back

ทำไม "ไทยพีบีเอส" ต้องเป็นอิสระจากรัฐและทุน: หลักประกันประชาธิปไตยและสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะชายแดนใต้ โดย: อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์

2 ต.ค. 2569 14:14 View: 10
author profile image
Shukur Dina
ทำไม "ไทยพีบีเอส" ต้องเป็นอิสระจากรัฐและทุน: หลักประกันประชาธิปไตยและสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะชายแดนใต้ โดย: อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ / รองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ บทนำ ท่ามกลางความผันผวนของภูมิทัศน์สื่อร่วมสมัย ความพยายามแก้ไขร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... เพื่อเปลี่ยนแหล่งรายได้หลักของ ไทยพีบีเอส (Thai PBS) จากภาษีบาป (ภาษีสุราและยาสูบ) สู่การใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี ได้จุดชนวนความกังวลครั้งใหญ่ในสังคม ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเท่านั้น หากแต่เป็นการสั่นคลอน "หัวใจ" ของสื่อสาธารณะโดยตรง บทความนี้จึงมุ่งอภิปรายถึงความจำเป็นที่ไทยพีบีเอสต้องปลอดพ้นจากการครอบงำของรัฐและกลุ่มทุน เพื่อรักษาบทบาทในการพิทักษ์ประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง นิยามความหมาย: อิสรภาพสื่อสาธารณะคืออะไร? อิสรภาพสื่อสาธารณะ (Public Media Independence) หมายถึง ความสามารถขององค์กรสื่อในการทำหน้าที่นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และสะท้อนเสียงของประชาชนทุกกลุ่มได้อย่างปราศจากการแทรกแซง แรงกดดัน หรือการครอบงำจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่: * อำนาจรัฐ: การใช้กลไกทางกฎหมาย งบประมาณ หรืออำนาจบริหารมาจำกัดเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล * อิทธิพลทุน: การครอบงำจากกลุ่มทุนโฆษณา เจ้าของกิจการ หรือผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ ที่มักลดทอนคุณค่าของข่าวเชิงสืบสวนและประเด็นสาธารณะที่อ่อนไหว อภิปราย: บทเรียนจากงานวิจัยและกรณีศึกษาทั้งในและต่างประเทศ งานวิจัยด้านสื่อสารมวลชนเชิงเปรียบเทียบทั้งในประเทศและระดับสากล ต่างชี้ตรงกันว่า "ความมั่นคงทางการเงิน" คือรากฐานสำคัญที่สุดของอิสรภาพกองบรรณาธิการ * บทเรียนต่างประเทศ: สื่อสาธารณะต้นแบบระดับโลก เช่น BBC (สหราชอาณาจักร) หรือ NHK (ญี่ปุ่น) ต่างใช้ระบบหลักประกันทางการเงินระยะยาว เช่น ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต (License Fee) หรือภาษีจัดสรรเฉพาะ (Earmarked Tax) เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลชุดใดชุดหนึ่งใช้ "งบประมาณ" เป็นเครื่องมือต่อรองหรือปิดปากสื่อ * บทเรียนในประเทศ: หากไทยพีบีเอสต้องพึ่งพางบประมาณรายจ่ายประจำปีจากรัฐสภา ความเสี่ยงของการเกิด การเซ็นเซอร์ตนเอง (Self-Censorship) จะพุ่งสูงขึ้นทันที เพราะกองบรรณาธิการย่อมมีความกังวลว่า การนำเสนอข่าวที่กระทบต่อรัฐบาลหรือกลุ่มการเมืองที่มีอำนาจ อาจส่งผลให้งบประมาณองค์กรถูกตัดทอนในปีถัดไป ซึ่งท้ายที่สุดจะทำลายสถานะการเป็น "กระจกเงา" ของสังคมโดยปริยาย ความสำคัญต่อประเด็นสิ่งแวดล้อม สิทธิชุมชน และพื้นที่ชายแดนใต้ ในระบบนิเวศสื่อปัจจุบัน สื่อพาณิชย์ส่วนใหญ่จำเป็นต้องพึ่งพารายได้จากโฆษณา ทำให้มักหลีกเลี่ยงการนำเสนอประเด็นความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง เช่น ผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐ หรือปัญหาการลงทุนขนาดใหญ่ (Mega-investment) ของกลุ่มทุน ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิชุมชน สิ่งแวดล้อม รวมถึงวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่เปราะบางอย่าง จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดระยะเวลากว่า 22 ปีของสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ดังกล่าว ไทยพีบีเอสได้ทำหน้าที่เป็นสื่อเพื่อสันติภาพท่ามกลางความท้าทาย บทบาทสำคัญ และจุดเปลี่ยนที่สำคัญหลายประการ ดังนี้: * ความท้าทายจากสมรภูมิข้อมูลข่าวสารและปฏิบัติการไอโอ (IO) * สงครามข้อมูลและวาทกรรมเกลียดชัง: ตลอด 22 ปีของสถานการณ์ความรุนแรง ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่พื้นที่หน้างานเท่านั้น แต่ยังลามมาสู่ "สมรภูมิข่าวสาร" โดยเฉพาะการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operations - IO) ที่สร้างวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) ซึ่งทำให้การสร้างความเข้าใจอันดีและการขับเคลื่อนสันติภาพมีความซับซ้อนและยากลำบากยิ่งขึ้น * การถูกลดทอนความน่าเชื่อถือ: มีบางช่วงเวลาที่สื่อมวลชนและนักวิชาการลงพื้นที่เพื่อติดตามกระบวนการพูดคุยสันติสุขหรือทำข่าวการฟื้นฟูเมือง กลับต้องเผชิญกับการบิดเบือนข้อมูลจากเพจหรือเครือข่ายไอโอที่พยายามโจมตีและด้อยค่าการทำงานของสื่อ * ความท้าทายเชิงโครงสร้างและความพยายามผลักดันสันติภาพ * กับดัก "การทหารนำการเมือง": บทเรียนและเสียงสะท้อนจากเวทีเสวนาวาระ 22 ปีไฟใต้ ชี้ให้เห็นว่าการใช้แนวทางการทหารนำการเมืองตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมายังไม่สามารถแก้ปัญหาให้จบลงได้จริง ทำให้ไทยพีบีเอสต้องทำหน้าที่สะท้อนเสียงเรียกร้องจากภาคประชาสังคมและประชาชน เพื่อผลักดันให้กระบวนการพูดคุยสันติภาพเดินหน้าอย่างจริงจัง แม้จะมีความล่าช้าก็ตาม * การทำหน้าที่ "สื่อสาธารณะ" ท่ามกลางความเปราะบาง: การนำเสนอข่าวสารในพื้นที่ชายแดนใต้จำเป็นต้องอาศัยความละเอียดอ่อนสูง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และต้องรักษาสถานะการเป็นพื้นที่กลาง (Public Space) ให้ทุกฝ่ายในสังคมเข้าถึงข้อเท็จจริง * การสร้างระบบนิเวศสื่อเพื่อสันติภาพผ่าน "เครือข่ายพลเมือง" * การขยายเสียงคนชายขอบ: ตลอดสองทศวรรษ ไทยพีบีเอสร่วมมือกับเครือข่ายสื่อ ภาคประชาสังคม และนักข่าวพลเมืองในพื้นที่ ในการดึงประเด็นวิถีชีวิต วัฒนธรรม สิทธิชุมชน และผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบขึ้นมาบนวาระสาธารณะ เพื่อลดช่องว่างความเข้าใจระหว่างคนในพื้นที่และคนนอกพื้นที่ * การยืนหยัดท่ามกลางกระแสความขัดแย้ง: การทำหน้าที่ของสื่อสาธารณะในพื้นที่ชายแดนใต้เปรียบเสมือนการ "ทวนกระแสน้ำ" ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เพื่อประคับประคองเจตนารมณ์การสร้างสันติภาพให้คงอยู่ต่อไป * กรณีศึกษา "จะนะ": บทเรียนการต่อสู้กับทุนเมกะโปรเจกต์สู่ทางออกร่วมด้วย SEA * การปกป้องถิ่นฐานจากการเปลี่ยนเป็นเมืองอุตสาหกรรม: อีกหนึ่งบทพิสูจน์สำคัญคือการเกาะติดการต่อสู้ของพี่น้องประชาชนอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ที่ลุกขึ้นมาปกป้องวิถีชีวิตประมงพื้นบ้านและฐานทรัพยากรธรรมชาติจากการผลักดันโครงการ "จะนะเมืองอุตสาหกรรมก้าวหน้า" ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐและทุนขนาดใหญ่ * พื้นที่กลางและการผลักดัน SEA (Strategic Environmental Assessment): ไทยพีบีเอสทำหน้าที่สะท้อนเสียงและความเดือดร้อนของประชาชนอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การผลักดันให้เกิด การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ซึ่งกลายเป็น "คัมภีร์" หรือเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาที่ยั่งยืน เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและคลี่คลายความขัดแย้งเชิงนโยบายบนพื้นฐานของข้อมูลทางวิชาการและการรับฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง ไทยพีบีเอสจึงทำหน้าที่เป็น พื้นที่สาธารณะ (Public Space) แห่งท้ายๆ ที่เปิดโอกาสให้เสียงของคนชายขอบและชุมชนผู้ได้รับผลกระทบถูกได้ยินอย่างแท้จริง บทบาทอันแหลมคมนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากองค์กรขาดความเป็นอิสระทางการเงินและต้องตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของผู้มีอำนาจ บทสรุป การพยายามเปลี่ยนผ่านแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอสจากภาษีสุราและยาสูบมาเป็นงบประมาณแผ่นดิน ไม่ใช่แค่เรื่องของการรักษาวินัยการเงินการคลัง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เปิดช่องให้รัฐเข้ามาครอบงำสื่อสาธารณะโดยตรง สื่อสาธารณะที่ไม่เป็นอิสระ ย่อมไม่สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐและปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างเต็มภาคภูมิ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย * คัดค้านร่างกฎหมาย: เครือข่ายภาคประชาชนและประชาชนทั่วไปควรร่วมกันแสดงความคิดเห็นคัดค้านร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวผ่านระบบรับฟังความคิดเห็นของสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 (ภายในวันที่ 14 ตุลาคม 2569) * รักษาหลักการเดิม: คงกลไกภาษีจัดสรรเฉพาะ (Earmarked Tax) และมาตรา 12–16 ใน พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ไว้เช่นเดิม เพื่อค้ำจุนหลักประกันอิสรภาพทางการเงิน (Financial Independence Guarantee) * สร้างความตระหนักรู้สาธารณะ: ผลักดันให้สังคมไทยตระหนักว่า "สื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ" คือทรัพย์สินทางปัญญาและประชาธิปไตยของประชาชนทุกคน ไม่ใช่เครื่องมือของรัฐหรือกลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่ง > คำถามชวนคิด: หากวันหนึ่งสื่อที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐต้องใช้งบประมาณจากรัฐเอง ท่านคิดว่าประชาชนจะยังเชื่อมั่นได้หรือไม่ว่าเสียงที่สะท้อนออกมานั้นทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง? >หมายเหตุ บทความนี้ส่วนหนึ่งปรับจากแถลงการณ์ ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ปกป้องสื่อสาธารณะ : ไทยพีบีเอสต้องเป็นอิสระจากรัฐและทุน ของชมรมนักช่างสิ่งแวดล้อม https://www.facebook.com/share/p/19XL8WJCGU/?mibextid=wwXIfr นักข่าวพลเมือง Thai PBS
ข่าวที่เกี่ยวข้อง