back

เมืองจะรอดจากภัยพิบัติได้อย่างไร? เมื่อ “การสื่อสาร” อาจเป็นเส้นแบ่งระหว่างความรอดกับความสูญเสีย

24 ต.ค. 2569 16:01 View: 9
author profile image
Sea Slow
เมืองจะรอดจากภัยพิบัติได้อย่างไร? เมื่อ “การสื่อสาร” อาจเป็นเส้นแบ่งระหว่างความรอดกับความสูญเสีย เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น คำถามสำคัญไม่ใช่แค่เมืองมีระบบเตือนภัยหรือไม่ แต่คือ ข้อมูลไปถึงประชาชนทันเวลาหรือเปล่า เชื่อถือได้แค่ไหน และเมื่อระบบสื่อสารล่ม ผู้คนจะช่วยเหลือกันอย่างไร? ดำเนินกระบวนการสนทนาโดย ผศ.ดร.สมัชชา นิลปัทม์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาการสื่อสารสันติภาพ คณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ.ปัตตานี ภายใต้เวทีที่จัดขึ้นในวันที่ 24 ตุลาคม 2569 เวลา 13.00–17.00 น. โดยเป็นส่วนหนึ่งของ MIDL Week 2026 เนื้อหาตั้งต้นของเวทีประกอบด้วยการมองแนวโน้มโลกด้านเทคโนโลยี นโยบาย และการมีส่วนร่วมในการสื่อสารภาวะวิกฤต โดย ผศ.ดร.ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา คณบดีคณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ.ปัตตานี รวมถึงแนวคิด “หาดใหญ่ โมเดล พลัส (Hatyai Model Plus)” กับมิติการสื่อสารในภาวะวิกฤต โดย คุณชาคริต โภชะเรือง มูลนิธิชุมชนสงขลา นี่คือโจทย์ของเวทีฟังเสียงประเทศไทย “มองไปข้างหน้า เมืองจะรอดอุบัติภัย ระบบการสื่อสารควรเป็นเช่นไร?” ที่ชวนประชาชน สื่อ ภาครัฐ นักวิชาการ และภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมออกแบบอนาคตการสื่อสารในภาวะวิกฤต เวทีครั้งนี้ใช้กระบวนการ Mini-Foresight ชวนมองแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงและสร้างภาพอนาคต เพื่อค้นหาว่าวันนี้เมืองต้องเตรียมอะไร ก่อนภัยพิบัติครั้งต่อไปจะมาถึง 🔎 3 คำถามสำคัญ เมื่อเมืองต้องเผชิญภัยพิบัติ 1. ก่อนเกิดภัย — เตือนอย่างไรให้คนเข้าใจและเชื่อถือ ข้อมูลจากรัฐและเทคโนโลยีจะถูกแปลงเป็นคำเตือนที่เข้าใจง่าย ทันเวลา และนำไปปฏิบัติได้อย่างไร โดยไม่เปิดช่องให้ข่าวลือแพร่กระจาย 2. ขณะเกิดภัย — เมื่อระบบล่ม ผู้คนจะสื่อสารกันอย่างไร หากเสาสัญญาณขัดข้องหรือหน่วยงานส่วนกลางไม่สามารถประสานงานได้ตามปกติ เมืองจะมีช่องทางสำรองหรือนวัตกรรมใดที่ช่วยให้ประชาชน สื่อ และเครือข่ายชุมชนยังส่งข่าว ขอความช่วยเหลือ และดูแลกันได้ 3. หลังเกิดภัย — จะเปลี่ยนบทเรียนให้เป็นระบบที่ดีกว่าเดิมได้อย่างไร บทเรียนจากความสูญเสียจะถูกนำไปพัฒนาระบบสื่อสาร การเตรียมพร้อมของเมือง และการจัดสรรงบประมาณเพื่อป้องกันภัยในอนาคตได้อย่างไร ไม่ใช่แค่คาดการณ์อนาคต แต่ต้องออกแบบสิ่งที่จะลงมือทำ ช่วงสำคัญของเวทีคือการแบ่งกลุ่มออกแบบภาพอนาคตในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยพิจารณาทั้งโอกาส ความเสี่ยง แรงเสียดทาน และผลกระทบต่อคนแต่ละกลุ่ม ก่อนร่วมกันกำหนดแนวทางย้อนกลับจากอนาคตสู่ปัจจุบัน หรือ Backward Process ว่าต้องเริ่มทำอะไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และควรลงมือเมื่อใด เพราะเมื่อภัยพิบัติมาถึง การสื่อสารที่ดีไม่ควรหยุดอยู่ที่การประกาศเตือน แต่ต้องทำให้คนรู้ว่าจะป้องกันตัวเองอย่างไร จะขอความช่วยเหลือจากใคร และจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เมืองที่พร้อมรับมือภัยพิบัติ จึงไม่ใช่แค่เมืองที่มีเทคโนโลยีทันสมัย แต่คือเมืองที่ทำให้ข้อมูลเดินทางไปถึงผู้คน และเปลี่ยนข้อมูลนั้นให้กลายเป็นการช่วยชีวิตได้จริง