back

ชาวแม่สายรวมพลังริมชายแดน ยื่น 8 ข้อถึงรัฐบาลไทย–เมียนมา จี้แก้ “สารพิษข้ามแดน” หยุดเหมืองกระทบลุ่มน้ำสาย–รวก

23 ก.ย. 2569 18:35 View: 91
author profile image
ณฐมน แก้วพิทูล
วันที่ 23 กันยายน 2569 เวลา 16.00 น. ที่บริเวณสามแยกตลาดสายลมจอย เชิงสะพานข้ามพรมแดนแม่สาย–ท่าขี้เหล็ก อ.แม่สาย จ.เชียงราย ชาวบ้านจากชุมชนสายลมจอยและชุมชนใกล้เคียงริมแม่น้ำสายประมาณ 30 คน รวมตัวจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก รวมถึงให้ทบทวนการนำเข้าแร่ผ่านประเทศไทย และผลักดันให้ยุติกิจกรรมเหมืองแร่ที่ประชาชนกังวลว่าส่งผลกระทบต่อลุ่มน้ำข้ามพรมแดน ระหว่างกิจกรรม ชาวบ้านนำป้ายผ้าขนาดใหญ่ข้อความ “หยุดเหมืองแร่แพร่สารพิษร้าย ทำลายห่วงโซ่อาหาร ล้างผลาญชีวิตประชาชน” ขึ้นไปชูบนแนวกระสอบบิ๊กแบ๊กริมตลิ่งแม่น้ำสาย เพื่อสะท้อนความกังวลจากชุมชนชายแดนที่ต้องเผชิญทั้งน้ำท่วม โคลนตะกอน และปัญหาสารปนเปื้อนในลำน้ำ นายประจักร เครือษี ตัวแทนชุมชนสายลมจอย กล่าวว่า เหตุอุทกภัยปี 2567 สร้างความเสียหายอย่างหนักแก่ชุมชนสายลมจอย ถ้ำผาจม และชุมชนริมแม่น้ำสายหลายแห่ง แต่สิ่งที่ประชาชนกังวลต่อจากน้ำท่วมคือ “ภัยเงียบ” จากสารปนเปื้อนในแม่น้ำ จึงต้องการให้ผู้มีอำนาจลงมารับฟังข้อเท็จจริงจากประชาชนในพื้นที่โดยตรง นายประจักรเรียกร้องให้ผู้แทนรัฐบาลไทยและเมียนมาลงพื้นที่แม่สายโดยเร็ว เพื่อรับฟังปัญหาจากชาวบ้านและหารือแนวทางแก้ไขร่วมกัน โดยเห็นว่าปัญหาข้ามพรมแดนจำเป็นต้องอาศัยการพูดคุยระหว่างสองประเทศ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลไทยพิจารณามาตรการเกี่ยวกับการนำเข้าแร่ที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ปัญหา เพื่อผลักดันการจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษ อีกปัญหาที่ชุมชนต้องการให้เร่งดำเนินการคือ แนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำสาย นายประจักรระบุว่า การใช้กระสอบบิ๊กแบ๊กและซ่อมแซมเป็นระยะทำให้ชาวบ้านยังไม่มั่นใจ เพราะทุกครั้งที่ฝนตกหนักยังต้องกังวลว่าจะเกิดน้ำทะลักเข้าชุมชนอีก จึงต้องการให้ภาครัฐจัดทำผนังกั้นน้ำที่แข็งแรงและถาวร ด้านสุขภาพ นายประจักรกล่าวว่า ตัวเขามีอาการทางผิวหนังตั้งแต่หลังเหตุอุทกภัยและยังรักษาอยู่ รวมถึงพบชาวบ้านรายอื่นมีอาการทางผิวหนังเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ในรายละเอียดที่ให้มาซึ่งยืนยันว่าอาการดังกล่าวเกิดจากสารปนเปื้อนในแม่น้ำโดยตรง จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบด้านสาธารณสุขเพิ่มเติม นางนงนุช สิงห์แก้ว ตัวแทนชุมชนสายลมจอย กล่าวว่า ประชาชนกังวลเรื่องความปลอดภัยของแหล่งน้ำดิบและน้ำประปาที่ใช้ในพื้นที่แม่สาย และต้องการให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบพร้อมเปิดเผยข้อมูลคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนทราบว่าน้ำที่นำมาอุปโภคบริโภคมีคุณภาพและความปลอดภัยอยู่ในระดับใด นางนงนุชเสนอให้รัฐบาลยกระดับปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำข้ามพรมแดนเป็น “วาระแห่งชาติเร่งด่วน” และเปิดการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อหามาตรการป้องกันหรือบำบัดโลหะหนักก่อนลงสู่ลำน้ำ พร้อมยอมรับว่าเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนจำเป็นต้องให้โรงพยาบาล รพ.สต. และหน่วยงานสาธารณสุขเป็นผู้ตรวจสอบ ขณะที่ภาคเกษตรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำได้ยาก เพราะยังต้องพึ่งพาแม่น้ำสายในการทำนา ทำสวนและทำไร่ ขณะที่ นายทองคำ อินพรม ตัวแทนเกษตรกรผู้ใช้น้ำลุ่มแม่สาย กล่าวว่า ปัจจุบันตะกอนจำนวนมากไหลเข้าไปสะสมในคลองส่งน้ำ กลายเป็นอุปสรรคต่อการส่งน้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตร ขณะที่การขุดลอกก็มีปัญหาเรื่องสถานที่รองรับตะกอน นายทองคำกล่าวว่า สิ่งที่เกษตรกรเป็นห่วงมากที่สุดคือความปลอดภัยของพืชผักและผลผลิต หากในอนาคตพบการปนเปื้อน อาจกระทบทั้งความปลอดภัยของผู้บริโภคและรายได้ของเกษตรกร พร้อมแสดงความกังวลต่อผลกระทบด้านสุขภาพในระยะยาวและคนรุ่นต่อไป ซึ่งประเด็นดังกล่าวยังต้องอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และสาธารณสุขในการติดตามและประเมินความเสี่ยง จากนั้น ตัวแทนภาคประชาชนอำเภอแม่สาย ได้อ่านแถลงการณ์ถึงรัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมา โดยระบุว่า แม่น้ำสายและแม่น้ำรวกไม่ได้เป็นเพียงเส้นแบ่งเขตแดน แต่เป็นแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงประชาชนทั้งสองฝั่งมาหลายชั่วอายุคน ขณะที่ปัจจุบันชุมชนต้องเผชิญทั้งน้ำท่วม ดินโคลน และข้อกังวลเกี่ยวกับสารปนเปื้อนที่เครือข่ายเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำ แถลงการณ์มี 8 ข้อเรียกร้องสำคัญ ได้แก่ ให้จัดการปัญหาเหมืองและวิกฤตสารพิษข้ามแดนพร้อมทบทวนมาตรการป้องกันน้ำท่วมและดินโคลน ให้รัฐบาลลงพื้นที่รับฟังประชาชน เร่งแก้ผลกระทบต่อเกษตรกร จัดการตะกอนทรายและโคลน ดูแลคุณภาพน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตร แก้ผลกระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจแม่สาย เรียกร้องรัฐบาลเมียนมาให้หยุดและปิดเหมืองที่ส่งผลกระทบต่อลุ่มน้ำสาย–รวก และให้รัฐบาลไทยยกระดับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมใช้ช่องทางการทูตเจรจากับเมียนมาเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างร่วมกัน ภาคประชาชนแม่สายย้ำว่า สิ่งที่ชุมชนต้องการ ไม่ใช่เพียงการเข้ามาช่วยเหลือหลังเกิดน้ำท่วม แต่ต้องการการจัดการปัญหาที่ต้นเหตุ พร้อมเรียกร้องให้ผู้นำหรือผู้แทนรัฐบาลไทยและเมียนมาลงพื้นที่พบประชาชน เพื่อรับทราบผลกระทบด้วยตนเองและร่วมกันกำหนดมาตรการที่เป็นรูปธรรม ก่อนที่ปัญหาจะส่งผลกระทบซ้ำต่อชุมชน เกษตรกรรม และเศรษฐกิจเมืองชายแดนแม่สาย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง