back

ช็อคตัวเลขประเทศไทยมีที่ทิ้งสิ่งปฏิกูลไม่ถึง5%

2 ก.ย. 2569 14:44 View: 91
author profile image
สุมาลี สุวรรณกร
วิกฤตภัยเงียบอีสาน! สธ.-มข. ประสานเสียงจี้ อปท. เร่งสร้างบ่อบำบัดสิ่งปฏิกูล สกัด “พยาธิใบไม้ตับ-มะเร็งท่อน้ำดี” เผยตัวเลขช็อกระบบได้มาตรฐานทั่วประเทศไม่ถึง 5% ทำระบบสูบส้วมป่วน แอบทิ้งไร่นา วนกลับมาปนเปื้อนแหล่งน้ำ-เนื้อปลา ขอนแก่น - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับและโรคมะเร็งท่อน้ำดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย แม้จะมีการรณรงค์ลดการบริโภคปลาดิบมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี แต่ความจริงแล้วการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนกลับขึ้นอยู่กับ "ระบบสุขาภิบาลและจัดการสิ่งปฏิกูล" ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการตัดวงจรการระบาดของโรคอย่างเด็ดขาด น.ส.เมธาพร บำรุงสวัสดิ์ นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ ศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น เปิดเผยถึงสถานการณ์ระบบสุขาภิบาลในเขตสุขภาพที่ 7 (ครอบคลุมจังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม) ว่า จากการสำรวจข้อมูลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้งสิ้น 718 แห่ง พบว่ามีระบบบำบัดสิ่งปฏิกูลเพียง 35 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 4.87 เท่านั้น และในจำนวนนี้มีระบบที่สามารถใช้งานได้จริงเพียง 19 แห่ง หรือคิดเป็นร้อยละ 2.65 ของ อปท. ทั้งหมด โดยจังหวัดขอนแก่นมี อปท. 224 แห่ง แต่มีระบบบำบัดเพียง 7 แห่ง และใช้งานได้จริงเพียง 4 แห่งเท่านั้น ขณะที่กาฬสินธุ์มีระบบใช้งานได้ 6 แห่ง จาก 150 อปท. มหาสารคามใช้งานได้ 4 แห่ง จาก 142 อปท. และร้อยเอ็ดใช้งานได้ 5 แห่ง จาก 202 อปท. ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก น.ส.เมธาพร กล่าวต่อไปว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การสร้างระบบสุขาภิบาลท้องถิ่นล่าช้า เกิดจากการจัดตั้งงบประมาณ ปัญหาที่ดินสาธารณประโยชน์ และการต่อต้านของชุมชนในการทำประชาพิจารณ์เนื่องจากภาพจำว่าบ่อบำบัดสิ่งปฏิกูลจะส่งกลิ่นเหม็น ทั้งนี้ทางกรมอนามัยได้เสนอแนวทาง “ระบบลานทรายกรอง” ซึ่งเป็นระบบที่ไม่ใช้ไฟฟ้า แต่ใช้แสงแดดส่องให้ของเสียแห้งสนิทจนมีความชื้นต่ำกว่าร้อยละ 5 ซึ่งสามารถทำลายไข่พยาธิได้ทุกชนิด และกากที่แห้งแล้วยังนำมาแปรรูปเป็นสารปรับปรุงดินที่เป็นประโยชน์ทางการเกษตรได้ ด้านนายไพรัตน์ อุตราช ผู้ช่วยสาธารณสุขอำเภอหนองนาคำ จังหวัดขอนแก่น เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติงานในพื้นที่ว่า อำเภอหนองนาคำเป็นอำเภอขนาดเล็กที่มี 3 ตำบล 35 หมู่บ้าน ประชากรราว 20,000 คน. แต่ผลการตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับกลับพบอัตราการติดเชื้อสูงถึงร้อยละ 35 และมะเร็งท่อน้ำดียังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 6 ของประชากรในพื้นที่ โดยบริบทของหนองนาคำ มีลำน้ำพองไหลผ่าน และบางส่วนติดท้ายเขื่อนอุบลรัตน์ ประชาชนส่วนใหญ่ทำอาชีพประมงและแปรอาหาร เช่น ปลาร้าดิบ ปลาส้มดิบ นอกจากนี้ ชาวบ้านบางส่วนที่ระบุว่าไม่เคยบริโภคปลาดิบเลย กลับพบการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเกิดจากการปนเปื้อนข้ามผ่านเครื่องครัว เช่น การใช้เขียงหรือมีดดิบร่วมกับของสุกในครัวเรือน นายไพรัตน์ กล่าวว่า ขณะนี้ในอำเภอหนองนาคำยังไม่มีบ่อบำบัดสิ่งปฏิกูลที่ถูกสุขลักษณะ แต่ทางสำนักงานสาธารณสุขอำเภอได้ขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) เพื่อกระตุ้นให้ อปท. ในพื้นที่บรรจุแผนก่อสร้างบ่อบำบัดสิ่งปฏิกูลในปี 2571 ขณะเดียวกันยังนำประเด็นดังกล่าวไปรณรงค์เชื่อมโยงกับวิถีวัฒนธรรมใน "ประเพณีงมปลาน้ำแดง" ประจำปี เพื่อปลูกฝังความตระหนักรู้ในการสุขาภิบาลสิ่งปฏิกูลและการบริโภคปลาปรุงสุกให้กับชาวบ้าน ขณะที่ ผศ.ดร.ฤทธิรงค์ จังโกฏิ จากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หัวหน้าโครงการสร้างระบบสุขาภิบาลเพื่อสิ่แงดวล้อมปลอดพยาธิใบไม้ตับ กล่าววิเคราะห์ในเชิงวิชาการว่า ภาพรวมทั้งประเทศน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศไทยมี อปท. ทั้งสิ้น 7,800 กว่าแห่ง แต่มีระบบบำบัดสิ่งปฏิกูลที่ถูกต้องไม่ถึง 300 แห่ง หรือไม่ถึงร้อยละ 5 ส่งผลให้รถสูบส้วมเอกชนไม่มีสถานที่ทิ้งอย่างถูกสุขลักษณะ จนนำไปสู่การลักลอบเททิ้งตามเลือกสวนไร่นาเพื่อใช้เป็นปุ๋ยสด. เมื่อฝนตกน้ำจะชะล้างไข่พยาธิไหลลงสู่แหล่งน้ำ หอยไซจะกินอุจจาระปนเปื้อนนี้เข้าไป พยาธิจะเติบโตและย้ายไปฝังตัวในเกล็ดปลา ซึ่งหากประชาชนนำปลาเหล่านั้นมาบริโภคแบบกึ่งสุกกึ่งดิบ พยาธิจะเข้าไปเจริญเติบโตในร่างกายมนุษย์ โดยพยาธิใบไม้ตับเพียง 1 ตัว สามารถวางไข่ได้ถึงวันละ 400 ฟอง และสามารถอยู่ในตัวคนเราได้นานถึง 20-30 ปี หากไม่ได้รับการรักษาด้วยยาพราซิควอนเทล ซึ่งการอักเสบเรื้อรังของท่อน้ำดีเป็นระยะเวลานาน 15-20 ปี จะนำไปสู่การเป็นโรคมะเร็งท่อน้ำดีในที่สุด ผศ.ดร.นิธิรงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องใช้วิธี “1 อำเภอ 1 แห่ง” เพื่อให้แต่ละอำเภอมีจุดบำบัดสิ่งปฏิกูลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งเสนอให้ปรับทัศนคติของ อปท. และประชาชน ให้มองสิ่งปฏิกูลเป็นทรัพยากรที่มีค่า หรือ “ปุ๋ยขี้ทองคำ” ที่ผ่านการทำลายเชื้อโรคจนสะอาดปลอดภัย สามารถสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่นได้ ปัจจุบัน กรมอนามัยและหน่วยงานเครือข่ายกำลังเร่งทำร่างแผนปฏิบัติการจัดการสิ่งปฏิกูลของประเทศเพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหานี้ในระดับชาติอย่างจริงจังต่อไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง