back
บทสะท้อนจาก บาบอฮุสณี บินหะยีคอเนาะ “สารถึงสังคมมุสลิมและต่างศาสนิก จากบทเรียนของโศกนาฏกรรม”ล่าสุด
9 ส.ค. 2569 09:26
View: 9

Shukur Dina
บทสะท้อนจาก บาบอฮุสณี บินหะยีคอเนาะ
“สารถึงสังคมมุสลิมและต่างศาสนิก จากบทเรียนของโศกนาฏกรรม”ล่าสุด
อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) รายงาน
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
จากเหตุการณ์สะเทือนใจในเหตุยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ซึ่งสร้างความสูญเสียครั้งใหญ่โดยมีผู้เสียชีวิตรวมถึง 9 ราย (ซึ่งรวมถึงปู่ย่าของนักเรียนผู้ก่อเหตุ และรายล่าสุดที่เป็นเด็กนักเรียนหญิง) เหตุการณ์อันเจ็บปวดนี้ไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็น “เด็กคนหนึ่งที่ทำสิ่งเลวร้าย” แล้วจบลงด้วยการค้นหาว่าใครเป็นผู้ผิด
เพราะเมื่อเด็กคนหนึ่งตัดสินใจพรากชีวิตผู้อื่น และสุดท้ายพรากชีวิตของตนเองด้วย เราควรถามสังคมให้ลึกกว่านั้นว่า เรากำลังสอนเด็กของเราให้รู้จัก “การใช้ชีวิต” มากพอหรือยัง? และนี่คือจุดที่อยากชวนทั้งพี่น้องมุสลิมและต่างศาสนิกมาร่วมทำความเข้าใจร่วมกัน
1. สำหรับมุสลิม “อัลลอฮคือเป้าหมายของชีวิต”
คำว่า “อัลลอฮคือเป้าหมายของเรา” ไม่ได้หมายความว่า มุสลิมจะต้องหนีออกจากโลก ไม่สนใจการศึกษา อาชีพ หรือความสุขของชีวิต… ตรงกันข้าม มันหมายถึงทุกสิ่งที่ทำในชีวิตต้องมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่การดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระผู้สร้าง
มุสลิมจึงไม่ได้มองว่าชีวิตคือวงจร เกิด \rightarrow เรียน \rightarrow ทำงาน \rightarrow หาเงิน \rightarrow มีครอบครัว \rightarrow ตาย แต่ถามต่อว่าทั้งหมดนี้ทำไปเพื่ออะไร คำตอบคือเพื่อให้อยู่บนเส้นทางที่เที่ยงธรรม เมื่อมีเป้าหมายสูงสุด ชีวิตจึงไม่ถูกตัดสินด้วยความสำเร็จหรือความล้มเหลวเพียงชั่วขณะ:
* สอบตก ไม่ใช่จุดจบ
* อกหัก ไม่ใช่จุดจบ
* ถูกดูถูก ไม่ใช่จุดจบ
* สูญเสีย หรือ ล้มเหลว ไม่ใช่จุดจบ
ตราบใดที่เรายังเดินทางกลับไปหาสัจธรรม ชีวิตยังคงมีความหมายเสมอ
2. ทำไมมุสลิมต้องเรียนศาสนา?
การศึกษาอิสลามไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อให้เด็กจำภาษาอาหรับ ท่องอัลกุรอาน หรือรู้ว่าอะไรฮะลาล-ฮะรอม แต่เป้าหมายสำคัญคือ การสร้างกรอบความคิดในการดำเนินชีวิต ให้เด็กตระหนักว่า:
* ฉันคือใคร เกิดมาทำไม และมีหน้าที่อะไร?
* ชีวิตและคนอื่นมีคุณค่า มีสิทธิอย่างไร?
* เมื่อโกรธ ถูกทำร้าย เจ็บปวด หรือรู้สึกว่าโลกไร้ความหมาย ฉันควรตอบสนองและยึดเหนี่ยวสิ่งใด?
กฎศาสนาไม่ได้มีไว้เพื่อควบคุมเด็กหรือพลเมือง แต่มีไว้ ควบคุมด้านมืดของมนุษย์ก่อนที่มันจะควบคุมเรา
3. มุสลิมไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิต แต่เป็นผู้รับมอบชีวิต
หนึ่งในหลักคิดสำคัญคือชีวิตไม่ใช่ทรัพย์สินที่มนุษย์จะทำตามใจชอบได้ ดังโองการอัลกุรอาน:
> “และอย่าฆ่าตัวของพวกเจ้าเอง แท้จริงอัลลอฮทรงเมตตาต่อพวกเจ้าเสมอ” (อัน-นิสาอ์ 4:29)
>
เมื่อมนุษย์เจ็บปวด อิสลามไม่ได้บอกให้จบชีวิตเพราะเป็นของตนเอง แต่สอนให้ อดทน ขอความช่วยเหลือ หาทางออก และรักษาชีวิต ซึ่งคำว่าอดทนหมายถึงการมีศรัทธาควบคู่กับการแสวงหาความช่วยเหลือที่เหมาะสม
4. บทบาทของครูและโรงเรียน
ครูไม่ใช่เพียงผู้ถ่ายทอดวิชา แต่อาจเป็นคนที่เด็กกล้าเล่าเรื่องที่ไม่กล้าเล่าให้พ่อแม่ฟัง โรงเรียนต้องเป็นมากกว่าสถานที่ผลิตคะแนนสอบ ต้องเป็นพื้นที่ที่เด็กสามารถเรียนรู้ อยู่ร่วมกัน ร้องไห้ ขอความช่วยเหลือ และกลับมายืนได้อีกครั้ง
โดยเฉพาะเรื่องการกลั่นแกล้ง การแยกตัว ความรุนแรง การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ และสัญญาณวิกฤต ครูต้องรู้ว่าเมื่อใดควรฟัง เตือน แจ้งผู้ปกครอง หรือส่งต่อผู้เชี่ยวชาญ
5. ขอบเขตความรับผิดชอบของครู
เราต้องแยกแยะระหว่าง “ความรับผิดชอบ” กับ “ความผิด” เราไม่ควรกล่าวหาครูว่าเป็นผู้ผิดเพียงเพราะอดีตลูกศิษย์ตัดสินใจก่ออาชญากรรม เพราะเด็กมีปัจจัยแวดล้อมและการตัดสินใจของตนเอง
อย่างไรก็ตาม ครูก็ไม่สามารถบอกว่า “ไม่ใช่เรื่องของฉัน” ได้เสมอไป หากมีสัญญาณอันตราย การกลั่นแกล้งซ้ำๆ หรือพฤติกรรมคุกคามที่ชัดเจน โรงเรียนและระบบการศึกษาต้องตรวจสอบเพื่อหาทางป้องกันในอนาคต ไม่ใช่เพื่อหาแพะรับบาป
6. การศึกษาต้องสร้าง “มนุษย์ที่รู้จักคุณค่าของชีวิต”
เราอาจสร้างเด็กที่เก่งคำนวณ ภาษา เทคโนโลยี หรือการแข่งขัน แต่ถ้าเด็กไม่รู้ว่าจะรับมืออย่างไรเมื่อโกรธ แพ้ ถูกปฏิเสธ หรือเจ็บปวด การศึกษาก็ยังขาดสิ่งสำคัญ มนุษย์ต้องการความรู้เพื่อรักษาชีวิต ไม่ใช่เพียงเพื่อหาเลี้ยงชีพ
7. การทบทวนความหมายของการเรียนศาสนา
การเรียนศาสนาต้องไม่ทำให้เด็กเคร่งจนห่างจากโลก แต่ต้องทำให้เด็ก อยู่ในโลกได้อย่างมีหลักยึด มีหัวใจที่เมตตา มีสติเมื่อโกรธ ยับยั้งชั่งใจ ให้อภัย และรู้ว่าแม้ในวันที่มืดมนที่สุด ชีวิตก็ยังมีคุณค่าเพราะพระเจ้าทรงเปิดประตูแห่งความเมตตาเสมอ
8. สารถึงสังคมมุสลิม
* อย่าถามเพียงว่า “ลูกของเราเรียนศาสนากี่ชั่วโมง?” แต่จงถามว่า “ศาสนาเข้าไปอยู่ในหัวใจของเขามากแค่ไหน?”
* อย่าถามเพียงว่า “ลูกท่องจำได้กี่ซูเราะฮ์?” แต่ถามด้วยว่า “เมื่อเขาโกรธ เขารู้จักควบคุมตัวเองหรือไม่?”
* อย่าถามเพียงว่า “ลูกละหมาดครบหรือไม่?” แต่ถามด้วยว่า “เขารู้หรือไม่ว่าเขาสามารถกลับไปหาอัลลอฮได้ แม้ในวันที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีใคร?”
9. สารถึงสังคมต่างศาสนิก
การที่มุสลิมให้ลูกเรียนศาสนา ไม่ได้หมายความว่ากำลังสอนให้เด็กเกลียดโลก แต่สอนว่าโลกมีความหมาย ชีวิตมีคุณค่า ความโกรธต้องมีขอบเขต ความเจ็บปวดไม่ใช่ใบอนุญาตให้ทำร้ายใคร และชีวิตไม่ใช่สิ่งที่เรามีสิทธิทำลายตามอำเภอใจ
บทสรุป
โศกนาฏกรรมครั้งนี้ไม่ควรจบลงด้วยการถามเพียงว่า “ใครผิด?” แต่ควรทำให้เราถามว่า “เราจะสร้างสังคมที่เด็กคนหนึ่งกล้าพูดก่อนที่เขาจะระเบิดออกมาได้อย่างไร?”
ครอบครัวต้องฟัง โรงเรียนต้องมองเห็น ครูต้องใส่ใจ เพื่อนต้องไม่ซ้ำเติม ผู้เชี่ยวชาญต้องเข้าถึง และศาสนาต้องทำหน้าที่มอบความหมายและความหวัง
เพราะบางครั้งเด็กที่กำลังจะทำร้ายคนอื่น อาจเป็นเด็กที่กำลังร้องขอความช่วยเหลืออย่างเงียบที่สุด และหน้าที่ที่แท้จริงของการศึกษา อาจไม่ใช่เพียงการทำให้เด็กประสบความสำเร็จ แต่คือการทำให้เขาเข้าใจว่า ชีวิตมีคุณค่า มีเจ้าของ มีความหมาย และไม่ว่าเขาจะเจ็บปวดเพียงใด เขายังมีเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป
ประวัติโดยสังเขปของผู้เขียน
บาบอฮุสณี บินหะยีคอเนาะ เป็นโต๊ะครู ผู้นำทางศาสนา นักการศึกษาอิสลาม และนักปกป้องสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านเป็นผู้บริหารโรงเรียนศาสนบำรุง ตำบลบ้านนา อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา และดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดสงขลาและสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้
ด้านการศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร กรุงไคโร ประเทศอียิปต์
บาบอฮุสณีเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ขับเคลื่อนแนวคิดอิสลามสายกลาง (Wasatiyyah) ควบคู่ไปกับการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน การสร้างสันติภาพในชุมชนฐานราก และการส่งเสริมคุณค่าชีวิต เยาวชน และการศึกษามาอย่างยาวนาน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง






