back
เมื่อชาวบ้านทั้งประณามโจร และละหมาดฮายัติให้นายกฯ ตั้งกรรมการอิสระสอบยิงวัยรุ่นบน ฮ. อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) เรียบเรียง ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน เหตุการณ์ความไม่สงบ
29 ส.ค. 2569 07:40
View: 6

Shukur Dina
เมื่อชาวบ้านทั้งประณามโจร และละหมาดฮายัติให้นายกฯ ตั้งกรรมการอิสระสอบยิงวัยรุ่นบน ฮ.
อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
เหตุการณ์ความไม่สงบระลอกใหญ่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการก่อเหตุป่วนรวมกว่า 59 จุด(ไม่นับรวมต่อ2 วันและเมื่อคืน 28 สิงหาคม 2569) และสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินรวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่ง ไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความสูญเสียทางเศรษฐกิจมูลค่าหลายสิบล้านบาท หากแต่ยังสร้างรอยร้าวและความหวาดระแวงในมิติทางสังคมอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะเมื่อเกิดประเด็นข้อพิพาทคู่ขนานกรณีเยาวชนวัย 21 ปี ถูกยิงได้รับบาดเจ็บในพื้นที่อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาสท่ามกลางข้อกล่าวหาว่ากระสุนอาจมาจากเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่รัฐ สะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตความเชื่อมั่นที่ภาครัฐต้องเร่งคลี่คลายด้วยความโปร่งใส
บทนำ
ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดจากเหตุลอบวางเพลิงและสร้างสถานการณ์ป่วนเมือง ภาพสะท้อนจากอำเภอจะแนะและอำเภอกรงปินังได้ปรากฏขึ้นในสองมิติคู่ขนาน ฝ่ายหนึ่งคือเสียงประณามความรุนแรงและการลุกฮือของชุมชนที่ปฏิเสธการสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้บริสุทธิ์ แต่อีกฟากหนึ่งคือความเจ็บปวดและความไม่ไว้วางใจของประชาชนต่อปฏิบัติการของฝ่ายความมั่นคง กรณีการบาดเจ็บของนายซอและ ดอเลาะ ที่มีพยานระบุว่าได้ยินเสียงและเห็นประกายไฟจากเฮลิคอปเตอร์ทหาร ประกอบกับการเคลื่อนไหวของโต๊ะอิหม่ามและชาวบ้านกว่า 60 คน ที่ร่วมกันประกอบพิธีละหมาดฮายัต ณ มัสยิดดารุลฮิกมะห์ เพื่อขอพรให้ผู้บาดเจ็บปลอดภัยและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างยุติธรรม กลายเป็นศูนย์กลางปัญหาที่ท้าทายความจริงใจของรัฐบาล ยิ่งนัก
รวมทั้งหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ยิ่งนายกรัฐมนตรี
ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า ไม่มีอำนาจ ตั้งกรรมการสอบฯ
#อดีตเรื่องนี้เป็นอย่างไร
ปัญหาความหวาดระแวงระหว่างประชาชนในพื้นที่ปลายด้ามขวานกับฝ่ายความมั่นคงไม่ใช่เรื่องใหม่ บทเรียนจากอดีตเคยพิสูจน์ให้เห็นหลายครั้งว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ความสูญเสียที่เจ้าหน้าที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา ภาครัฐมักเลือกใช้วิธีปฏิเสธในทันทีโดยปราศจากการตรวจสอบอย่างรอบด้าน เช่น กรณีเหตุการณ์บนเทือกเขาตะเว หรือเหตุการณ์ความเข้าใจคลาดเคลื่อนในอดีต ซึ่งท้ายที่สุดความจริงมักปรากฏผ่านกระบวนการพิสูจน์จนนำไปสู่ความขัดแย้งที่ขยายตัวยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ในห้วงเหตุการณ์ที่ผ่านมา การสื่อสารของผู้นำหน่วยกำลังในพื้นที่กลับมีข้อผิดพลาดและสร้างคำถามต่อสังคม ทั้งการประเมินสาเหตุคลาดเคลื่อน การให้ข้อมูลเรื่องการแจ้งเตือนข่าวกรองที่ไม่ตรงกัน รวมถึงท่าทีที่ปราศจากความประณีตต่อความรู้สึกของคนในท้องถิ่น ยิ่งทำให้เครดิตและความน่าเชื่อถือของฝ่ายความมั่นคงถดถอยลงไปอีก
อภิปรายและข้อเสนอทางออก
ในสถานการณ์ที่กลุ่มผู้เห็นต่างพยายามใช้ความรุนแรงเพื่อกดดันทางการเมืองและลดทอนความเชื่อมั่นของรัฐ ภาครัฐไม่ควรปล่อยให้เงื่อนไขเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือความคลุมเครือกลายเป็นเครื่องมือในการปลุกกระแสความเกลียดชัง การที่ภาคประชาสังคมและนักวิชาการร่วมกันยื่นข้อเสนอให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง "คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเฉพาะกิจ" ที่มีความเป็นอิสระ โปร่งใส และประกอบด้วยผู้แทนทุกภาคส่วน ทั้งผู้นำศาสนา แพทย์นิติวิทยาศาสตร์ และผู้แทนสิทธิมนุษยชน จึงเป็นทางออกที่สมเหตุสมผลที่สุด การเปิดให้ทุกฝ่ายนำพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์โดยไม่ให้ฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้ชี้ขาดแต่เพียงฝ่ายเดียว จะช่วยคืนความเป็นธรรมและสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการแก้ปัญหาบนพื้นฐานของความยุติธรรม
ถ้าไม่แก้ จะเกิดอะไรขึ้น
หากรัฐบาลยังคงเพิกเฉยหรือเลือกใช้แนวทางปฏิเสธความรับผิดชอบแบบเดิม ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ตัวอาคารหรือทรัพย์สินที่ถูกเผทำลาย แต่จะเป็นการสูญเสีย "หัวใจ" ของประชาชน ความรู้สึกหวาดระแวงจะทวีความรุนแรงขึ้น ช่องว่างระหว่างรัฐกับชุมชนจะกว้างขึ้นจนเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้ไม่หวังดีใช้เป็นเงื่อนไขในการขยายแนวร่วมและความเกลียดชังทางสังคม ความพยายามสร้างสันติพหุวัฒนธรรมที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันต้านความรุนแรงจะพังทลายลง และวงจรอุบาทว์แห่งความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็จะยิ่งถูกต่ออายุออกไปอย่างไม่มีกำหนด
สรุป
วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น ณ อำเภอจะแนะและพื้นที่ชายแดนใต้ในขณะนี้ คือบททดสอบสำคัญของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ในการพิสูจน์ว่ากระบวนการยุติธรรมของรัฐสามารถพึ่งพาได้จริงหรือไม่ การเร่งจัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนอิสระเพื่อค้นหาความจริงกรณีการบาดเจ็บของนายซอและ ควบคู่ไปกับการควบคุมพื้นที่ด้วยความระมัดระวังและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คือก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนความโกรธแค้นและความเคลือบแคลง ให้กลับมาเป็นพลังแห่งความไว้วางใจ ซึ่งเป็นรากฐานที่แท้จริงเดียวที่จะนำพาสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่ปลายด้ามขวาน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง











