back
บุคลากร รพ.ศรีสังวาลย์ มส.คัดค้านการยกเลิกฉ.11
6 พ.ย. 2569 07:42
View: 802

เครือข่ายสื่อแม่ฮ่องสอนบ้านเรา
ปัญหาระบบสาธารณสุขของแม่ฮ่องสอนกับภาระงานที่มากล้น เป็นปัญหาที่หนักขึ้นเรื่อยๆในทุกๆปีเนื่องจากสภาพแวดล้อมและบริบททางสังคมที่มีความหลากหลายสูง อีกทั้งยังอยู่ในพื้นที่ชายแดนซึ่งมักมีผลกระทบจากปัญหาสงครามของประเทศเพื่อนบ้านเสมอ
การมีคำสั่งยกเลิก ฉ.11 (ยกเลิกเบี้ยกันดาร) ทำให้ บุคลากรโรงพยาบาลศรีสังวาลย์ซึ่งเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัดของแม่ฮ่องสอนได้ลุกขึ้นประท้วงเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569
ฟังเสียงสะท้อนจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลศรีสังวาลย์ Cr. Iyakarn Rueankham
“เรายืนหยัดทำงานอยู่ในพื้นที่ห่างไกลเพื่อดูแลชีวิตผู้คน
แต่วันนี้เราต้องมายืนตรงนี้ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม”
อยากขอใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นกระบอกเสียงส่งถึงผู้ใหญ่ที่มีอำนาจตัดสินใจ policy ค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์ครับ
ล่าสุดมีคำสั่งช่วงเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ตัดเบี้ยกันดาร (ฉ.11) ของโรงพยาบาลศรีสังวาลย์ ให้เหลือเพียงแค่เงินตามภาระงาน (P4P) ซึ่งในความเป็นจริง P4P น้อยกว่าเบี้ยกันดารเดิมถึง 2–5 เท่า ซึ่งเบี้ยกันดาร ฉ.11 เป็นค่าตอบแทนเหมาจ่ายให้ตามลักษณะพื้นที่ และอายุการทำงาน วัตถุประสงค์ของค่า ฉ.11 เพื่อดึงดูดและรักษาบุคลากร ไม่ให้ลาออกจากระบบบริการสุขภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่พิเศษหรือพื้นที่ห่างไกล
การตัดครั้งนี้หมายความว่า รายได้รวมของบุคลากรบางตำแหน่งหายไปทันทีถึง 1 ใน 3
หลายคนอาจจะมองว่า “ก็โรงพยาบาลศรีสังวาลย์เป็น รพท. ตั้งอยู่ในตัวอำเภอเมือง ไม่น่าจะกันดารอะไรหรือเปล่า?”
แต่ในความเป็นจริงของบริบทพื้นที่ คำว่า "อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน" ไม่เท่ากับคำว่า "ความสะดวกสบาย" เลยแม้แต่น้อย
1. สภาพการเดินทางและความโดดเดี่ยวของพื้นที่
อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอนตั้งอยู่พื้นที่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขา ปัจจุบันไม่มีเที่ยวบินพาณิชย์บินตรง การเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองเชียงใหม่เพื่อการขนส่ง การประชุม หรือแม้แต่การส่งต่อคนไข้ ต้องพึ่งพาการนั่งรถผ่านเส้นทางคดเคี้ยวมากกว่า 1,864 โค้ง ใช้เวลาเดินทางยาวนานถึง 6–7 ชั่วโมง ยิ่งในฤดูฝน สิ่งที่ต้องเจอเป็นปกติคือดินสไลด์ปิดเส้นทาง ทางขาด เสาไฟฟ้าโค่นล้ม บุคลากรที่นี่ทำงานอยู่ภายใต้ความเสี่ยงและความโดดเดี่ยวเชิงพื้นที่
2. ภาระงานทุรกันดารที่ไม่ได้อยู่แค่ในห้องแอร์
แม้จะเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด (รพท.) แต่กลุ่มประชากรที่เข้ารับการรักษาจำนวนมากคือพี่น้องชนเผ่าและชาวบ้านบนพื้นที่สูง การให้บริการจึงไม่ได้จบอยู่แค่ในโรงพยาบาล บุคลากรยังต้องหมุนเวียนออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ เข้าไปรักษาคนไข้ในพื้นที่ทุรกันดารลึกๆ บนดอยอย่างต่อเนื่อง
3. โครงสร้างค่าตอบแทนที่ไม่สะท้อนความจริง วิกฤตสมองไหล และการขยายศักยภาพที่หยุดชะงัก
ปัจจุบัน รพ.ศรีสังวาลย์ มีปัญหาบุคลากรขอย้ายและลาออกทุกปีอยู่แล้ว เหตุผลสำคัญคือเรื่องการเดินทางที่ลำบาก ภาระงานที่มากขึ้นการรับผู้ป่วยในแต่ละอำเภอมาดูแล, จากแผนที่ใช้เวลาเดินทางไปจังหวัดข้างเคียงไกลกว่า และเมื่อเทียบค่าตอบแทนเบี้ยกันดาร ได้รับน้อยกว่ารพ.อื่นๆ 2-3 เท่า (เพียงเพราะตั้งอยู่ในอำเภอเมือง)
บุคลากรชาว รพ.ศรีสังวาลย์ ยังมีความคาดหวังว่า ในอนาคตจะได้รับการปรับค่าตอบแทนเบี้ยกันดารอย่างเท่าเทียม และยกจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นพื้นที่พิเศษทั่วทั้งจังหวัด
แต่มาในวันนี้ จากความหวังที่จะได้รับเพิ่ม กลับมาถูกตัดเบี้ยกันดารออกไปอีก รายได้หายไป 1/3 ยิ่งทำให้ดึงดูดคนให้อยู่ต่อยากขึ้นไปอีก
ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้นคือ "กระทบไปถึงการพัฒนาศักยภาพโรงพยาบาล" เพราะแม้โรงพยาบาลจะมีทุนสนับสนุนให้บุคลากรไปเรียนต่อเฉพาะทางในหลายสาขาวิชาที่จำเป็น แต่กลับ ไม่มีใครรับทุนมาเรียนเพื่อกลับมาทำงานที่นี่ เนื่องจากมองเห็นแล้วว่าต้องมาอยู่ในพื้นที่ไกลความเจริญ การเดินทางยากลำบาก แถมตอบแทนด้วยรายได้ที่ไม่คุ้มค่ากับความทุ่มเท เมื่อคนเก่าทนไม่ไหวทยอยลาออก คนใหม่ก็ไม่อยากรับทุนมาแทน โรงพยาบาลจึงตกอยู่ในภาวะขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทางอย่างยืดเยื้อ
4. ผลกระทบสุดท้าย... ตกอยู่กับ "คุณภาพชีวิตของคนไข้"
เมื่อโรงพยาบาลไม่สามารถรักษาคนเก่าไว้ได้ และไม่สามารถดึงดูดคนใหม่มาเรียนต่อเฉพาะทางได้ ศักยภาพในการพัฒนาระบบรักษาก็ตัน ในขณะที่คนไข้ในพื้นที่แม่ฮ่องสอน ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีทุนทรัพย์หรือมีความพร้อมในการเดินทาง 6–7 ชั่วโมงเพื่อไปรักษาต่อที่เชียงใหม่ได้ การรักษาที่ครอบคลุมในพื้นที่จึงเป็นสิ่งเดียวที่พวกเขาพึ่งพาได้ หากโรงพยาบาลไม่สามารถพัฒนาและรักษาบุคลากรไว้ได้ คุณภาพชีวิตและโอกาสในการรอดชีวิตของคนไข้ในพื้นที่ก็ยิ่งถูกลิดรอนลงไปเรื่อยๆ
สิ่งที่อยากเรียกร้องและขอความเห็นใจ:
ไม่ได้ต้องการปฏิเสธเกณฑ์การจัดสรรเงิน แต่ อยากขอให้ผู้ใหญ่และผู้มีอำนาจลงมาประเมิน "สถานการณ์จริง" ของแต่ละพื้นที่อย่างรอบด้าน ไม่ใช้เพียงแค่บรรทัดฐานทางเอกสารหรือคำว่า "อำเภอเมือง" มาเป็นตัวชี้วัดความเจริญและความลำบาก
ขอให้พิจารณาบริบทความยากลำบากที่แท้จริง เพื่อคืนขวัญ กำลังใจ และค่าตอบแทนที่เหมาะสม ให้บุคลากรทางการแพทย์ยังคงมีแรงกายแรงใจยืนหยัดดูแลประชาชนในพื้นที่ห่างไกลต่อไปได้ครับ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง













