back
สุขภาพจิต-ยาเสพติดกัดกร่อนคนทำงานด้านเด็กเยาวชน
10 ก.ย. 2569 18:17
View: 43

สุมาลี สุวรรณกร
ภาคีอาสาจัวหวัดขอนแก่น เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น "ไม่เป็นเด็กเยาวชนคนไม่รู้หรอก" เผยวิกฤตปัญหาสุขภาพจิต-ยาเสพติดพุ่ง พร้อมสะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างและข้อเสนอเชิงนโยบาย
จังหวัดขอนแก่น — เครือข่ายภาคีอาสาและคนทำงานด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัวในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ร่วมจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนข้อมูลในประเด็นสาธารณะ หัวข้อ "ไม่เป็นเด็กเยาวชนคนไม่รู้หรอก" เพื่อสะท้อนสถานการณ์จริง ปัญหาที่เด็กและคนทำงานต้องเผชิญ พร้อมยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อภาครัฐและผู้บริหารในการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืน จากเวทีการนำเสนอพบว่า
๑. ภาพรวมการทำงาน: อาศัย "หัวใจและเครือข่าย" ถักทอการช่วยเหลือ
จากการแลกเปลี่ยนของคนทำงานจากหลากหลายหน่วยงาน พบว่าการขับเคลื่อนงานในพื้นที่เน้นการบูรณาการแบบไร้รอยต่อ และใช้วิธีการทำงานเชิงลึกเพื่อประคับประคองเยาวชน:
สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร. / กศน. เดิม): ครู สกร. สะท้อนการทำงานแบบ "ครู ๒๔ ชั่วโมง" ที่ต้องดูแลเด็กนอกระบบ เด็กหลุดจากระบบการศึกษา เด็กที่ถูกผลักออกจากโรงเรียนเดิม หรือเด็กที่มีปัญหาทางครอบครัว โดยเน้น "กระบวนการรับฟังโดยไม่ตัดสิน" และจัดกิจกรรมกลุ่มเพื่อดึงเด็กออกจากความเสี่ยง มุ่งเป้าหมายสูงสุดให้เด็กมีทักษะชีวิต อยู่ในสังคมได้ และเลี้ยงตัวเองได้
คนงานสาธารณสุขและบำบัดยาเสพติด (เทศบาลนครขอนแก่น): สะท้อนว่า เป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดมากว่า ๑๑ ปี ต้องทำงานเชิงรุกกระจายทั่ว ๙๕ ชุมชน มีศูนย์พักคอย (CI) ดูแลผู้ป่วย และจัดระบบส่งต่อไปยังโรงพยาบาล รวมถึงประสานตำรวจ อสม. และสวัสดิการสังคมเพื่อดูแลแบบองค์รวม
เจ้าหน้าที่ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) : เน้นการทำงานร่วมกับเครือข่ายพื้นที่ (อสม., ปกครอง, ตำรวจ) โดยมองว่าการพาเด็กออกจากชุมชนไปอยู่สถานสงเคราะห์อาจทำให้เด็กขาดความอบอุ่น จึงเน้นกระบวนการดึงเด็กกลับสู่ครอบครัวและชุมชนโดยไม่ตีตรา
ศูนย์เยาวชนเทศบาลนครขอนแก่น ที่ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม (กว่า ๓๐ องค์กร): เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ เช่น ดนตรี ภาพยนตร์ บีบอย รวมถึงจัดโครงการ "ห้องเรียนพ่อแม่" เพื่อปรับความสัมพันธ์ในครอบครัว
ภาควิชาการและการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย: ขับเคลื่อนโครงการสุขภาพจิตร่วมกับ สสส. ในพื้นที่ชุมชนและมหาวิทยาลัย พร้อมออกแบบเวที "สมัชชาเยาวชน" เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดและเล่นเอง
๒. อุปสรรคและปัญหา: วิกฤตรอบด้านตั้งแต่ระดับครอบครัวจนถึงโครงสร้าง
นอกจากนั้นผู้เข้าร่วมเสวนาได้สะท้อนถึงอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การทำงานกับเด็กเป็นไปด้วยความยากลำบาก: ประกอบด้วย
* ปัญหาสุขภาพจิตและการบูลลี่: พบเด็กในโรงเรียนก้าวสู่ภาวะซึมเศร้า กรีดข้อมือ และฆ่าตัวตายสำเร็จ มีปัญหาการกลั่นแกล้ง (Bullying) ในโรงเรียน และการไม่ยอมรับกลุ่มหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) จนทำให้เด็กหลบหนีออกจากระบบ
* ยาเสพติดและความรุนแรงในครอบครัว: เด็กอายุเพียง ๑๑ ขวบเริ่มติดยาเสพติด หรือถูกพ่อแม่ที่ติดยาบังคับให้เป็นเด็กเดินยาและทำร้ายร่างกาย เมื่อคนในบ้านติดยา ทำให้ทุกคนในครอบครัว "ป่วย" ตามไปด้วย
* ปัญหานโยบายและงบประมาณที่ไม่เอื้อต่อการทำงานจริง:
* ภาระค่าใช้จ่ายของคนทำงาน: เบิกงบไม่ได้ คนทำงานต้อง "ควักเงินส่วนตัว ขับรถส่วนตัว เลี้ยงกาแฟกันเอง" เพื่อช่วยเหลือเด็ก
* ขั้นตอนยุ่งยากเชิงระบบ: การส่งตัวผู้ป่วยบำบัดรักษาต้องใช้ใบส่งตัว หากไม่มีจะมีค่าใช้จ่ายสูงถึง ๓ - ๕ หมื่นบาท
* นโยบายติดดักตัวชี้วัด (KPI): ผู้บริหารและหน่วยงานภาครัฐมุ่งเน้นแต่ผลลัพธ์เชิงปริมาณหรือ "ผลลัพธ์ปลอม" เกิดการทำงานทับซ้อนกันขององค์กรต่างๆ
* นโยบายจิตอาสาบังคับ: การกำหนดเกณฑ์บัตรประกาศจิตอาสาเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย นำไปสู่ปัญหา "จิตอาสาปลอม" นับร้อยคน
* ความล้าของคนทำงาน (Burnout): คนทำงานต้องรับภาระทั้งงานและครอบครัวส่วนตัว ต้องทำงานข้ามเวลา แต่ผู้บริหารไม่ลงทุนและไม่รับฟังปัญหาจริงในสนาม
๓. ข้อเสนอเชิงนโยบาย: ปรับระบบ สนับสนุนคนทำงาน สร้างระบบนิเวศเพื่อเด็ก
จากข้อสรุปในเวที ภาคีอาสาจังหวัดขอนแก่นได้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญ ๔ ด้าน:
* นโยบายที่ต่อเนื่องและการลงทุนจริงจากผู้บริหาร: ขอให้ภาครัฐและผู้บริหารระดับสูงจัดสรรงบประมาณ ยานพาหนะ และทรัพยากรลงสู่การทำงานเชิงรุกในพื้นที่ ไม่ใช่มองแค่ผลลัพธ์เอกสารหรือสร้างเงื่อนไขยุ่งยาก
* การปลดล็อกระบบการส่งต่อและบริการสุขภาพ: ปรับปรุงขั้นตอนการขอใบส่งตัวรักษาพยาบาลและการบำบัดให้มีความยืดหยุ่น กระจายศูนย์พักคอย (CI) และสวัสดิการสังคมให้ครอบคลุมถึงการบำบัดสุขภาพจิตของผู้ปกครอง
* การเปิดพื้นที่สาธารณะปลอดภัยและการยอมรับความหลากหลาย: เพิ่มพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็ก สนับสนุนนโยบายสถานศึกษาปลอดภัยจากการบูลลี่ รวมถึงข้อเสนอการจัดให้มีห้องน้ำเพศทางเลือกเพื่อความเท่าเทียม
* การดูแลสุขภาวะคนทำงาน (Care for Caregivers): เสนอให้มีระบบดูแลสวัสดิการ สุขภาพจิต และสร้างพลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ ภาคีอาสา และครูผู้อยู่หน้างาน เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนการดูแลเด็กได้อย่างยั่งยืน
หลังจากนั้น ดร.สมพันธ์ เตชะอธิก ประธานที่ปรึกษาภาคีอาสาจังหวัดขอนแก่น กล่าวสรุปถึงจังหวะก้าวต่อไปของการทำงานภาคีอาสาในฐานะ องค์กรกลางในการประสานเพื่อเสริมพลังและร่วมกันนำเสนอปัญหาพร้อมกับการหาทางออกว่า จะต้องดำเนินการประกอบด้วย ๔ ข้อคือ
1.เด็กเยาวชน คนรุ่นใหม่มี 2 นัย นัยแรกไม่จำกัดอายุ เป็นกลุ่มคนต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นและเข้าไปมีส่วนร่วมขับเคลื่อนงาน นัยที่ 2 อายุ15-35ปี ถ้าสองวัยร่วมด้วยช่วยกันจะดีมาก
2. การบูรณาการหรือสำมะปิ การแก้ไขปัญหายากๆร่วมกัน โดยมีข้อมูลการขับเคลื่อนสุขภาพร่างกาย จิตใจ สังคม ปัญญา ความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิการเข้าถึงทรัพยากร และความสุขของเด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่และMappingให้ชัดเจน สัก1,000คน
3.การทำงานนวัตกรรมสู่นโยบายทุกระดับ โดยต้องมีและใช้ข้อมูลสุขภาวะร่างกาย จิตใจ สังคมและปัญญาขับเคลื่อนร่วมกัน ให้เข้าถึงสิทธิและทรัพยากรจากรัฐและอบต. เทศ บาล อบจ.และกองทุนต่างๆ สิ่งที่ภาคีอาสาขอนแก่นจะทำงานร่วมกับองค์กรที่ทำงานกับเด็กเยาวชน คือ workshop ให้มีแผน/โครงการบูรณาการกับกลุ่มเป้าหมายและประสานงานแหล่งสนับสนุนร่วมกันต่อไป
โดยบอกว่า งานยากๆทำเรื่องดีๆสะสมบุญบารมีเยอะๆร่วมกันจะปกปักคุ้มครองคนทำงานและเด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้ปรับตัวได้กับสังคม มีงานทำมีรายได้ เป็นคนดี มีคุณธรรม ไม่โกง"ดร.สมพันธ์ กล่าว
#ภาคีอาสาจังหวัดขอนแก่น #เยาวชน #ยาเสพติด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง















