back

ชาวบ้านละมอตรัง ใจดี ยกที่นาให้นักเรียนรร.บ้านทุ่งส้มป่อย ทำฟรี หนุนสืบสานภูมิปัญญาบรรพชน เด็กๆสนุกกับการทำนา อาชีพปู่ย่าตายายไม่เลือนหายไป มีข้าวกินปลอดภัย มีน้ำใจในชุมชน

5 พ.ย. 2569 03:08 View: 7
author profile image
จำนง ศรีนคร
ตรัง-ชาวบ้านตำบลละมอ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง ใจดี ยกที่นาให้นักเรียนโรงเรียนบ้านทุ่งส้มป่อย ทำฟรี หนุนสืบสานภูมิปัญญาบรรพชน เด็กๆเองก็สนุกกับการทำนา อาชีพปู่ย่าตายายไม่เลือนหายไป มีข้าวกินปลอดภัย มีน้ำใจในชุมชน ที่จังหวัดตรัง มีเรื่องราวดีๆ ที่ผู้สื่อข่าวไปพบเจอมาบอกเล่าต่อ กรณีชาวบ้านใจดียกที่นารอบๆ โรงเรียนบ้านทุ่งส้มป่อย ตำบลละมอ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง ให้นักเรียนทำกันฟรีๆในโครงการอาหารกลางวัน เพื่อสอนให้เด็กปลูกข้าวเป็น และเห็นคุณค่า รวมทั้งได้ทานอาหารกลางวันที่มีประโยชน์ ไร้สารพิษ . ที่โรงเรียนบ้านทุ่งส้มป่อย ตำบลละมอ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง (สพป.ตรัง) เขต 1 เดินหน้าโครงการ "โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง" ด้วยกิจกรรมห้องเรียนแปลงนาสาธิต เป็นปีที่ 5 แล้ว โดยการชักชวนนักเรียน ครู ผู้ปกครอง กรรมการสถานศึกษา และชาวบ้าน มาทำนาปลูกข้าวอินทรีย์ ปลูกข้าว GI เมืองตรัง นั่นคือ ข้าวเบายอดม่วง กับข้าวเล็บนกปัตตานี ซึ่งเป็นที่นาที่ชาวบ้านใจดีรอบๆ โรงเรียน ยกให้นักเรียนทำกันฟรีๆ นอกจากเป็นอาหารกลางวันแล้ว เพื่อสืบสาน รักษา ต่อยอด รากเหง้าคนไทย ด้วยการสอนให้เด็กๆ ปลูกข้าวเป็น และเห็นคุณค่า ที่สำคัญก็คือ นักเรียนได้ทานอาหารกลางวันที่มีประโยชน์ ไร้สารพิษ แถมช่วยพัฒนากายและจิตใจให้มีคุณภาพ . นางสาววาสนา ศรีเปาระยะ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านทุ่งส้มป่อย (เสื้อสีน้ำเงิน หมวก) เล่าว่า การทำแปลงนาสาธิต เริ่มมาตั้งแต่ปี 2565 โดยใช้พื้นที่ภายในโรงเรียน จนกระทั่งชาวบ้านคือ ตาแจ๋ว ยายวร และยายวี เห็น เลยยกที่นารอบๆ โรงเรียนมาให้เด็กทำกัน เมื่อปี 2566 ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้การทำงาน การปลูกข้าว การเก็บข้าว การสีข้าว และรักษารากเหง้าของคนนาโยง ทั้งนี้ ในปี 2566 ได้ข้าวมากิน 3 เดือน ในปี 2567 ได้ข้าวมากิน 1 ภาคเรียน ปี 2568 ได้ข้าวมากินตลอดปีการศึกษา และเหลือไว้กินเทอมแรกปี 2569 และในปี 2569 มีการทำนาทั้งหมด 6 ไร่ คาดว่าคงได้ข้าวมาพอกินตลอดทั้งปีการศึกษาอีกเช่นกัน เพราะข้าวส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนมาจากสหกรณ์การเกษตรนาโยงด้วย . ผอ.โรงเรียน เล่าต่อว่า สำหรับการทำแปลงนาสาธิต มีจุดเริ่มต้นมาจากโครงการพระราชทาน ในหลวง รัชกาลที่ 10 ให้กับ สพฐ.เมื่อปี 2564 และทางโรงเรียนได้เข้าไปร่วมอบรมออนไลน์เรื่องการทำนา ในช่วงโควิด รวมทั้งมีนักวิชาการมาช่วยออกแบบโคกหนองนาแห่งน้ำใจแห่งความหวัง เพราะถือเป็นการรวมตัวของทุกภาคส่วนในชุมชน ตั้งแต่เด็ก ครู ผู้ปกครอง เจ้าของที่นา กรรมการสถานศึกษา ชาวบ้าน และชุมชน รวมทั้งยังเป็นนาอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยธรรมชาติ คือ ปุ๋ยหมัก ที่ผลิตขึ้นเอง และไม่ใช้สารเคมีใดๆ ทำให้ได้ข้าวเบายอดม่วง ข้าว GI จังหวัดตรัง หรือข้าวเล็บนกปัตตานี ที่เป็นข้าวอินทรีย์ 100% ทำให้นักเรียนที่ได้ทานมีภูมิต้านทานสูงขึ้น และมีความสูงเพิ่มขึ้น เฉลี่ย 4 ซม.ต่อปี ซึ่งล่าสุดชาวนารอบๆ โรงเรียน ประมาณ 20 ราย ก็กำลังเปลี่ยนมาทำนาอินทรีย์ เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศน์ของชุมชนให้ดีขึ้น . “แต่เป้าหมายในปีนี้จะชวนชาวนา 20 รายดังกล่าว มาร่วมกันทำนาข้าวอินทรีย์ให้ได้ทั้ง 100% เพื่อสุขภาพที่ดีของชาวชุมชน และเป็นแบบอย่างแก่นักเรียน โดยแปลงนาที่นัดกันมาปักดำในวันนี้ เป็นแปลงสุดท้าย แม้เด็กๆจะอยู่ในช่วงปิดเทอม แต่ก็ได้มาช่วยกัน ที่ปักดำล่าช้า เนื่องจากเป็นนาลึก น้ำท่วมสูงต้องผันน้ำออกก่อน เพื่อให้ตอนปักดำยอดต้นกล้าจะได้อยู่เหนือน้ำ กล้าจะไม่ตาย รวมทั้งรื้อวัชพืชออก แต่ทั้งนี้ เมื่อต้นกล้าหมด เด็กๆ และทุกๆคน ก็ไปช่วยกันถอนกล้าบกที่ชาวบ้านมอบให้มาปักดำให้เต็มพื้นที่” . ด้าน นายวรรชรา เพ็งเล็ง หรือ “ตาแจ๋ว” อายุ 57 ปี (ไม่สวมเสื้อ) เจ้าของนา ซึ่งมาช่วยเด็กๆดำนาด้วย บอกว่า นาแปลงนี้เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ตนยกที่นาให้โรงเรียนทำมา 4 ปีแล้ว เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ และได้กินข้าวที่มีประโยชน์ เนื่องจากตนเองก็เคยเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ แถมทางโรงเรียนยังใจดี แบ่งข้าวมาให้ตนเองได้กินจนเหลือเฟือด้วยในแต่ละปีด้วย . ขณะที่นางอาภรณ์ มกรพันธุ์ หรือ “ยายวร” อายุ 65 ปี เจ้าของนาอีกราย ก็บอกว่า ตนยกที่นา 1 ไร่ครึ่ง ส่วนพี่สาวคือ “ยายวี” หรือ นางทัศนีย์ อินทรวิเศษ อายุ 68 ปี ยกที่นา 2 ไร่ครึ่ง ซึ่งอยู่ติดกันให้โรงเรียนทำมา 5 ปีแล้ว ทั้งที่ตอนแรกตั้งใจจะปรับเปลี่ยนที่นาไปปลูกปาล์มน้ำมัน ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ และมีประสบการณ์ในการทำนา ไม่อยากให้สูญหาย อยากให้อยู่ในวิถีเกษตร และสืบทอดกันตลอดไป รวมทั้งเก็บเกี่ยวผลผลิตมาทานกันตามโครงการอาหารกลางวัน จนขณะนี้มีข้าวพอกินทั้งโรงเรียน แถมยังแบ่งมาให้กับเจ้าของนาด้วย เพื่อเป็นการตอบแทน ทั้งที่ไม่พวกตนไม่อยากได้ . ด้านดช.ศุภกิจ เซ่งเต็กอิ๋ว หรือ “น้องเอ” อายุ 8 ปี นักเรียนชั้น ป.3 โรงเรียนบ้านทุ่งส้มป่อย กล่าวว่า หลังจากที่ได้มาเรียนรู้เรื่องการทำนากับทางโรงเรียน ทำให้ตั้งใจเอาไว้ว่า เมื่อมีอายุ 10 ปี จะกลับไปทำนาของยายตัวเอง โดยยายมีที่นาประมาณ 1 ไร่ แต่ทำไม่ไหวแล้ว เพราะมีอายุ 70 กว่าปี เลยต้องไปจ้างคนอื่นมาทำนาแทน แต่เมื่อตนโตขึ้น ก็อยากจะไปทำนาของยายต่อ เพื่อสืบทอด และได้มีข้าวกิน โดยจะชวนเพื่อนๆในโรงเรียนไปช่วยด้วย . นอกจากนี้ ภายในโรงเรียนยังจัดการสวนยางให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ของเด็กๆ ทั้งการกรีดยาง การเลี้ยงสัตว์ เช่น หมู เป็ด ไก่ การทำปุ๋ยหมัก รวมทั้งการปลูกผักไว้กินเอง โดยช่วงนี้แม้จะเป็นช่วงปิดเทอม แต่เด็กๆ เช่น ด.ญ.กานต์พิชชา สังข์ยวน หรือ “น้องน้ำขิง” นักเรียนชั้น ป.6 ก็หมุนเวียนกันมาดูแลสัตว์เลี้ยง ทั้งให้อาหาร ให้น้ำ ให้ยา เรียนรู้การนำผักมาให้เป็ดสัตว์เลี้ยงกิน . จากความสำเร็จของโรงเรียนปัจจุบัน โรงเรียนบ้านทุ่งส้มป่อย จึงเป็นโรงเรียนแกนนำ “อารยะเกษตรภาคใต้” ภายใต้แนวคิด "สืบสาน รักษา ต่อยอด" อย่างงดงาม ///
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
จังหวัดกาญจนบุรีเดินหน้าวางรากฐานอุทยานธรณีจังหวัด นำองค์ความรู้จากอุทยานธรณีโลกสตูลเป็นต้นแบบ สำรวจแหล่งธรณีวิทยาทรงคุณค่า มุ่งสร้างแหล่งเรียนรู้ระดับนานาชาติ ควบคู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน
3 พ.ย. 2569 10:17
author profile image
Phatcharin Phatthanaphichai

จังหวัดกาญจนบุรีเดินหน้าวางรากฐานอุทยานธรณีจังหวัด นำองค์ความรู้จากอุทยานธรณีโลกสตูลเป็นต้นแบบ สำรวจแหล่งธรณีวิทยาทรงคุณค่า มุ่งสร้างแหล่งเรียนรู้ระดับนานาชาติ ควบคู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

กาญจนบุรีเดินหน้าขับเคลื่อนอุทยานธรณีจังหวัด มุ่งสู่การรับรอง UNESCO Global Geopark ยกระดับการท่องเที่ยวควบคู่การอนุรักษ์อย่างยั่งยืน วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องทำงานผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี นางสาวจรรยารักษ์ สาธิตกิจ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย ดร.ณรงค์ฤทธิ์ ทุ่ง

View: 108
Like: 0
Comment: 0