ
ข้อกล่าวหาที่มักปรากฏในสังคมคือ "ปอเนาะไม่สอนภาษาไทย" หรือ "เด็กปอเนาะพูดภาษาไทยไม่ได้" ความจริงมีความซับซ้อนกว่า เด็กในจังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนใหญ่เติบโตในสภาพแวดล้อมของพหุภาษา กล่าวคือใช้ภาษามลายูถิ่นเป็นภาษาแม่ในชีวิตประจำวัน ภาษาไทยเป็นภาษาทางการและการศึกษาในระบบ ภาษาอาหรับในวิชาศาสนา และภาษาอังกฤษในระบบการศึกษาสมัยใหม่ การที่เด็กบางคนใช้ภาษามลายูในชีวิตประจำวัน จึงมิได้หมายความว่า "ไม่รู้ภาษาไทย" แต่สะท้อนบริบทสังคมพหุวัฒนธรรมที่เป็นจริงของพื้นที่
๖. บทบาทของ สกร. (กศน.) กับสถาบันศึกษาปอเนาะ: กลไกเชื่อมต่อสองโลก
สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ หรือ "สกร." (เดิมคือ กศน.) ถือเป็น "กลไกเชื่อมต่อ" สำคัญระหว่างระบบการศึกษาศาสนาดั้งเดิมของปอเนาะกับระบบการศึกษาของรัฐสมัยใหม่ กล่าวได้ว่า สกร. ไม่ได้เข้ามาแทนปอเนาะ แต่เข้ามา "เติมโอกาสทางการศึกษา" ให้ผู้เรียนปอเนาะ โดยไม่ทำลายอัตลักษณ์และรากฐานทางศาสนาของสถาบัน
๖.๑ ที่มาและความจำเป็นของความร่วมมือ
เดิมทีปอเนาะจำนวนมากเน้นการศึกษาศาสนาเป็นหลัก ไม่มีวุฒิสามัญ และไม่ได้จัดการศึกษาตาม พ.ร.บ.การศึกษาภาคบังคับ ส่งผลให้ผู้เรียนบางส่วนประสบปัญหาด้านโอกาสทางสังคมและการประกอบอาชีพ รัฐจึงใช้ กศน. (ปัจจุบันคือ สกร.) เข้าไปทำงานร่วมกับปอเนาะ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก ๓ ประการ ได้แก่:
5. เติมการศึกษาสามัญและวุฒิการศึกษาที่รัฐรับรอง
6. เติมโอกาสทางชีวิตให้ผู้เรียนสามารถศึกษาต่อและทำงานได้
7. เติมทักษะที่จำเป็นในโลกสมัยใหม่ โดยยังคงอัตลักษณ์ปอเนาะไว้
๖.๒ บทบาทสำคัญของ สกร. ในสถาบันศึกษาปอเนาะ
บทบาทของ สกร. ในการทำงานร่วมกับปอเนาะมีหลายมิติ ดังนี้
(๑) การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในรูปแบบนอกระบบ
สกร. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนปอเนาะสามารถเรียนในระดับประถมศึกษา มัธยมต้น และมัธยมปลายในรูปแบบการศึกษานอกระบบ โดยไม่จำเป็นต้องออกจากระบบปอเนาะ ผลที่ได้คือผู้เรียนได้รับวุฒิการศึกษาที่รัฐรับรอง สามารถสมัครเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยและสมัครงานได้ ซึ่งเป็นการเปิดประตูโอกาสที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับเยาวชนมลายูมุสลิมในพื้นที่
(๒) การสอนภาษาไทยและวิชาสามัญ
สกร. มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะที่จำเป็น ได้แก่:
• ภาษาไทย คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์พื้นฐาน
• ภาษาอังกฤษและทักษะดิจิทัล
• การติดต่อราชการและการใช้ชีวิตในสังคมร่วมสมัย
(๓) การพัฒนาทักษะอาชีพ
สกร. ดำเนินโครงการพัฒนาทักษะอาชีพร่วมกับปอเนาะ ครอบคลุมหลากหลายสาขา เช่น งานช่าง เกษตรกรรม คอมพิวเตอร์ ธุรกิจออนไลน์ การแปรรูปอาหาร งานเบเกอรี่ และงานหัตถกรรม เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะชีวิตที่จะสร้างรายได้และพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว
๖.๓ รูปแบบการทำงานร่วมกันในปัจจุบัน
ปัจจุบันการทำงานร่วมกันระหว่าง สกร. กับปอเนาะมีหลายรูปแบบ ได้แก่ การที่ สกร. เข้าไปเปิดชั้นเรียนในพื้นที่ปอเนาะโดยตรง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนศาสนาและสามัญควบคู่กันได้, การจัดศูนย์การเรียนร่วมที่เทียบวุฒิ, และโครงการเรียนควบคู่ที่ผู้เรียนศึกษาศาสนาในปอเนาะและเรียนสามัญกับ สกร. พร้อมกัน
๖.๔ เหตุใดบทบาท สกร. จึงสำคัญในบริบทชายแดนใต้
บริบทของจังหวัดชายแดนภาคใต้มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นของประเทศ ทั้งในด้านพหุภาษา พหุวัฒนธรรม ระบบศาสนาที่เข้มแข็ง และลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่บางชุมชนอยู่ห่างไกล หากรัฐบังคับใช้ "ระบบโรงเรียนแบบแข็งตัว" โดยไม่คำนึงถึงบริบทดังกล่าว อาจทำให้คนจำนวนหนึ่งหลุดออกจากระบบการศึกษาทั้งหมด สกร. จึงทำหน้าที่ "ออกแบบการศึกษาแบบยืดหยุ่น" ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนมลายูมุสลิม โดยทำงานร่วมกับปอเนาะ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม มัสยิด และชุมชนอย่างบูรณาการ
๖.๕ สกร. กับการพัฒนาในมิติร่วมสมัย
ในปัจจุบัน สกร. ในพื้นที่ชายแดนใต้พยายามพัฒนางานใน ๔ ด้านหลัก ได้แก่ การศึกษาพหุภาษาที่สอดคล้องกับบริบทภาษาแม่ของผู้เรียน การพัฒนาทักษะดิจิทัลและ Digital Literacy ในยุคสมัยใหม่ การส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิต และการเรียนรู้ตามบริบทวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนดำเนินการภายใต้หลักการที่ว่า "การเติมเต็มโอกาสทางการศึกษาโดยไม่ทำลายอัตลักษณ์ดั้งเดิมของปอเนาะ"
โดยสรุป สกร. มิใช่คู่ตรงข้ามหรือภัยคุกคามต่อปอเนาะ แต่เป็น "กลไกสนับสนุน" ที่ช่วยให้ผู้เรียนศาสนา เยาวชนชายแดนใต้ และชุมชนมลายูมุสลิมสามารถเชื่อมโยงกับโลกสมัยใหม่ ระบบการศึกษา และโอกาสทางสังคมได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังรักษารากฐานศาสนาและวัฒนธรรมของตนเองไว้ได้พร้อมกัน
บทสรุป
จากสำนักศาสนาที่ก่อตั้งโดยนักวิชาการจากเยเมนเมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว ปอเนาะได้พัฒนาและปรับตัวผ่านยุคสมัยต่าง ๆ มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุคที่เป็นศูนย์กลางวิชาการอิสลามระดับภูมิภาค ผ่านยุคที่ถูกแรงกดดันจากนโยบายกลืนวัฒนธรรม จนถึงยุคปัจจุบันที่กำลังแสวงหาสมดุลระหว่างอัตลักษณ์ดั้งเดิมกับโลกที่เปลี่ยนแปลง
สิ่งที่คงอยู่ตลอดการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นคือ "จิตวิญญาณของปอเนาะ" ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งคุณธรรม อัตลักษณ์ และการหล่อหลอมมนุษย์ตามหลักศาสนาอิสลาม การทำความเข้าใจปอเนาะอย่างรอบด้านจึงต้องมองให้ลึกกว่าภาพจำทางการเมืองหรือความมั่นคง และพิจารณาในฐานะสถาบันทางสังคมและวัฒนธรรมที่มีความสำคัญต่อทั้งประวัติศาสตร์และอนาคตของจังหวัดชายแดนภาคใต้ไทยอย่างแท้จริง
เอกสารอ้างอิง
มุฮัมหมัด เศาะฆีร. ประวัติปอเนาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้. อ้างใน Wikipedia ภาษาไทย. สืบค้นจาก https://th.wikipedia.org/wiki/ปอเนาะ
ศูนย์พัฒนาการศึกษา จังหวัดยะลา. (๒๕๒๑). รายงานการสำรวจปอเนาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้.
กาญจนา บุญยัง. (๒๕๔๙). ปอเนาะ รากเหง้าของปัญหาเยาวชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้: มุมมองของคนนอกพื้นที่. วารสารอินโดจีนศึกษา ฉบับวิกฤติการณ์ไฟใต้, 7(1): 307-345.
ซากีย์ พิทักษ์คุมพล. (๒๕๕๘). พัฒนาการและความเคลื่อนไหวของรัฐบาลไทยและกลุ่ม BRN ในการพูดคุยเพื่อสันติสุขชายแดนภาคใต้. วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น.
Thaiger Thailand. (๒๐ เมษายน ๒๕๖๙). เปิดประวัติ ปอเนาะ โรงเรียนสอนอิสลาม ทั่วภาคใต้ เรียนอะไรกันบ้าง. สืบค้นจาก https://thethaiger.com/th/news/1557787/
Thai PBS. (๑๗ เมษายน ๒๕๖๙). แม่ทัพภาค ๔ ขอโทษประชาชน ปมโรงเรียนปอเนาะ. สืบค้นจาก https://www.thaipbs.or.th/news/content/504731
ประชาไท. (๑๗ เมษายน ๒๕๖๙). โรงเรียนปอเนาะ-ตาดีกาคืออะไร สรุปปมร้อนคำพูดแม่ทัพภาค ๔. สืบค้นจาก https://prachatai.com/journal/2026/04/117105
ศิลปวัฒนธรรม. ปอเนาะ: สำนักตักสิลาในสังคม. สืบค้นจาก https://www.silpa-mag.com/history/article_8680
สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD). (๒๕๖๕). ชายแดนใต้/ปาตานี ๒๕๔๗-๒๕๖๔. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. สืบค้นจาก https://cscd.psu.ac.th/th/node/357
Thai PBS. (๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙). รู้จัก "ปอเนาะ-ตาดีกา-รร.ศาสนา" ความรู้คู่ขนานที่ชายแดนใต้. สืบค้นจาก https://www.thaipbs.or.th/news/content/254371
ข่าวที่เกี่ยวข้อง




