back
เครือข่ายปกป้องแม่น้ำฯ นักวิชาการ จี้นายกฯ-รมว.ต่างประเทศไทย-เมียนมา ลงพื้นที่เชียงราย แก้ปัญหาสารปนเปื้อนข้ามแดน เผยผลตรวจครั้งที่ 22 ยังพบโลหะหนัก เสนอ 11 มาตรการเร่งด่วน
21 ก.ย. 2569 19:13
View: 13

ณฐมน แก้วพิทูล
เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 เวลา 16.00 น. ณ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง รวมถึงเครือข่ายที่ติดตามสถานการณ์แม่น้ำสาละวินและกระบุรี แถลงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย และรัฐมนตรีต่างประเทศของเมียนมาร์ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งยกระดับการแก้ปัญหา การปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำข้ามพรมแดน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและนักวิชาการมีส่วนร่วม โดยระบุว่าผลตรวจคุณภาพน้ำครั้งที่ 22 ยังพบสารหนูและสารตะกั่วเกินค่ามาตรฐานในบางจุด จึงเห็นว่าการตรวจเฝ้าระวังเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากยังไม่สามารถจัดการต้นเหตุของมลพิษได้
ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำ สำนักวิชานวัตกรรมสังคมมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวถึงที่มาของการแถลงข่าวว่า เครือข่ายฯติดตามปัญหาการปนเปื้อนโลหะหนักจากกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านมาอย่างต่อเนื่อง และจับตาความคืบหน้าหลังไทยกับเมียนมามีความร่วมมือด้านการตรวจคุณภาพน้ำ รวมถึงการเดินทางลงพื้นที่เชียงตุง ท่าขี้เหล็ก และเชียงรายของ นายต่อ ศรลัมพ์ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงย่างกุ้งช่วงกลางเดือนกันยายน 2569 ที่ผ่านมา เครือข่ายเห็นว่าเป็นจังหวะสำคัญที่รัฐบาลควรเปิดให้ผู้แทนรัฐบาลเมียนมา ภาคประชาชน และภาควิชาการในพื้นที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลข้อเท็จจริงและแนวทางแก้ปัญหา
ดร.สืบสกุล ยังเผยผลตรวจ ค่าสารหนูในแหล่งน้ำของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง ครั้งที่ 22 ของกรมควบคุมมลพิษ ที่มีการเก็บตัวอย่างช่วงวันที่ 3–7 สิงหาคม 2569 ยังพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานในหลายจุดของแม่น้ำกก ส่วนแม่น้ำสายพบสารหนูเกินมาตรฐานในสถานีตรวจที่กล่าวถึง และยังพบสารตะกั่วเกินมาตรฐาน ขณะที่แม่น้ำรวกและแม่น้ำโขงบางจุดยังมีข้อกังวลเรื่องสารหนู เครือข่ายจึงตั้งคำถามว่า หากแหล่งกำเนิดมลพิษยังคงอยู่ การตรวจซ้ำจำนวนมากจะช่วยได้เพียงการเฝ้าระวัง แต่ไม่สามารถยุติปัญหาได้
นางเตือนใจ ดีเทศน์ หรือ ครูแดง ระบุว่าปัญหานี้สะสมมาราว 2 ปี หลังประชาชนเริ่มสังเกตความผิดปกติของแม่น้ำกกและตะกอนจำนวนมากภายหลังเหตุอุทกภัยปี 2567 ก่อนมีการตรวจพบสารปนเปื้อนในน้ำ ดิน ตะกอน ตลอดจนมีการติดตามผลกระทบต่อพืชผล สัตว์น้ำ และสุขภาพประชาชน จึงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่พบประชาชนผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง และใช้กลไกระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องผลักดันการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ พร้อมย้ำถึงผลกระทบต่อเกษตรกร ประมงพื้นบ้าน การท่องเที่ยว วิถีชีวิต และความผูกพันทางวัฒนธรรมของชุมชนกับสายน้ำ
