back
จากรัฐฉานสู่ “แม่ปูคา” เสียงชีวิตผู้ย้ายถิ่นในเชียงราย กับความหวังสร้างอนาคตให้ลูก
22 ส.ค. 2569 15:26
View: 110

วรพล ตะติ
เชียงราย – 22 ส.ค.69 การโยกย้ายถิ่นฐานไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลข แรงงาน หรือการข้ามพรมแดน หากแต่เป็นเรื่องราวของผู้คนที่ต้องตัดสินใจเดินทางออกจากบ้านเกิด เพื่อแสวงหาโอกาสในการทำงาน รายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขณะเดียวกัน เมื่อเข้ามาอยู่ในสังคมใหม่ ผู้ย้ายถิ่นต้องเผชิญทั้งความแตกต่างทางวัฒนธรรม ภาษา กฎหมาย และการปรับตัวในชีวิตประจำวัน
ประเด็นดังกล่าวถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรม “การรายงานข่าวเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐานสำหรับสื่อมวลชนและนักศึกษาในจังหวัดเชียงราย” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-22 สิงหาคม 2569 ณ สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์การโยกย้ายถิ่นฐาน และพัฒนาทักษะการนำเสนอข่าวอย่างถูกต้อง มีจริยธรรม และคำนึงถึงความอ่อนไหวของผู้ย้ายถิ่น
หนึ่งในกิจกรรมสำคัญของการอบรมคือการลงพื้นที่ บ้านแม่ปูคา หมู่ 13 ตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ชุมชนที่มีทั้งคนไทยพื้นเมืองและชาวไทยใหญ่จากรัฐฉาน ประเทศเมียนมาอาศัยอยู่ร่วมกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้พูดคุยกับผู้ย้ายถิ่นโดยตรง และรับฟังประสบการณ์ชีวิตจากมุมของคนที่เคยเดินทางข้ามพรมแดนด้วยตัวเอง
👉จากปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ สู่แรงงานในกรุงเทพฯ
นางคำหอม อายุ 30 ปี ผู้ย้ายถิ่นจากรัฐฉาน ประเทศเมียนมา เป็นหนึ่งในผู้ที่เปิดเผยเรื่องราวชีวิตให้ผู้เข้าร่วมการอบรมรับฟัง โดยเธอเดินทางเข้ามาประเทศไทยเกือบ 10 ปีแล้ว หลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ในประเทศเมียนมา
คำหอมเล่าว่า เดิมทีเคยมีความตั้งใจอยากทำงานธนาคารหรือโรงแรม แต่เมื่อสมัครงานในบ้านเกิดกลับพบว่ารายได้ไม่เพียงพอกับการดำรงชีวิต จึงตัดสินใจเดินทางมาประเทศไทย หลังได้ยินเรื่องราวของคนในหมู่บ้านที่เดินทางมาทำงานและสามารถส่งเงินกลับไปช่วยเหลือครอบครัวได้
ชีวิตในประเทศไทยช่วงแรกไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เธอเริ่มต้นทำงานเป็นแม่บ้านในกรุงเทพฯ ได้ค่าจ้างประมาณ 7,000-8,000 บาทต่อเดือน และต้องพักอาศัยอยู่กับนายจ้างแทบตลอดเวลา แม้สามารถเก็บเงินส่งกลับบ้านได้ แต่เธอรู้สึกว่าต้องการมีชีวิตที่เป็นอิสระมากขึ้น จึงเปลี่ยนไปทำงานโรงงานพลาสติก ก่อนจะเปลี่ยนงานอีกหลายครั้ง ทั้งพนักงานขายและงานดูแลผู้สูงอายุ
ประสบการณ์จากการทำงานยังทำให้คำหอมได้เรียนรู้ว่า การมีเอกสารหรือบัตรประจำตัวไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทำงานได้ทุกประเภท เธอเคยทำงานขายสินค้าและพบว่าเพื่อนร่วมงานถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ขณะที่นายจ้างบอกเพียงว่าจะเป็นผู้ดำเนินการแก้ไขให้
ในเวลานั้นเธอไม่เข้าใจว่าเพื่อนทำผิดกฎหมายด้านการทำงานอย่างไร และไม่มีใครอธิบายให้เข้าใจอย่างชัดเจน จนกระทั่งภายหลังเธอเริ่มติดตามข่าวสารและเรียนรู้เรื่องสิทธิและกฎหมายด้วยตัวเอง
“ตอนเพื่อนถูกจับไม่รู้เลยว่าทำไมถึงถูกจับ นายจ้างก็ไม่ได้อธิบาย บอกแค่ว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่เคลียร์ให้” คำหอมเล่าถึงประสบการณ์ในช่วงเริ่มต้นของการทำงานในประเทศไทย
ประสบการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอีกมุมหนึ่งของการโยกย้ายถิ่นฐานว่า การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและความรู้ด้านกฎหมายแรงงานมีความสำคัญอย่างมากต่อการใช้ชีวิตของผู้ย้ายถิ่น โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งเดินทางเข้ามาและยังไม่เข้าใจกฎระเบียบของประเทศปลายทาง
👉“เชียงราย” กลายเป็นพื้นที่ที่รู้สึกคุ้นเคย
หลังใช้ชีวิตและทำงานในกรุงเทพฯ หลายปี คำหอมตัดสินใจย้ายมาอยู่จังหวัดเชียงรายเมื่อทราบว่าตนเองตั้งครรภ์ได้ 8 เดือน โดยมาพักอาศัยกับญาติที่บ้านแม่ปูคา และฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ขณะที่สามีซึ่งเป็นชาว สปป.ลาว ยังคงทำงานอยู่กรุงเทพฯ
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เธอรู้สึกว่าเชียงรายสามารถปรับตัวได้ง่าย คือสภาพอากาศและบรรยากาศที่มีความใกล้เคียงกับพื้นที่บ้านเกิดในรัฐฉาน
เธอเล่าว่า ช่วงแรกที่เดินทางไปกรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนกว่าบ้านเกิดอย่างมาก ทำให้ปรับตัวได้ยาก แต่เมื่อมาอยู่เชียงรายกลับรู้สึกคุ้นเคยมากกว่า
นอกจากสภาพอากาศแล้ว ความแตกต่างทางวัฒนธรรมก็เป็นสิ่งที่เธอเคยต้องปรับตัว โดยเฉพาะเรื่องการแต่งกาย เพราะเมื่ออยู่ที่บ้านเกิดในอดีต ผู้หญิงนิยมสวมผ้าถุง แต่เมื่อเดินทางมาทำงานในประเทศไทยต้องปรับมาใส่กางเกง ซึ่งในช่วงแรกเธอยอมรับว่ารู้สึกเขินและไม่คุ้นเคย
👉ทำงานมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าส่งเงินกลับบ้านได้มากขึ้น
ตลอดระยะเวลาที่อยู่ประเทศไทย รายได้ของคำหอมเพิ่มขึ้นจากงานแรกที่ได้รับประมาณ 7,000-8,000 บาทต่อเดือน มาสู่งานโรงแรมที่มีรายได้มากกว่า 10,000 บาท และงานล่าสุดประมาณ 14,100 บาทต่อเดือน พร้อมอาหารสามมื้อ
แต่รายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าเงินที่ส่งกลับครอบครัวจะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน เพราะเมื่อชีวิตเปลี่ยนจากการพักอยู่กับนายจ้างมาเป็นการเช่าที่พักและใช้ชีวิตด้วยตนเอง ค่าเดินทาง ค่าอาหาร เสื้อผ้า และค่าใช้จ่ายส่วนตัวก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
คำหอมบอกว่า ในช่วงที่มีรายได้น้อยกว่านี้ เธอสามารถส่งเงินกลับบ้านได้ประมาณ 5,000-6,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ปัจจุบันแม้รายได้สูงขึ้น แต่จำนวนเงินที่ส่งกลับบ้านยังอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม เพราะต้นทุนการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้น
เรื่องราวดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การย้ายถิ่นเพื่อแสวงหารายได้ไม่ได้มีเพียง “รายได้ที่สูงขึ้น” เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ แต่ยังต้องพิจารณาค่าครองชีพ สภาพการจ้างงาน ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตของผู้ย้ายถิ่นควบคู่กัน
👉“อยากให้ลูกมีอนาคต” เหตุผลที่เลือกประเทศไทย
สำหรับคำหอม การตัดสินใจมาอยู่ประเทศไทยในช่วงตั้งครรภ์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความสะดวกในการใช้ชีวิต แต่เกี่ยวข้องกับความหวังต่ออนาคตของลูก
เธอบอกว่า แม้ตัวเองจะเป็นผู้ย้ายถิ่นและต้องเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน แต่ยังเชื่อว่าการที่ลูกเติบโตในประเทศไทย ได้เรียนหนังสือและมีโอกาสใช้ชีวิตในสังคมที่มีความมั่นคงกว่า จะเปิดโอกาสให้ลูกมีอนาคตที่ดีขึ้น
“อย่างน้อยที่นี่เราจะเป็นแรงงานก็ตาม เรื่องบัตรเรื่องอะไรหนูไม่ซีเรียส ลูกจะได้พาสปอร์ตหรืออะไรก็ตาม อย่างน้อยเขาก็มีงานการทำ” คำหอมสะท้อนความหวังต่ออนาคตของลูก
อย่างไรก็ตาม เธอยังมีความผูกพันกับพ่อแม่ที่อยู่ในประเทศเมียนมา และยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่าอนาคตจะเลือกอยู่ประเทศไทยต่อไปหรือกลับบ้านเกิด โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของครอบครัวและบ้านเมืองในอนาคต
👉จาก “ผู้มาใหม่” สู่สมาชิกของชุมชนแม่ปูคา
เรื่องราวของคำหอมสอดคล้องกับ นางหมวย อายุ 27 ปี ชาวไทยใหญ่จากรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งย้ายมาอาศัยอยู่บ้านแม่ปูคาประมาณ 5 ปีแล้ว
หมวยเดินทางมาอยู่ประเทศไทยพร้อมสามีและลูกสาววัย 3 ขวบ หลังจากพ่อแม่เสียชีวิต โดยมีญาติอาศัยอยู่ในชุมชนแห่งนี้ ปัจจุบันครอบครัวมีลูกสาวอีกหนึ่งคนวัยประมาณ 1 ขวบครึ่ง ขณะที่ลูกสาวคนโตได้เข้าเรียนในโรงเรียนภายในชุมชน
หมวยมองว่าการใช้ชีวิตในบ้านแม่ปูคาเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะคนในชุมชนทั้งคนไทยพื้นเมืองและชาวไทยใหญ่สามารถอยู่ร่วมกันได้ มีการช่วยเหลือเกื้อกูลและมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เธอจึงยังไม่มีความคิดที่จะกลับไปอยู่ประเทศเมียนมา และมองว่าที่นี่เป็นพื้นที่สำหรับสร้างอนาคตของครอบครัว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง











