back
รัฐล้มเหลว “บริหารการจัดการศึกษาช่วงโควิด”เพราะใช้ยาสูตรเดียวแก้ปัญหาทั้งประเทศ
12 ก.พ. 2565 07:33
View: 692

Shukur Dina
รัฐล้มเหลว “บริหารการจัดการศึกษาช่วงโควิด”เพราะใช้ยาสูตรเดียวแก้ปัญหาทั้งประเทศ
#1.เด็กหลุดจากระบบการศึกษา
เกือบ 2 ปี ที่ผ่านมา การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ขยายภาพความเหลื่อมล้ำ ถ่างเส้นแบ่ง ‘ความยากจน’ (Poverty line) ให้ชัดขึ้น พร้อมกับชี้ให้เราเห็นว่า ไม่ว่าจะยืนตรงไหนของฐานพีระมิด รวยหรือจน ล้วนได้รับผลกระทบจากโรคอุบัติใหม่ทั้งสิ้น แต่บุคคลที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด กลับเป็นกลุ่มคนที่มีต้นทุนในชีวิตต่ำและยากจนที่สุดในประเทศ นอกจากปัญหาทางเศรษฐกิจแล้ว สิ่งที่กระทบไม่แพ้กันก็คือเรื่อง ‘การศึกษา’ ของเด็กยากจน
แม้ว่าทางรัฐบาลจะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ค่าใช้จ่ายที่พ่วงมากับระบบการศึกษาก็เป็นไปตามวลีที่บอกว่า ‘การศึกษาคือการลงทุน’ หลายครอบครัวไม่สามารถสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่ ‘งอก’ มาจากระบบการศึกษาได้ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบ นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของผลผลิตแห่งความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่ส่งผลกระทบในมิติอื่นอย่างเป็นทอดๆ จนกลายเป็นการส่งต่อความยากจน จากรุ่นสู่รุ่น จากพ่อแม่สู่ลูก เพราะไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษา และทำให้การขยับสถานะทางสังคมที่มีเปอร์เซ็นต์น้อยอยู่แล้ว ยิ่งตกต่ำลงไปอีก
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ให้ข้อมูลว่า จากการติดตามข้อมูลกลุ่มนักเรียนทุนเสมอภาค กลุ่มรอยต่อชั้น อนุบาล 3, ประถมศึกษาปีที่ 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า ในสถานการณ์โควิด-19 จากนักเรียนที่ได้รับเงินสนับสนุน 800 บาท จำนวน 294,454 คน มีนักเรียนที่ระบุว่าจะไม่เรียนต่อจำนวน 5,871 คน ส่วนนักเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 286,390 คน ระบุว่าจะไม่เรียนต่อ 5,654 คน เมื่อเปิดภาคเรียนการศึกษาที่ 1/2564 ที่ผ่านมา กลับพบว่ามีนักเรียนเข้าศึกษาต่อในฐานข้อมูลจำนวน 214,202 คน หรือคิดเป็น 79.8% โดยมีกลุ่มนักเรียนที่ไม่พบข้อมูลในระบบและนักเรียนที่ประสงค์ไม่เรียนต่อจำนวน 57,590 คน หรือ 21.1%
‘ความจน’ กลายเป็นเงื่อนไขขั้นพื้นที่ฐานที่ทำให้เด็กจำนวนมากในประเทศไม่สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษา และถูกความเหลื่อมล้ำทางสังคมผลักไสเข้าสู่ตลาดแรงงานตั้งแต่เด็ก ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ได้ให้ความเห็นว่า ระดับชั้นที่มีการหลุดออกจากระบบการศึกษา หรือตัดสินใจไม่เรียนต่อมากที่สุดคือ ช่วงจบการศึกษามัธยมที่ 3 เพราะหลุดจากการศึกษาภาคบังคับแล้ว
แต่กรณีที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นคือ ยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่เรียนไม่จบระดับประถมศึกษาอยู่ จากการทำแบบสำรวจสอบถามพบว่า ปัญหาความยากจนคือสาเหตุหลักทำให้เด็กต้องออกจากโรงเรียนไปทำงานช่วยเหลือครอบครัว นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่พ่วงจากความยากจนอีก เช่น เรื่องสุขภาพจิต สุขภาพกายของเด็ก หรือสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเรียนทางไกล
นอกจากผลกระทบจากระบบเศรษฐกิจแล้ว ยังมิติของการศึกษาโดยเฉพาะกลุ่มเด็กยากจน ที่เรียกว่าเป็นกลุ่มอ่อนไหวพิเศษ เมื่อเด็กเหล่านี้ต้องเรียนที่บ้านในระบบ Remote Learning ต่างๆ ก็ส่งผลต่อการเรียนรู้อย่างมาก เพราะเข้าไม่ถึงอุปกรณ์ เครื่องมือการเรียนออนไลน์ ทั้งอินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ บางครอบครัวมีโทรทัศน์ 1 เครื่องต้องใช้ร่วมกัน หรือบางครอบครัวไม่มีเลย
และอีกปัญหาที่ต้องเจอคือ สภาพแวดล้อมของบ้านไม่เอื้อต่อการเรียน การอ่านหนังสือ ทำการบ้าน และบางทีต้องช่วยผู้ปกครองทำงานอีกด้วย รวมถึงเมื่อเรียนออนไลน์แล้วไม่มีอาหารกิน เพราะการไปโรงเรียนยังมีอาหารกลางวัน ผลที่ได้กลับกลายเป็นว่ายิ่งอยู่บ้านยิ่งอดอยากมากขึ้น สิ่งนี้ส่งผลกระทบถึงโภชนาการด้านอาหารของเด็ก เมื่อสารอาหารไม่ครบก็ส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กตามไปด้วย
ภูมิศรัณย์ยังกล่าวด้วยว่า ปัญหาเหล่านี้ยังไม่รวมเรื่องคนในครอบครัวติดโควิด-19 ที่ส่งผลให้เด็กกลุ่มนี้มีการเรียนรู้ที่ถดถอยมาขึ้น สิ่งที่ควรจะทำมากที่สุดคือ
รัฐบาลควรออกนโยบายการเข้าถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้ประชาชนอย่างทั่วถึง โดยอาจให้ กสทช. หรือค่ายอินเทอร์เน็ตต่างๆ ช่วย มากกว่าที่จะให้ ‘ภาคประชาชน’ ช่วย รับบริจาค หาอุปกรณ์การเรียนออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือแบบทุกวันนี้
รัฐบาลควรออกแบบการเรียนรู้การสอนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และการเรียนแบบ Remote Learning เพราะหลักสูตรเดิมที่ยังยึดติดกับตัวชี้วัด มาตรฐานตามกลุ่มสาระต่างๆ ไม่สามารถนำมาใช้ในสถานการณ์ดังกล่าวได้ ควรมีความยืดหยุ่น เพราะเด็กนักเรียนไม่สามารถเรียนได้เต็มที่(อ้างอิงจาก https://www.dailynews.co.th/articles/730953/)
#ตลกร้ายเรียนออนไลน์... แม่น้ำตาไหลมือถือเครื่องเดียวไม่พอให้ลูก 6 คน
“เปิดเรียนวันแรกผู้ปกครองชาวยะลาเครียด มีมือถือเครืองเดียวไม่พอให้ลูก 6 คนต้องเรียนออนไลน์ ครอบครัวลำบากแค่หาเช้ากินค่ำ จะเอารายได้ที่ไหนซื้อโทรศัพท์ ขณะที่ ผอ.โรงเรียนบ้านเบอเส้ง ให้เรียนแบบ ON-HAND แจกเอกสารไปทำที่บ้าน ไม่สร้างภาระให้ผู้ปกครอง”(อ่านเพิ่มเติมใน https://www.isranews.org/article/south-news/south-slide/99542-onlinelearning.html)
#รูปแบบการจัดการศึกษาของไทย
ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 กำหนดนั้นแบ่งการศึกษาออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย
1. การศึกษาในระบบ เป็นการศึกษาที่กำหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตร ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและการประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษาที่แน่นอน ซึ่งการศึกษารูปแบบนี้จัดในโรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเรียกอย่างอื่น สามารถจัดการศึกษาในชั้นเรียนหรือเป็นการศึกษาทางไกล
2. การศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษาที่ยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาการศึกษา การวัดและประเมินผลโดยคำนึงถึงความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของแต่ละบุคคล เช่น การศึกษานอกโรงเรียน การฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ
3. การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ได้ด้วยตนเองตามความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อมและโอกาส สามารถศึกษาได้จากบุคคล สภาพแวดล้อม สื่อหรือแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ การศึกษาแบบนี้มีความยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้ผู้สนใจสามารถเลือกเนื้อหาที่สนใจตรงกับความต้องการของตนเองและสามารถศึกษาในเวลาที่ปลอดจากภารกิจอื่นได้ เช่น การฟังบรรยายพิเศษ การศึกษาจากเอกสาร การเยี่ยมชมการสาธิต การสืบค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตหรือแหล่งเรียนรู้อื่นๆ
#การศึกษาในระบบ
การศึกษาในระบบ แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ การศึกษาขั้นพื้นฐาน และการศึกษาระดับอุดมศึกษา
การศึกษาขั้นพื้นฐาน
การศึกษาขั้นพื้นฐานประกอบด้วย การศึกษาซึ่งจัดไม่น้อยกว่า 12 ปีก่อนระดับอุดมศึกษา การแบ่งระดับและประเภทของการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยจัดแบ่งไปตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง มี 3 ระดับคือ
การศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา เป็นการศึกษาที่มุ่งอบรมเลี้ยงดูเด็กก่อนการศึกษาภาคบังคับ เพื่อเตรียมเด็กให้มีความพร้อมทุกด้านดีพอที่จะเข้ารับการศึกษาต่อไป การจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษานี้อาจจัดเป็นสถานรับเลี้ยงดูเด็ก ศูนย์เด็กปฐมวัยโรงเรียนอนุบาล หรือจัดเป็นชั้นเด็กเล็กในโรงเรียนประถมศึกษา
การศึกษาระดับประถมศึกษา เป็นการศึกษาที่มุ่งให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถขั้นพื้นฐานและให้สามารถคงสภาพอ่านออกเขียนได้ คิดคำนวณ ได้มีความสามารถประกอบอาชีพตามควรแก่วัยและความสามารถ ดำรงตนเป็นพลเมืองดีในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การจัดสถานศึกษาระดับประถมศึกษา พึงจัดเป็นตอนเดียวตลอดใช้เวลาเรียนประมาณ 6 ปี การศึกษาระดับประถมศึกษา เป็นการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งแต่ละท้องถิ่นจะกำหนดอายุเข้าเกณฑ์ ให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น และความพร้อมของเด็ก แต่ต้องไม่บังคับเด็ก เข้าเรียนก่อนอายุครบ 6 ปี บริบูรณ์ และไม่ช้ากว่าอายุครบ 8 ปี บริบูรณ์
การศึกษาระดับมัธยมศึกษา เป็นการศึกษาที่ต่อจากระดับประถมศึกษาที่มุ่งให้ผู้เรียนมีความรู้ทั้งวิชาการและวิชาชีพที่เหมาะสมกับวัย ความต้องการ ความสนใจ และความถนัด เพื่อให้บุคคลเข้าใจและรู้จักเลือกอาชีพที่เป็นประโยชน์แก่ตนเองและสังคม การศึกษาระดับนี้แบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ มัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย ใช้เวลาเรียนตอนละประมาณ 3 ปี นับว่าเป็นการศึกษาระดับกลาง ซึ่งจัดขึ้นสำหรับเด็กวัยรุ่นอายุประมาณ 12 - 17 ปี ให้ได้เรียนหลังจากจบประถมศึกษาและเพื่อเป็นพื้นฐานในการศึกษาระดับสูงขึ้นไป ผู้ที่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษา อาจจะออกไป ประกอบอาชีพที่เหมาะสมกับวัยและความสามารถ หรือศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ดังนั้นในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนกลุ่มวิชาการ วิชาชีพตามความถนัด และความสนใจ ส่วนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย พึงให้ผู้เรียนได้เน้นการเรียนกลุ่มวิชาที่ผู้เรียนจะยึดเป็นอาชีพต่อไป
การศึกษาระดับอุดมศึกษา
เป็นการศึกษาหลังระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มุ่งพัฒนาความเจริญงอกงามทางสติปัญญาและความคิด เพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการ การศึกษาระดับนี้จัดแบบกว้างให้ผู้เรียนมีความรู้รอบ และเน้นเฉพาะสาขาวิชาชีพให้ผู้เรียนมีความรู้สึกและชำนิชำนาญทั้งในด้านทฤษฎี ปฏิบัติและมีจรรยา บรรณของวิชาชีพนั้น ๆ หน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษาจึงมุ่งดำเนินการเรียนการสอนทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ การวิจัยเพื่อแสวงหาข้อมูล ความรู้ใหม่ และพิสูจน์หลักทฤษฎีต่าง ๆ การบริการชุมชน และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม เพื่อพัฒนาประเทศทุกด้าน และช่วยแก้ปัญหาของชุมชน การศึกษาระดับอุดมศึกษาแบ่งเป็นสองระดับ คือ ระดับต่ำกว่าปริญญาและระดับปริญญา ซึ่งจะครอบคลุมถึงการศึกษา ในระดับประกาศนียบัตรหรืออนุปริญญา ที่เรียนภายหลังที่จบการศึกษาขั้นพื้นฐานมาแล้ว เป็นการให้ความสำคัญแก่การศึกษาระดับนี้ ที่ถือกันว่าเป็นกำลังคนระดับกลางและพื้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจ
(https://www.mediathailand.org/2012/05/blog-post_3505.html?m=1)
#การศึกษาขั้นพื้นฐานในระบบรัฐและเอกชนจัด
#การศึกษาชายแดนใต้
1-ประเภทของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม
#โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามเป็นโรงเรียนที่มีบทบาทสําคัญต่อการจัดการศึกษาในชุมชนมุสลิมโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ซึ่งเป็นที่ที่มีโรงเรียนรูปแบบนี้ตั้งอยู่มากกว่าพื้นที่ใดๆในประเทศและจากสภาพจริงในปัจจุบัน สามารถจําแนกโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามได้ 3 ประเภท คือ
จำแนกตามการจดทะเบียนโรงเรียน
1. โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่สอนวิชาศาสนาอย่างเดียว
2. โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม มาตรา 15(1) เป็นโรงเรียนที่จัดการศึกษาตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ หรือหลักสูตรที่ไดรับอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการซึ่งเปิดสอนวิชาศาสนาอิสลามควบคู่วิชาสามัญ หรือวิชาชีพ ในระบบโรงเรียนและได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนเป็นโรงเรียนตามมาตรา 15(1)
3. โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม มาตรา 15(2) เป็นโรงเรียนที่จัดการศึกษาตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษา หรือหลักสูตรที่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการซึ่งเปิดสอนวิชาศาสนาอิสลามควบคู่วิชาสามัญหรือวิชาชีพ
นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่จดทะเบียนเป็นโรงเรียนเปิดสอนสามัญศึกษา ซึ่งจะจัดการเรียนการสอนด้วยการบูรณาการอิสลามในวิชาสามัญ และบรรยากาศโรงเรียนให้เป็นบรรยากาศอิสลาม หรือกล่าวได้ว่าจดทะเบียนเป็นโรงเรียนเอกชนสามัญทั่วไป
จำแนกตามลักษณะการได้รับเงินอุดหนุน
อีกทั้งยังสามารถจําแนกโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม มาตรา 15(1) ตาม ลักษณะการได้รับเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนจากรัฐ เป็น 3 ประเภทคือ
1. โรงเรียนที่มีมูลนิธิหรือมัสยิดเป็นผู้รับใบอนุญาตก่อนปีพ.ศ.2539 จะได้รับเงินอุดหนุนในรูปของ บัตรค่าเล่าเรียนหรือเรียกว่าการอุดหนุนรายหัวนักเรียนในอัตราร้อยละ 100 ของค่าใช้จ่ายรายหัวนักเรียนภาครัฐ
2. โรงเรียนที่มีมูลนิธิหรือมัสยิดเป็นผู้รับใบอนุญาตตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 จะได้รับเงินอุดหนุนในอัตราร้อยละ 60 ของค่าใช้จ่ายรายหัวนักเรียนภาครัฐ ปัจจุบันได้รับเงินอุดหนุนเต็มอัตราร้อยละ 100 เช่นเดียวกับประเภทที่ 1
3. โรงเรียนที่มีเอกชนเป็นผู้รับใบอนุญาตจะได้รับเงินอุดหนุนในอัตราร้อยละ 60 ของค่าใช้จ่ายรายหัวนักเรียนภาครัฐ
2-สถาบันศึกษาปอเนาะ ซึ่งเป็นปอเนาะที่ได้รับการจดทะเบียนอนุญาตให้จัดตั้งเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนอิสลาม ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ กำหนดสอนเฉพาะศาสนาอิสลาม สถาบันศึกษาปอเนาะเหล่านี้ เป็นสถาบันสังคมเพื่อการเรียนการสอนตามหลักสูตรศาสนาอิสลาม ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตตามวัฒนธรรมอิสลามและความต้องการของชุมชน
3-ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา)ซึ่งเป็นสถานที่อบรมเด็กเล็กคู่กับมัสยิด เปิดสอนวันเสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงเย็นของวันธรรมดา (ยกเว้นวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันหยุดศาสนาอิสลาม) การจัดการเรียนการสอนใช้หลักสูตรอิสลามฟัรฎูอีน ประจำมัสยิด พ.ศ.๒๕๔๘ ภาษาส่วนใหญ่ใช้ภาษาท้องถิ่นและมลายูกลาง
# ใช้ยาสูตรเดียวแก้ปัญหาทั้งประเทศยิ่งเพิ่มความเลื่อมล้ำ
รัฐใช้ยาสูตรเดียวแก้ปัญหาทั้งประเทศโดยเฉพาะนโยบายเรียนฟรีและการหนุนเสริมการศึกษาช่วงโควิด ออกมาตราการมากมายแต่มิได้หนุนเสริมด้านงบประมาณและอุปกรณ์เพื่อสามารถนำมาตราการต่างๆสู่การปฏิบัติ ซึ่งเราทราบดีว่า
1) รัฐต้องจัดการศึกษาขึ้นพื้นฐานโดยให้เด็กและเยาวชนในชาติมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการเข้ารับการศึกษาอย่างทั่วถึง ตามความถนัดและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
2) รัฐต้องจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ สำหรับบุคคลที่ด้อยโอกาส มีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคมต้องจัดให้มีการสื่อสารและการเรียนรู้ สำหรับผู้ที่มีร่างกายพิการ ทุพพลภาพ บุคคลที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ บุคคลที่ไม่มีผู้ดูแล หรือด้อยโอกาส
#O-Net ข้าราชไม่ฟังรัฐมนตรีสร้างภาระให้นักเรียนและผู้ปกครองช่วงโควิด
(อ่านเพิ่มเติมใน https://share.csitereport.com/share.php?post_id=0000022283)
หมายเหตุ อ่านเพิ่มเติมผลงานวิจัย “ รูปแบบการจัดการศึกษาที่เหมาะสมสำหรับเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจหรือพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้”ใน https://deepsouthwatch.org/node/10920
ข่าวที่เกี่ยวข้อง