ด้าน ผศ.ดร.เสถียร ฉันทะ อาจารย์คณะวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เน้นว่าข้อมูลการตรวจตั้งแต่ระยะแรกจนถึงครั้งที่ 22 สะท้อนการปนเปื้อนที่ต่อเนื่อง และเตือนถึงความเสี่ยงจากตะกั่ว โดยเฉพาะต่อเด็ก รวมทั้งผลกระทบแบบสะสมต่อสุขภาพและระบบนิเวศ จึงขอให้รัฐบาลไทยและผู้แทนรัฐบาลเมียนมาลงพื้นที่รับฟังประชาชนและร่วมกันกำหนดทางออก โดยเห็นว่า MOU หรือข้อตกลงระหว่างรัฐจะเกิดผลได้จริงก็ต่อเมื่อมีการลงมือปฏิบัติและรับฟังผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่
ขณะที่ อาจารย์ ดร.เนรมิตร จิตรรักษา จากคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ กล่าวเพิ่มเติมว่าปัญหาดังกล่าวไม่สามารถแก้ได้ด้วยกลไกภายในประเทศเพียงอย่างเดียว เพราะต้นเหตุเกี่ยวข้องกับพื้นที่ข้ามพรมแดน จึงต้องเริ่มกระบวนการเจรจาระหว่างประเทศอย่างจริงจัง โดยรัฐบาลไทยควรส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลเมียนมาให้ส่งผู้แทนหรือรัฐมนตรีลงพื้นที่ เพื่อรับรู้ปัญหาและเริ่มกำหนดแนวทางจัดการร่วมกัน พร้อมชี้ว่าหากไม่เริ่มต้นการเจรจาและจัดการต้นเหตุ ไทยจะยังเป็นฝ่ายรับความเสี่ยงและผลกระทบต่อไป
ท้ายแถลงการณ์กลุ่มเครือเครือข่ายปกป้องแม่น้ำฯ ได้ยื่น 11 ข้อเสนอ มาตรการเร่งด่วนให้รัฐบาลดำเนินการคือ
1. ตั้งคณะกรรมการร่วมระดับชาติที่มีภาครัฐ นักวิชาการ ภาคประชาชน ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาแม่น้ำข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ
2. ให้นายกรัฐมนตรี พร้อมผู้แทนรัฐบาลเมียนมา ลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากประชาชน
3. พิจารณายุติการนำเข้าแร่จากเมียนมาและการส่งผ่านแร่ที่เกี่ยวข้องผ่านประเทศไทยในส่วนที่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงด้านมลพิษ
4. พิจารณายุติการส่งออกเครื่องจักรและสารเคมีที่ใช้ในการทำเหมืองไปยังพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับปัญหา
5. สนับสนุนงบประมาณ 126 ล้านบาท สำหรับศูนย์ตรวจสารโลหะหนักในดิน น้ำเพื่อการเกษตร และสินค้าเกษตรในเชียงใหม่และเชียงราย ตามข้อเสนอที่เครือข่ายกล่าวถึง
6. จัดทำแผนที่ความเสี่ยงพื้นที่เกษตรกรรมที่อาจได้รับผลกระทบจากโลหะหนักในทุกลุ่มน้ำที่เกี่ยวข้อง
7. จัดหาแหล่งน้ำสำรองสำหรับภาคเกษตร เพื่อลดการใช้น้ำจากแหล่งที่มีความเสี่ยงปนเปื้อน
8. จัดตั้งกองทุนเยียวยาและชดเชยเกษตรกร หากพบการปนเปื้อนเกินมาตรฐานในดิน น้ำ หรือผลผลิตทางการเกษตร
9. จัดทำแผนฟื้นฟูพื้นที่ดินเพาะปลูกที่ได้รับการปนเปื้อน
10. จัดหาแหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตประปาทดแทนแหล่งน้ำที่มีความเสี่ยง
11. เปิดเผยผลการตรวจของหน่วยงานรัฐอย่างโปร่งใสและรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและประเมินความเสี่ยงได้
นอกจากนี้ เครือข่ายยังเสนอให้นำหลักธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนมาใช้ โดยเน้นการเคารพสิทธิ การปกป้องคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบ และการชดเชยเยียวยา รวมทั้งเสนอให้รัฐบาลไทยประสานกลไกระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม สุขภาพ เกษตร และเด็ก เข้ามามีส่วนสนับสนุนการศึกษาและแก้ไขปัญหา พร้อมยืนยันว่าการเคลื่อนไหวของเครือข่ายยึดหลักสันติวิธี และใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และวิชาการเป็นฐาน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง













