back

“ศ.ดร.ยศชนัน” นั่งหัวโต๊ะประชุม คสป. เคาะแนวทางขับเคลื่อนนโยบายปี 2570 ชู 3 ยุทธศาสตร์หลักหนุนบทบาทประชาสังคมแก้ปัญหาพื้นที่

5 พ.ย. 2569 16:27 View: 15
author profile image
CommunityMan
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อว. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม (คสป.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมี พอช. ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ เพื่อทบทวนผลการดำเนินงานและกำหนดทิศทางส่งเสริมบทบาทภาคประชาสังคมให้เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ของภาครัฐ เชื่อมโยงข้อมูลปัญหาและความต้องการจากระดับพื้นที่สู่การกำหนดนโยบายสาธารณะ พร้อมยกระดับกลไกการทำงานให้สอดคล้องกับบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเป็นรูปธรรม กรุงเทพฯ/ 5 พฤศจิกายน 2569 —ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม (คสป.) ครั้งที่ 1/2569 เพื่อร่วมกันทบทวนผลการดำเนินงานที่ผ่านมา พร้อมทั้งหารือแนวทางและมาตรการในการส่งเสริมบทบาทขององค์กรภาคประชาสังคมให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงข้อมูลปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของประชาชนในระดับพื้นที่ เข้าสู่กระบวนการกำหนดนโยบายของภาครัฐ ตลอดจนการบูรณาการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน โดยมีสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการและดำเนินการจัดประชุม ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า การประชุม คสป. ในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีและสำคัญยิ่งในการต้อนรับคณะกรรมการชุดใหม่ ภายหลังจากที่ไม่ได้มีการประชุมในลักษณะดังกล่าวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 โดยประเด็นหลักที่ต้องทำความเข้าใจและขับเคลื่อนให้เด่นชัดคือ การทบทวนและส่งเสริมบทบาทของภาคประชาสังคม ซึ่งในอดีตสังคมอาจมองบทบาทขององค์กรเหล่านี้เป็นเพียงกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ NGOs ทั่วไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวดในการรวมตัวกันช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ทั้งในยามเกิดสถานการณ์ภัยพิบัติ ภาวะวิกฤตต่างๆ รวมถึงการสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในระดับชุมชนให้ภาครัฐได้รับรู้และเข้ามาแก้ไข ดังนั้น การทบทวนแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนากลไกที่เอื้อให้องค์กรภาคประชาสังคมสามารถสะท้อนปัญหาและเข้ามาปฏิบัติงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับภาครัฐได้อย่างเหมาะสม ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการข้อมูลจากระดับพื้นที่ เนื่องจากองค์กรภาคประชาสังคมเป็นกลไกที่มีความใกล้ชิด เข้าใจบริบท และเข้าถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน เช่น ปัญหาภัยพิบัติธรรมชาติและการเผาป่า ซึ่งข้อมูลเชิงลึกจากพื้นที่เหล่านี้จะเป็นฐานรากสำคัญในการสนับสนุนให้ภาครัฐสามารถกำหนดนโยบายและแนวทางการแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้เครือข่ายภาคประชาสังคมสามารถเชื่อมโยงการทำงานเข้าสู่กลไกของภาครัฐ พร้อมทั้งยกระดับกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนให้มีประสิทธิภาพและเข้าถึงแก่นแท้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการประสานความร่วมมือระหว่างภาคประชาสังคม ฝ่ายปกครอง องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ทส./อปท.) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและการปฏิบัติงานจากทุกภาคส่วนให้รัฐบาลสามารถรับทราบและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างครอบคลุมทุกมิติ พร้อมกันนี้ ยังได้พิจารณาปรับปรุงองค์ประกอบและกลไกการทำงานของคณะกรรมการฯ ให้มีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน นายวิชัย นสุวรรณโน รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กล่าวถึง ผลการดำเนินงานของคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม และคณะอนุกรรมการทั้ง 4 คณะ ซึ่งดำเนินงานภายใต้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. 2558 โดยมีภารกิจหลักในการจัดทำแผนส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม การพัฒนาฐานข้อมูล การเสริมสร้างศักยภาพองค์กรและเครือข่าย การศึกษาและพัฒนากฎหมาย ตลอดจนการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการพัฒนาประเทศ ผลการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2569 ได้แก่ การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการองค์กรภาคประชาสังคม (CSOs Forum 2026) ภายใต้แนวคิดหลัก “สานพลังหุ้นส่วน สร้างการเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างยั่งยืน” ซึ่งได้จัดครอบคลุมทั่ว 4 ภูมิภาค มีผู้เข้าร่วมประชุมรวมทั้งสิ้น 325 คน จาก 188 องค์กร กิจกรรมดังกล่าวได้นำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบ: เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและเอื้อต่อการดำเนินงานขององค์กรภาคประชาสังคม 2. การพัฒนามาตรการการเงินการคลัง: เพื่อสนับสนุนการเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาระหว่างภาครัฐและประชาสังคม 3. การพัฒนาคลังข้อมูลภาคประชาสังคม: เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายและการพัฒนากลไกความร่วมมือร่วมกันอย่างเป็นระบบ แนวทางการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะขององค์กรภาคประชาสังคม ประจำปี 2570 ซึ่งประมวลมาจากข้อเสนอของเครือข่ายภาคประชาสังคมในระดับพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมให้องค์กรภาคประชาสังคมมีบทบาทเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาร่วมกับภาครัฐ ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ดังนี้ 1. การสร้างหุ้นส่วนการพัฒนาและการรับรองสถานะองค์กรภาคประชาสังคมในระดับจังหวัด: เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการกำหนดทิศทางและจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด 2. การพัฒนกลไกชุมชนเพื่อรับมือภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: โดยส่งเสริมการจัดการข้อมูล การเฝ้าระวังความเสี่ยง และการช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ 3. การสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยในเมืองและชนบท: โดยเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างองค์กรชุมชน ภาคประชาสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนด้านที่ดินและที่อยู่อาศัย พร้อมทั้งผลักดันข้อเสนอจากชุมชนเข้าสู่แผนพัฒนาจังหวัดและนโยบายสาธารณะของประเทศ สำหรับการพัฒนากลไกการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ ในระยะยาว ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อดำเนินการสรรหาบุคคลเข้ามาเสริมทัพ และ เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะทำงานแก้ไขปรับปรุงระเบียบ เพื่อให้กลไกการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมมีความเหมาะสม ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน และสามารถสนับสนุนการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม (คสป.) ครั้งที่ 1/2569 ในครั้งนี้ เป็นการการขับเคลื่อนกลไกความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคม โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการนำข้อมูลและข้อเสนอจากระดับพื้นที่มาใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบายและแนวทางแก้ไขปัญหาของประชาชน ควบคู่กับการยกระดับการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้องค์กรภาคประชาสังคมมีบทบาทอันทรงคุณค่าในการสะท้อนปัญหา เสนอแนะแนวทางแก้ไข และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนยกระดับการทำงานร่วมกับภาครัฐให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง