back

ผลวิจัยสะท้อน: การเปิดพื้นที่การเมืองปลอดภัย ทำให้วัยรุ่นไม่จับอาวุธมาสู้กับรัฐในเวที “22 ปี บทเรียนและก้าวต่อไป: การปฏิรูปโครงสร้างรัฐ เพื่อสันติภาพที่เคารพความหลากหลาย” ณ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

12 ก.ย. 2569 06:58 View: 15
author profile image
Shukur Dina
ผลวิจัยสะท้อน: การเปิดพื้นที่การเมืองปลอดภัย ทำให้วัยรุ่นไม่จับอาวุธมาสู้กับรัฐในเวที “22 ปี บทเรียนและก้าวต่อไป: การปฏิรูปโครงสร้างรัฐ เพื่อสันติภาพที่เคารพความหลากหลาย” ณ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ :เรียบเรียง ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษนับตั้งแต่ปี 2547 ได้สร้างบาดแผล ความสูญเสีย และวงจรความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางมาตรการทางทหารและการบังคับใช้กฎหมายพิเศษที่ภาครัฐใช้เป็นเครื่องมือหลักในการควบคุมพื้นที่ เสียงสะท้อนจากงานสัมมนาทางวิชาการ “22 ปี บทเรียนและก้าวต่อไป: การปฏิรูปโครงสร้างรัฐ เพื่อสันติภาพที่เคารพความหลากหลาย” ณ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ชี้ให้เห็นมุมมองใหม่อันทรงคุณค่า โดยเฉพาะงานวิจัยและข้อเสนอจากนักวิชาการที่ยืนยันตรงกันว่า การเปิด "พื้นที่การเมืองที่ปลอดภัย" ให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน คือกุญแจสำคัญที่จะดึงพวกเขาออกจากการหันไปจับอาวุธเผชิญหน้ากับรัฐ รากเหง้าปัญหาและข้อจำกัดของมาตรการความมั่นคงแบบดั้งเดิม จากข้อมูลและข้อเสนอของนักวิชาการด้านสันติศึกษา อาทิ ศ.ดร.ฉันทนา บรรพศิริโชติ หวันแก้ว, ผศ.ดร.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช รวมถึงตัวแทนภาคประชาชนอย่าง น.ส.อัญชนา หีมมิหน๊ะ ได้สะท้อนภาพปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านประเด็นสำคัญ: * ข้อจำกัดของมาตรการความมั่นคงแบบดั้งเดิม: นโยบายที่ผ่านมามักให้น้ำหนักกับความมั่นคงของชาติ เอกภาพ และการใช้กำลังทหาร มาตรการทางบริหารและกฎหมายพิเศษ ตลอดจนการละเมิดความเป็นส่วนตัว เช่น การเก็บดีเอ็นเอ ได้สร้างความรู้สึกห่างเหินและบั่นทอนความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน * รากเหง้าปัญหาที่ต้องแก้ด้วยการเมือง: ปัญหาชายแดนใต้ไม่ใช่เพียงเรื่องความมั่นคงทางทหาร แต่มีรากเหง้าจากประเด็นอัตลักษณ์ ประวัติศาสตร์ และโครงสร้างการปกครอง การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยวิถีทางการเมืองและการพูดคุยสันติภาพ ควบคู่กับการสร้างกลไกให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วม * กับดักของ "พื้นที่กึ่งเปิด": ปัจจุบันพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เปรียบเสมือนพื้นที่ทางการเมืองกึ่งเปิด ที่แม้จะมีเสรีภาพในการแสดงออกระดับหนึ่ง แต่กลับ "ไม่มีความปลอดภัย" เนื่องจากผู้ที่เคลื่อนไหวในประเด็นอ่อนไหว มักถูกติดตามและตกเป็นเป้า ทำให้ต้นทุนทางการเมืองของประชาชนสูงเกินไป #หลักฐานจากการวิจัยและบทเรียนระดับสากล ผู้เขียนขอนำหลักฐานเชิงประจักษ์และข้อค้นพบจากงานวิจัยด้านสันติศึกษาและการเมืองการปกครอง สะท้อนพลวัตการเปลี่ยนผ่านของสังคมและการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งมีการหยิบยกกรณีศึกษาเปรียบเทียบ (Comparative Peace Processes) จากทั่วโลกมาถอดบทเรียน: * การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พื้นที่ทางการเมืองของเยาวชน: งานศึกษาเกี่ยวกับเครือข่ายเยาวชนชี้ให้เห็นว่า หลังปี 2547 พลวัตของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนจากการตกเป็นเหยื่อหรือผู้สนับสนุนความรุนแรง ไปสู่การสร้างพื้นที่ทางสังคม เช่น กลุ่มกิจกรรมทางวัฒนธรรม เครือข่ายนักศึกษา และเวทีสาธารณะ เพื่อสื่อสารอัตลักษณ์และความต้องการโดยปราศจากอาวุธ * หมุดหมายการพูดคุยสันติภาพ: การเปิดโต๊ะเจรจากับผู้เห็นต่างตั้งแต่ปี 2556 ทำให้ข้อเรียกร้องเชิงโครงสร้างถูกย้ายจากสนามรบมาสู่โต๊ะเจรจา ส่งผลให้เยาวชนและประชาชนมีความหวังว่าการต่อสู้ผ่านวิถีทางการเมืองจะสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้มากกว่า * บทเรียนจากต่างประเทศ (อาเจะห์, มินดาเนา, ไอร์แลนด์เหนือ, แคว้นบาสก์ และเซาท์ทิโรล): งานวิจัยเปรียบเทียบชี้ตรงกันว่า ความขัดแย้งเชิงอัตลักษณ์และดินแดนทั่วโลกไม่สามารถยุติได้ด้วยกำลังทหาร แต่ความสำเร็จเกิดจากการเปิดพื้นที่ทางการเมือง การออกแบบการปกครองตนเอง (Autonomy) การแบ่งปันอำนาจ (Power-Sharing) และการดึงกลุ่มติดอาวุธให้เปลี่ยนผ่านสู่การเมืองในระบบรัฐสภา พื้นที่แลกเปลี่ยนและข้อเสนอเพื่ออนาคต นอกเหนือจากงานวิชาการกระแสหลักแล้ว วง IPP (Insider Peacebuilders Platform) หรือแนวคิด “พื้นที่กลางในการสร้างสันติภาพจากคนใน” ซึ่งริเริ่มขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2554 (ผู้เขียนได้เข้าร่วมไม่ต่ำ 40 ครั้งตั้งแต่ปี 2556-2568)ได้ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางที่เปิดโอกาสให้ผู้มีจุดยืนแตกต่างสุดขั้วมาพูดคุยและรับฟังกันโดยปราศจากการหวาดระแวง อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงพื้นที่เหล่านี้ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคจากกฎหมายความมั่นคง การใช้กฎหมาย SLAPP และการโยกย้ายบุคลากรที่ใช้แนวคิดเชิงยุทธการ ซึ่งยิ่งทำให้พื้นที่ทางการเมืองถดถอย เมื่อพิจารณาจากบริบททั้งหมด การสร้าง "พื้นที่ทางการเมืองที่ปลอดภัย" (Safe Political Space) จึงไม่ใช่เพียงเรื่องสิทธิเสรีภาพทั่วไป แต่เป็นกลยุทธ์เชิงป้องกันความรุนแรง (Conflict Prevention) ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด ที่จะทำให้เยาวชนรู้สึกว่าเสียงของตนมีความหมายโดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง สรุป บทเรียนตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่ามาตรการทางทหารเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างยั่งยืน ทางออกที่แท้จริงอยู่ที่การที่ภาครัฐต้องมีความมุ่งมั่นทางการเมือง (Political Will) ในการสลายกำแพงความไม่ไว้วางใจ เปิดกว้างทางความคิด และประกันความปลอดภัยให้เยาวชนได้ใช้พื้นที่ทางการเมืองขับเคลื่อนสังคม การคืนพื้นที่ปลอดภัยและให้เกียรติในอัตลักษณ์ของประชาชน จะเป็นสะพานเชื่อมไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน และช่วยลดการหันไปใช้อาวุธเผชิญหน้ากับรัฐได้อย่างแท้จริง หมายเหตุอ่านรายงานฉบับเต็มใน https://www.facebook.com/share/1gfRsP8GR8/?mibextid=wwXIfr
ข่าวที่เกี่ยวข้อง