back

หวั่นผลตรวจลวงทำชะล่าใจไม่กินยาถ่ายพยาธิส่งผลป่วยมะเร็งท่อน้ำดี

2 ส.ค. 2569 18:38 View: 78
author profile image
สุมาลี สุวรรณกร
นักวิชาการระบุกลัวผลลบลวง เสี่ยงติดพยาธิใบไม้ตับ หลังพบตัวเลขนักศึกษามหาสารคามตรวจซ้ำหลังจากตรวจคัดกรองด้วย OV ATK พบผลเป็นบวกจาก 4 พันคนเจอแค่ 4 ราย เตือนประชาชนอย่ากินปลาน้ำจืดดิบปลอดภัยที่สุด ด้านสสส.ชวนเยาวชนเข้าร่วมโครงการ Gen Z รวมพลังเปลี่ยนวัฒนธรรมกินแซ่บสุกเซฟชีวิต พร้อมร่วมกิจกรรม Media Hackathon ตุลาคมนี้ วันที่ 2 สิงหาคม 2569 สถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สสส. ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “พบเครือข่ายสื่อมวลชนอีสาน ต่อต้านมะเร็งท่อน้ำดี”ภายใต้โครงการ “Isan Zero OV” เวลา 13.00 -16.00 น. ณ ห้องประชุม ณ บ้านสวนคุ้งน้ำ อ.เมือง จ.มหาสารคาม โดยมีประชาสัมพันธ์จังหวัดมหาสารคาม พร้อมด้วย ประธานชมรมสื่อมวลชน และสื่อมวลชนจังหวัดมหาสารคามเข้าร่วมรับฟังข้อมูล **มะเร็งท่อน้ำดี มัจจุราชเงียบคนอีสาน! รศ.ดร.วัชรินทร์ ลอยลม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ซึ่งศึกษาวิจัยเรื่องคนอีสานกับการป่วยเป็นมะเร็งท่อน้ำดีมานานกว่า 20 ปี เปิดเผยถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของพยาธิใบไม้ตับ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดีว่า พยาธิที่สามารถก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์มีเพียง 2 ชนิด คือ พยาธิใบไม้เลือดและพยาธิใบไม้ตับ โดยพยาธิใบไม้เลือดไม่พบในประเทศไทยแต่พบในแอฟริกาอียิปต์ ส่วนพยาธิใบไม้ตับที่ถูกองค์การอนามัยโลกประกาศว่าเป็นสารก่อมะเร็งท่อน้ำดี มีการแพร่ระบาดสูงในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคอีสาน รศ.ดร.วัชรินทร์ กล่าวว่า พยาธิใบไม้ตับแฝงตัวอยู่ในเกล็ดและเนื้อของปลาน้ำจืดมีเกล็ดในวงศ์ปลาตะเพียน ซึ่งคนอีสานนิยมรับประทานมาตั้งแต่อดีต เมื่อพยาธิเข้าสู่ร่างกายจะมีชีวิตอยู่ได้นาน 10 ปี ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังที่ท่อน้ำดีจนกลายเป็นมะเร็ง โดยปัจจุบันประมาณการว่ามีคนไทยโดยเฉพาะคนอีสานติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับประมาณ 6-8 ล้านคน และป่วยเป็นมะเร็งท่อน้ำดีปีละ 20,000 คน โดยครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 10,000 คน เป็นชาวอีสานที่เสียชีวิตจากโรคร้ายนี้เพียงเพราะพฤติกรรมการกินปลาดิบ **แจงดราม่าตรวจนักศึกษามหาสารคาม ชี้ “ผลลบลวง” น่ากลัวกว่า “ที่ผ่านมาจากการตรวจหาพยาธิใบไม้ตับในคนอีสานที่ผ่านการคัดกรองว่ามีประวัติเสี่ยงกว่า 2.6 แสนคนโดยชุดตรวจ OV-ATK ก็พบว่ามีตัวเลขการติดพยาธิใบไม้ตับประมาณ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ โดยร้อยละการติดเชื้อพบน้อยพบมากไม่เท่ากันแล้วแต่พื้นที่ และที่ผ่านมาการที่มีข่าวเรื่องการตรวจหาพยาธิใบไม้ตับกับเด็กนักศึกษาน้องใหม่ที่มาจากทั่วประเทศของจังหวัดมหาสารคาม โดยพบว่ามีการติดเชื้อประมาณ 33 เปอร์เซ็นต์จากการตรวจไป 1.2 หมื่นคนถือว่าเป็นตัวเลขธรรมดามาก ไม่ได้เป็นตัวเลขที่น่าตกใจแต่อย่างไร เพราะผลที่ออกมาก็ไม่ได้เกินจากที่เคยตรวจคัดกรองมาก่อน แต่ที่น่าตกใจคือการไปตรวจคัดกรองซ้ำจากตัวเลขนักศึกษาที่มีการตรวจปัสสาวะด้วย OV ATK ที่เคยพบว่าติดพยาธิจาก 1.2 หมื่นติดไป 4 พันกว่าคนนั้น แล้วไปตรวจอุจจาระพบว่าติดเพียง 4 คน ซึ่งตัวเลขนี้น่าตกใจมากกว่า เพราะกลัวว่าผลตรวจที่ออกมาว่าไม่พบพยาธิอาจเป็นเพราะข้อจำกัดของวิธีการตรวจที่มีความไวต่ำ อาจจะทำให้นักศึกษาที่จริง ๆ มีพยาธิแต่กลับไม่ได้รับยาถ่ายพยาธิไปกิน อนาคตอีก 10-20 ปี อาจจะป่วยเป็นมะเร็งท่อน้ำดี ตรงนี้จะทำอย่างไรนี่คือสิ่งที่น่ากังวลมากกว่า”รศ.ดร.วัชรินทร์ กล่าว **ไขข้อต่าง “ตรวจปัสสาวะ VS ตรวจอุจจาระ” ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี อธิบายเพิ่มเติมว่า การตรวจด้วยอุจจาระกับการตรวจปัสสาวะด้วยชุดตรวจ OV-ATK ใช้หลักการต่างกัน การตรวจอุจจาระมี “ความไวในการตรวจต่ำ” หากในร่างกายมีพยาธิน้อยจะหาไม่เจอ เนื่องจากสิ่งที่ออกมากับอุจจาระคือไข่พยาธิ และการตรวจใช้เพียงปริมาณเล็กน้อยเท่าปลายไม้จิ้มฟัน ทำให้มีข้อจำกัดสูง ปัจจุบันแพทย์ศัลยกรรมผ่าตัดมะเร็งท่อน้ำดีพบตัวพยาธิในเนื้อเยื่อมะเร็งของผู้ป่วย 1–3 ตัว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตรวจอุจจาระแล้วไม่พบไข่พยาธิ ในทางกลับกัน การตรวจปัสสาวะด้วยชุดตรวจ OV-ATK สามารถตรวจพบแอนติเจนของพยาธิได้ ซึ่งหากตรวจพบและได้รับยาถ่ายพยาธิทันที จะเป็นแนวทางป้องกันมะเร็งท่อน้ำดีที่ดีที่สุด ดีกว่าการตรวจอุจจาระไม่เจอแล้วปล่อยไว้จนกลายเป็นมะเร็งในอนาคต **ย้ำ OV-ATK ผ่าน อย. เป็นสิทธิประโยชน์ที่ทุกคนควรได้รับ รศ.ดร.วัชรินทร์ ฝากเตือนถึงประชาชนว่า ขอให้สังเกตและประเมินตนเองว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ โดยพิจารณาจากพฤติกรรม 3 ประการ คือ 1. เคยมีประวัติติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับหรือไม่ 2. เคยกินยาถ่ายพยาธิใบไม้ตับ (พราซิควอนเทล) หรือไม่ 3. เคยรับประทานปลาน้ำจืดเกล็ดขาววงศ์ปลาตะเพียนแบบดิบหรือสุกๆ ดิบๆ หรือไม่ “หากท่านมีพฤติกรรมเสี่ยง ยืนยันว่าชุดตรวจ OV-ATK ผ่านการรับรองจาก อย. และขึ้นบัญชีนวัตกรรมเรียบร้อยแล้ว ได้มาตรฐานแน่นอน ถือเป็นสิทธิประโยชน์ของประชาชนทุกคนที่ควรได้รับการตรวจเพื่อความชัดเจน การป้องกันไว้ก่อนดีกว่าการปล่อยให้ป่วยเป็นมะเร็งท่อน้ำดีในวันที่สายเกินไป” รศ.ดร.วัชรินทร์ กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง