back
ลำพูนเปิดเวทีวางแผนสู้ไฟป่า PM 2.5 ปี 2570 ชุมชนร่วมกำหนดมาตรการ ลงข้อมูลแปลงเผาบนระบบดิจิทัลเป็นครั้งแรกของประเทศ
4 พ.ย. 2569 12:32
View: 151

Yuthaprom Somjai
ลำพูน, 4 พฤศจิกายน 2569– จังหวัดลำพูนร่วมกับสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และทีม CLEAR จัดประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ประจำปี 2570 โดยให้ชุมชนเป็นเจ้าของแผนตั้งแต่ต้น ผู้เข้าร่วมราว 70–80 คนมาจากทั้งผู้นำท้องถิ่น ผู้ใช้ป่า ผู้ใช้ไฟ อาสาสมัคร เจ้าหน้าที่อุทยาน สาธารณสุข ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และภาคประชาสังคม
พื้นที่เป้าหมาย 16 หมู่บ้าน
การประชุมครอบคลุม 16 หมู่บ้านใน 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลป่าพลู 10 หมู่บ้าน ตำบลศรีวิชัย 4 หมู่บ้าน และตำบลทาแม่ลอบ 2 หมู่บ้าน ซึ่งอยู่ในพื้นที่รอยต่อของอำเภอลี้ บ้านโฮ่ง และแม่ทา มีสถิติจุดความร้อนสูงและเป็นพื้นที่ป่าต่อเนื่องกัน นอกจากนี้ยังมีพื้นที่เรียนรู้เพิ่มเติมคือตำบลทาเหนือและตำบลทาปลาดุก อำเภอแม่ทา
ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนระบุว่า ที่เลือกพื้นที่เหล่านี้เพราะมีปัญหามากกว่าพื้นที่อื่น หากเริ่มจากตรงนี้แล้วขยายผลเป็นโมเดลเดียวกัน จะนำไปใช้กับตำบลและหมู่บ้านอื่นได้
ผู้ว่าฯ: คิดจากล่างขึ้นบน แต่ต้องมีทั้งสองทาง
ในพิธีเปิด นาย ปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่าการทำงานต้อง "คิดเป็นและทำเป็น" และแผนที่ดีต้องมีกระบวนการคิดก่อนลงมือ โดยเปรียบการทำงานระดับจังหวัดเป็นเข็มชั่วโมง ส่วนหมู่บ้านและครัวเรือนคือเข็มวินาทีที่ทำให้นาฬิกาเดินจริง ท่านยอมรับว่านโยบายจากบนลงล่างอย่างเดียวอาจมองไม่เห็นรายละเอียดในพื้นที่ จึงต้องรวมพลังทั้งสองทาง คือชุมชนเสนอจากล่างขึ้นบน แล้วผู้บริหารระดับสูงนำไปขยายผล
ท่านกล่าวว่า ปีนี้จังหวัดยังคงนโยบายห้ามเผา แต่ยอมรับความจริงว่าหากต้องมีการเผา ก็ควรเผาตามหลักวิชาการ มีกฎหมายควบคุม การขออนุญาต และการกำกับดูแล ปีที่ผ่านมามีแผนเผาควบคุม 50,000 ไร่ แต่ทำได้เพียง 3,000 ไร่ หรือไม่ถึงร้อยละ 1 ส่วนที่เหลือชาวบ้านเผากันเองโดยไม่มีกรอบและไม่มีอุปกรณ์ดับเพลิง
ผู้ว่าฯ ยังยกตัวอย่างการจัดการเศษวัสดุเกษตรที่เคยเผา โดยให้ อปท. รวบรวมแล้วขายให้โรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งมีบริษัทในจังหวัดพร้อมรับซื้อไม่จำกัดปริมาณ แต่ปัญหาคือการขนส่ง ท่านเตรียมหารือกับพลังงานจังหวัดและบริษัทที่เกี่ยวข้อง พร้อมระบุว่าจะสนับสนุนงบประมาณและนโยบายเท่าที่ทำได้ และจะลงพื้นที่ติดตามร่วมกับ ทสจ. และ ปภ.จังหวัด
เป้าหมาย 3 ประการ
ทีม CLEAR ชี้แจงวัตถุประสงค์ว่า (1) ให้ตัวแทนหมู่บ้านจัดทำข้อมูลตามกรอบ 4P ได้แก่ คน (People) ไฟ (Problem) พื้นที่ (Place) และมาตรการ (Policy) (2) ร่างชุดปฏิบัติการระดับหมู่บ้านและตำบล ให้สอดคล้องกับแผนเขตควบคุมมลพิษของจังหวัด และใช้ขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน และ (3) นำข้อมูลเชิงพื้นที่ลงระบบ Hazefree เพื่อให้จังหวัดและท้องถิ่นใช้ข้อมูลชุดเดียวกันติดตามและตัดสินใจ
ผลจากเวทีนี้จะรวบรวมเสนอคณะทำงานระดับจังหวัดและผู้ว่าฯ เพื่อบูรณาการกับแผนเขตควบคุมมลพิษต่อไป
เปลี่ยนมุมมอง: จากห้ามเผา สู่การจัดการไฟ
ผศ.ดร.อรอร ภู่เจริญ จากสถาบันนโยบายสาธารณะ มช. กล่าวว่า แนวคิด "ห้ามเผาโดยเด็ดขาด" ที่ทดลองใช้มาราว 10 ปีไม่ได้ผลตามที่ต้องการ จึงควรเปลี่ยนไปสู่การจัดการไฟ (Fire Management) ที่แยกประเภทไฟ ควบคุมอย่างชาญฉลาด ใช้ข้อมูลขับเคลื่อน และมีผู้รับผิดชอบชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดที่อยู่ระหว่างการพิจารณา
ตามร่างฉบับล่าสุด การเผาในภาคเกษตรที่ได้รับการยกเว้นมี 3 ประเภท คือ การเผาเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต การเผาเพื่อกำจัดศัตรูพืช และการเผาในระบบไร่หมุนเวียนตามวิถีชุมชนและพี่น้องชาติพันธุ์ นอกจากนี้ยังมีการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในป่า เช่น การทำแนวกันไฟ ซึ่งอาจใช้ไฟหรือไม่ใช้ไฟก็ได้ โดยต้องทำปฏิทินไฟเผยแพร่ต่อสาธารณะว่าพื้นที่ใด ใครเป็นผู้ดำเนินการ และเมื่อใด
ผศ.ดร.อรอร ยกตัวอย่างเชียงใหม่ ซึ่งกำหนดพื้นที่ไร่หมุนเวียน 120,000 ไร่ และมีแนวโน้มไม่จำกัดช่วงเวลาใช้ไฟ หากชุมชนขีดเส้นแปลงชัดเจนและเจ้าหน้าที่ยอมรับ พร้อมระบุว่าเชียงใหม่เดินหน้าในรูปแบบ "เชียงใหม่ Sandbox" ส่วนลำพูนอยู่ในกระบวนการเช่นกัน
ท่านเตือนด้วยว่า ลำพูนอยู่ในแอ่งอากาศเดียวกับเชียงใหม่ จึงต้องทำงานร่วมกัน และต้องเตรียมรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้อากาศร้อนแล้ง เชื้อเพลิงแห้ง ไฟลุกลามง่าย รวมถึงไฟข้ามแดนในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม จึงต้องทำงานอย่าง "ประณีต" รู้ล่วงหน้าว่าปัญหาอยู่ตรงไหนและป้องกันให้ตรงจุด
ครั้งแรกของไทย: วาดแปลงเผาบนระบบดิจิทัล
รศ.ดร.รัฐสิทธิ์ สุขะหุต วิทยากรระบบ Hazefree มช. แนะนำเว็บพอร์ทัลที่เปิดให้สาธารณชนเข้าถึง มีเมนูหลัก 3 ส่วน ได้แก่ แดชบอร์ดสถิติย้อนหลังและเปรียบเทียบกับ 9 จังหวัดภาคเหนือและประเทศเพื่อนบ้าน แผนที่ซ้อนทับจุดความร้อน ค่า PM และพื้นที่เผาไหม้ (Burn Scar) ย้อนหลัง 5 ปี และระบบพยากรณ์ PM 2.5 ล่วงหน้า 7 วันถึงระดับตำบล ข้อสังเกตหนึ่งคือลำพูนมีจุดความร้อนน้อยแต่ค่า PM สูง ซึ่งอาจเกิดจากลมพัดพามลพิษจากจังหวัดข้างเคียง
ในภาคบ่าย ผู้เข้าร่วมแบ่งกลุ่มตามหมู่บ้าน ใช้แผนที่ความละเอียดสูงระบุแปลงที่เกิดไฟซ้ำซาก จำแนกจาก 34 ประเภทไฟ ระบุผู้ที่เกี่ยวข้อง ช่วงเวลา และฉันทามติว่าจะ "ให้มี ให้ลด หรือให้หมดไป" พร้อมเงื่อนไขและมาตรการ เช่น แนวกันไฟเปียก หรือกิจกรรมทางเลือกอย่างวิ่งเทรล รวมถึงสิ่งที่ต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติม ทางทีมวิจัยย้ำว่าเป้าหมายคือการพูดคุยและมีส่วนร่วม ไม่ใช่การกรอกข้อมูลให้ครบ และไม่ใช่การกล่าวโทษ นอกจากนี้ยังจะเก็บตัวอย่างพื้นที่ที่จัดการได้ดี เช่น ป่าแป๋ และบ้านแม่ปอกใน มาเป็นแรงบันดาลใจ
ข้อมูลที่ได้จะนำไปประกอบการจัดทำแผนของ อบต. ตามกรอบเขตควบคุมมลพิษ และเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการอากาศสะอาดระดับจังหวัดเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ โดยมีฐานข้อมูลกลางให้หน่วยงานภายนอกเห็นความต้องการของหมู่บ้านและเข้ามาสนับสนุน
ภาคประชาสังคมหนุนเชื่อมงานทุกภาคส่วน
นายจรูญ คำปันนา ตัวแทนภาคประชาสังคม สถาบันภูมิปัญญาหริภุญชัย และกรรมการ กบจ. กล่าวว่า ที่ผ่านมาราชการ ประชาชน และภาคส่วนต่าง ๆ ในลำพูนต่างคนต่างทำ จึงหวังให้เวทีนี้เป็นเครื่องมือใหม่ที่เชื่อมงานเข้าด้วยกัน โดยมีนักวิชาการเป็นตัวเชื่อม ทั้งนี้ ทางสถาบันและสภาลมหายใจได้ทำงานป่าชุมชนและมลพิษทางอากาศในพื้นที่เหล่านี้ด้วยทุนจาก วช. และ สสส.
การประชุมเดินหน้าด้วยงานกลุ่มย่อยตลอดวัน และจะสรุปผลรวมในช่วงบ่าย เพื่อนำเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง










