back
ความท้าทายขบวนเยาวชน ใต้เงาวิกฤติสิ่งแวดล้อม
25 ก.ย. 2569 15:25
View: 129

R2S: Rights to Space Rights to Speak
25 กันยายน 2569 เวที “ความท้าทายขบวนเยาวชนใต้เงาวิกฤติสิ่งแวดล้อม” ในงาน MAEW – Mekong-
ASEAN Environmental Week ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ชูพลังเสียงเยาวชนว่า
“ไม่ใช่ตัวแถม แต่คือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม”
ผ่านประสบการณ์ของเยาวชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมจากไทยและลาว 7 คน
จากหลากหลายพื้นที่ ทั้งชนเผ่าพื้นเมือง ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่
และการทำงานด้านสิทธิในที่ดิน
Kongdia Yang เยาวชนชนเผ่าม้งจากลาว ถ่ายทอดว่า
“วันนี้เยาวชนเข้าถึงข้อมูลและองค์ความรู้ได้มากกว่าคนรุ่นก่อน
แต่การเข้าถึงข้อมูลเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องต่อยอดด้วยความรู้ด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม
สร้างความมั่นใจ และรวมพลังเป็นเครือข่าย เพื่อเปลี่ยนความรู้ให้เป็นพลังในการกลับไปปกป้องสิทธิ ชุมชน
และทรัพยากรของตนเอง”
ด้าน Noudsavanh เยาวชนชนเผ่าไทแดงจากลาว ชี้ว่า
แม้บริบทการทำงานกับเยาวชนจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่สิ่งที่ไม่ควรเปลี่ยนคือการมี “พื้นที่”
ให้เยาวชนได้พบกัน พูดคุย แลกเปลี่ยน และส่งเสียงอย่างปลอดภัย
เพราะการสร้างขบวนไม่ใช่การเดินไปข้างหน้าเพียงลำพัง แต่คือการทำให้เยาวชนรู้ว่ามีเพื่อนร่วมทาง
และสามารถรวมพลังไปสู่เป้าหมายเดียวกัน
อรชา จันทร์เดช จากเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง
สะท้อนมุมมองจากคนทำงานที่ร่วมขับเคลื่อนกับเยาวชนในพื้นที่ภาคตะวันออก
ซึ่งเผชิญแรงกดดันจากอุตสาหกรรมและโครงการขนาดใหญ่ โดยย้ำว่า
การทำงานกับเยาวชนต้องทำให้พวกเขารู้สึกว่าเป็น “ทีมเดียวกัน” เปิดพื้นที่ให้ร่วมตัดสินใจ ให้เกียรติ
และมองเห็นศักยภาพเฉพาะของแต่ละคน เพื่อนำความสามารถเหล่านั้นมาสร้างพลังร่วม
เพราะการสร้างขบวนที่เข้มแข็งไม่ใช่เพียงการเพิ่มคน
แต่คือการทำให้ทุกคนรู้ว่าตนเองมีที่ยืนและมีความหมายในขบวน
จิราพัชร ช้ำเกตุ จากเครือข่าย Fossil Free Thailand เสนอว่า การทำงานกับเยาวชนต้องสร้างทั้ง
“อยู่รอดและอยู่ร่วม” เปิดพื้นที่ให้ตัดสินใจ มีรายได้ มีงานในชุมชน และมีโอกาสเติบโต
เพราะเป้าหมายไม่ใช่เพียงการสร้างกิจกรรม แต่คือการสร้างคนให้เติบโตไปพร้อมกับชุมชน
เมื่อเยาวชนมีสิทธิกำหนดอนาคตของตนเอง พวกเขาย่อมมองเห็นอนาคตของตัวเองในพื้นที่
ขณะที่ในระดับเครือข่าย ต้องร่วมกันสร้าง “นิเวศ”
ที่ทำให้เยาวชนไม่ต้องเลือกระหว่างอนาคตของตัวเองกับการปกป้องสิทธิ และในระดับนโยบาย
ต้องทำให้เสียงของเยาวชนและผลกระทบต่อประชาชนถูกนำมาพิจารณาในการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการข
นาดใหญ่
ลาหมึทอ ดั่งแดนวิมาน เยาวชนปกาเกอะญอในฐานะประธานเครือข่ายเยาวชนสาละวิน
ซึ่งทำงานร่วมกับเยาวชนปกาเกอะญอในพื้นที่แม่น้ำสาละวินทั้งไทยและเมียนมา ย้ำว่า
ปัญหามลพิษจากเหมืองที่กำลังเกิดขึ้นกับแม่น้ำสาละวินเป็นปัญหาข้ามพรมแดน
เมื่อเยาวชนจากต่างพื้นที่มองเห็นปัญหาร่วมกัน จึงจำเป็นต้องมีพื้นที่ให้พวกเขามาพบ พูดคุย
และระบุปัญหาร่วมกัน โดยเฉพาะเยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองที่ต้องได้รับการเสริมพลังด้านสิทธิ
เพื่อร่วมกันคิดว่า “เราทำอะไรได้บ้าง” และนำแนวคิดกลับไปทดลองทำงานในพื้นที่ของตนเอง
ขณะที่ Pay Khakhamxay ทนายความจากลาว ย้ำว่า พื้นที่แลกเปลี่ยนระหว่างเยาวชนยังคงมีความสำคัญ
เพราะปัญหาชุมชนและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องระยะยาว
การนำจุดแข็งของแต่ละคนมาทำงานร่วมกันจะช่วยให้ขบวนสามารถยืนระยะได้
ที่สำคัญคือการเข้าใจบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ และรู้ว่าจะทำงานร่วมกับผู้คนในพื้นที่นั้นอย่างไร
การสร้างขบวนเยาวชนจึงเริ่มจากการสร้างพื้นที่ให้พวกเขามีเสียง มีสิทธิ์ตัดสินใจ และได้ลงมือทำจริง
เพื่อเปลี่ยนความรู้ให้เป็นการปฏิบัติ เชื่อมคนและเครือข่าย
และนำการเปลี่ยนแปลงกลับไปสู่ชุมชนของตนเอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง










