back
เสียงสะท้อนเยาวชนชายแดนใต้ถึง กมธ.ความมั่นคงฯ: “สันติภาพยั่งยืน ต้องมีเสียงเยาวชนกำหนดอนาคต”
4 พ.ย. 2569 00:26
View: 54

Shukur Dina
เสียงสะท้อนเยาวชนชายแดนใต้ถึง กมธ.ความมั่นคงฯ: “สันติภาพยั่งยืน ต้องมีเสียงเยาวชนกำหนดอนาคต”
ปัตตานี – เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 เวลา 09.30 น. ในเวทีประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร นางสาวรุจิรดา วงศ์แก้ว ประธานกลุ่มต้นกล้าพันธุ์ใหม่ชายแดนใต้ และรองผู้อำนวยการศูนย์ต้นกล้าเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา ได้นำเสนอเสียงสะท้อนจากเยาวชนและภาคประชาสังคม ชูแนวคิด “สันติภาพที่ยั่งยืน ต้องมีเสียงเยาวชนเพื่อกำหนดอนาคต” เพื่อสร้างผลกระทบเชิงนโยบายที่จับต้องได้ ผ่าน 3 ประเด็นหลักและข้อเสนอเชิงรูปธรรม
1. ปัญหาจริงของเยาวชนและภัยคุกคามในพื้นที่
ศูนย์ต้นกล้าฯ ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่เปราะบางและทับซ้อนซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตเยาวชนในปัจจุบัน ได้แก่:
* ปัญหายาเสพติดและการพกพาอาวุธปืน: เป็นภัยคุกคามรุนแรงต่อความปลอดภัยและอนาคตของเยาวชน
* ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและเศรษฐกิจ: เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาและปัญหาความยากจนที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิต
* ความปลอดภัยและสิทธิมนุษยชน: ความหวาดกลัวจากความรุนแรง และความจำเป็นที่รัฐต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางความคิด เพื่อให้เยาวชนได้แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ภายใต้การคุ้มครองสิทธิ
2. นวัตกรรมทางสังคมและข้อเสนอทบทวนกฎหมายพิเศษ
* ขยายผล "ต้นกล้าโมเดล": ใช้เครื่องมือสร้างสรรค์ เช่น บอร์ดเกม เพื่อ "เปลี่ยนภาระให้เป็นพลัง" ดึงเยาวชนกลุ่มเสี่ยงหรือขาดโอกาสมาพัฒนาศักยภาพเป็นแกนนำและ "หุ้นส่วนในการพัฒนา" แทนการมองเยาวชนเป็นปัญหาสังคม
* สร้างสันติภาพจากฐานราก (วิถีธรรม/วิถีทางรอด): เคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม ยึดมั่นในสิทธิมนุษยชน และยุติความรุนแรงผ่านการเคารพซึ่งกันและกัน
* ทบทวนและลดการใช้กฎหมายพิเศษ: เสนอให้ทบทวนและลดพื้นที่การประกาศใช้กฎหมายพิเศษอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่กฎหมายปกติ เนื่องจากกฎหมายพิเศษในบางมิติได้สร้างเงื่อนไขใหม่ ทำให้เยาวชนรู้สึกถูกตีตราและเสียโอกาสทางสังคมเพียงเพราะมีรายชื่ออยู่ในกระบวนการตรวจสอบ พร้อมเสนอให้มีกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน
3. เชื่อมโยงกระบวนการสันติภาพกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
ศูนย์ต้นกล้าฯ ได้เน้นย้ำถึงแนวทางสำคัญเพื่อขับเคลื่อนงานใน 4 มิติ ได้แก่:
* พื้นที่ปลอดภัยและการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม:
* ลดเงื่อนไขความรุนแรง: สร้างความรู้สึกปลอดภัยทั้งจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ
* ความเท่าเทียมในกระบวนการยุติธรรม: ตรวจสอบและสร้างความโปร่งใสตั้งแต่การควบคุมตัวและการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ / พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ) เพื่อลดความหวาดระแวง
* การเยียวยาที่เป็นธรรม: ครอบคลุมทั้งด้านจิตใจ สังคม และเศรษฐกิจ ให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบทุกฝ่ายอย่างทั่วถึง
* การยกระดับคุณภาพชีวิตจากฐานราก:
* เคารพวิถีวัฒนธรรม: พัฒนาให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ ภาษา ศาสนา และวิถีชีวิต ไม่ยัดเยียดโครงการจากส่วนกลาง
* สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการศึกษา: สนับสนุนการสร้างงานสร้างอาชีพให้เยาวชนและสตรี เพื่อลดแรงจูงใจในการเข้าสู่เงื่อนไขความรุนแรง พร้อมยกระดับการศึกษาทั้งสายสามัญและศาสนา
* การส่งเสริมกระบวนการสันติภาพที่ครอบคลุม:
* เปิดพื้นที่ให้ "คนตัวเล็กตัวน้อย": รับฟังเสียงภาคประชาสังคม กลุ่มสตรี เยาวชน และผู้นำชุมชน/ศาสนา ไม่จำกัดอยู่แค่การเจรจาระหว่างตัวแทนรัฐกับกลุ่มผู้เห็นต่าง
* ส่งเสริมบทบาทคนรุ่นใหม่: ให้เยาวชนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักในการสะท้อนปัญหาและออกแบบอนาคตบ้านเกิดด้วยสันติวิธี
* ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อ กมธ.:
* ผลักดันให้สภาผู้แทนราษฎรประเมินผลกระทบการใช้กฎหมายพิเศษอย่างจริงจัง
* จัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างรัฐและภาคประชาสังคม เพื่อติดตามและตรวจสอบสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในพื้นที่อย่างเป็นอิสระ
น.ส.รุจิรดา กล่าวทิ้งทายไว้อย่างน่าสนใจว่า “ประชาชนในพื้นที่ไม่ได้เป็นแค่ 'ผู้ได้รับผลกระทบ' แต่พวกเขาคือ 'ผู้กำหนดอนาคต' ของตัวเอง การมีส่วนร่วมไม่ใช่แค่การเชิญมานั่งฟัง แต่คือการเปิดพื้นที่ให้เสียงของคนที่เจ็บปวดที่สุดได้เข้าไปอยู่ในโต๊ะเจรจาสันติภาพอย่างแท้จริง เพราะไม่มีสันติภาพใดยั่งยืนหากถูกเขียนขึ้นโดยคนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ และสันติภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากหัวใจของคนในพื้นที่ยังไม่ได้รับความยุติธรรม”
หมายเหตุ อ่านรายงานก่อนหน้านี้ใน
https://csite.thaipbs.or.th/newsdetail/58284
https://csite.thaipbs.or.th/newsdetail/58290
ข่าวที่เกี่ยวข้อง









