back

ความมั่นคงที่แท้จริงของพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย ไม่ได้เกิดขึ้นจากการปิดกั้นหรือการใช้มาตรการทางทหารที่เข้มงวดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "การสร้างความเข้าใจในพลวัตของมนุษย์"

13 ส.ค. 2569 20:58 View: 83
author profile image
Shukur Dina
ความมั่นคงที่แท้จริงของพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย ไม่ได้เกิดขึ้นจากการปิดกั้นหรือการใช้มาตรการทางทหารที่เข้มงวดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "การสร้างความเข้าใจในพลวัตของมนุษย์" หาดใหญ่, ประเทศไทย – วันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569 สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จัดงานเสวนาวิชาการหัวข้อ "Situating Borderland Dynamics in Thailand–Malaysia Relations" การทำความเข้าใจพลวัตพื้นที่ชายแดนในความสัมพันธ์ไทย-มาเลเซีย โดยมี ดร.มาลา ราโจ สาเทียร (Dr. Mala Rajo Sathian) อาจารย์ประจำจากมหาวิทยาลัยมาลายา และนักวิชาการเยือนของสถาบันสันติศึกษา เป็นวิทยากรผู้บรรยาย และดำเนินรายการโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัตน์ ดร.มาลา ราโจ สาเทียร (Dr. Mala Rajo Sathian) ได้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองทางวิชาการร่วมสมัยในการมองพื้นที่ชายแดน (Borderland) ไม่ใช่เป็นเพียงเส้นกั้นพรมแดนรัฐชาติที่หยุดนิ่ง แต่เป็น "พื้นที่ที่มีชีวิต" (Living Space) เต็มไปด้วยปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และความมั่นคงที่เชื่อมโยงร้อยรัดผู้คนสองฝั่งเข้าด้วยกัน ทัศนะและแนวคิดสำคัญที่มักสะท้อนจากมุมมองของนักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและสังคมพรมแดนอย่าง ดร.มาลา ราโจ สาเทียร ในประเด็นดังกล่าว สามารถสรุปเป็นประเด็นหลักได้ดังนี้ 1. การเปลี่ยนมุมมองต่อพรมแดนจาก "เส้นแบ่ง" สู่ "พื้นที่เชื่อมต่อ" (Border as a Bridge, Not a Barrier) * พ้นจากกรอบความมั่นคงแบบคับแคบ (Beyond Traditional Security): ในอดีต ความสัมพันธ์ไทย-มาเลเซียในมิติชายแดน มักถูกมองผ่านเลนส์ของความมั่นคงทางทหาร การควบคุมอาชญากรรมข้ามชาติ หรือกลุ่มขบวนการ แต่แนวคิดสมัยใหม่ชี้ว่า พรมแดนคือพื้นที่ที่มีความลื่นไหล (Fluidity) ประชาชนบนพื้นที่ชายแดนมีวิถีชีวิต ข้ามไปมาหาสู่ เครือข่ายเครือญาติ และการแต่งงานข้ามแดน ซึ่งมีความผูกพันกันทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ยาวนานก่อนที่จะมีการขีดเส้นพรมแดนสมัยใหม่ * อัตลักษณ์ร่วม (Shared Identity): พื้นที่ชายแดนใต้ของไทยและตอนเหนือของมาเลเซีย (เช่น Kelantan, Kedah, Perlis) มีลักษณะทางภาษา (ภาษามลายูถิ่น/ยาวี) และวิถีชีวิตที่ใกล้เคียงกัน การทำความเข้าใจพลวัตจึงต้องมองข้าม "ความเป็นอื่น" และยอมรับทุนทางสังคมและวัฒนธรรมที่มีร่วมกัน 2. เศรษฐกิจชายแดนและการพัฒนาแบบพึ่งพาอาศัย (Cross-Border Economy and Interdependence) * ห่วงโซ่อุปทานและตลาดแรงงาน: ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ เช่น การค้าชายแดน (Border Trade), ยางพารา, ผลไม้ (โดยเฉพาะกระแสเศรษฐกิจแบบ Durian ASEAN) และการเคลื่อนย้ายแรงงาน คือหัวใจสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศขับเคลื่อนไปพร้อมกัน * การพัฒนาภูมิภาค (Regional Integration): การผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษและการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น สะพานข้ามแม่น้ำโก-ลก, โครงการพัฒนาร่วม) จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิด มิใช่ต่างคนต่างทำ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ชายแดน 3. พลวัตทางการเมืองและนโยบายภาครัฐ (Governance and State Policies) * การบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ vs. การกระจายอำนาจ: มิติหนึ่งที่นักวิชาการมักหยิบยกคือ ความท้าทายในการที่ส่วนกลาง (กรุงเทพฯ และกัวลาลัมเปอร์) กำหนดนโยบายลงมายังพื้นที่ชายแดน ซึ่งบางครั้งอาจไม่สอดคล้องกับบริบททางสังคมจิตวิทยาในพื้นที่ แนวคิดสมัยใหม่จึงเสนอให้เพิ่มบทบาทของ การทูตท้องถิ่น (Local Diplomacy) หรือความร่วมมือระดับภูมิภาค (Sub-regional cooperation) เพื่อให้ผู้นำท้องถิ่นและประชาสังคมมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการปัญหาชายแดนมากขึ้น 4. บทบาทของภาคประชาสังคมและความร่วมมือทางวิชาการ (Civil Society and Academic Diplomacy) * การจัดเสวนาโดยสถาบันการศึกษา (เช่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ร่วมกับมหาวิทยาลัยมาลายาครั้งนีึ) สะท้อนว่า "การทูตทางวิชาการ" (Academic Diplomacy) เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงประจักษ์ ลดอคติทางชาติพันธุ์ และสร้างความเข้าใจอันดีในระดับประชาชน (People-to-People Connectivity) ซึ่งเป็นรากฐานที่ยั่งยืนกว่าการพึ่งพากลไกภาครัฐเพียงอย่างเดียว บทสรุป ทัศนะแนวคิดจากเวทีเสวนาในลักษณะนี้ มองว่าความมั่นคงที่แท้จริงของพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย ไม่ได้เกิดขึ้นจากการปิดกั้นหรือการใช้มาตรการทางทหารที่เข้มงวดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "การสร้างความเข้าใจในพลวัตของมนุษย์" การส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน และการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนชายแดนได้มีเสียงสะท้อนในการกำหนดอนาคตร่วมกันในฐานะเพื่อนบ้านที่พึ่งพากันทางยุทธศาสตร์และวัฒนธรรม @highlightRungrawee Chalermsripinyorat #
ข่าวที่เกี่ยวข้อง