back

เปิดปมร้อน “เมาะแต”: เมื่อวิถีชีวิตรากเหง้า 200 ปี บนผืนป่าชายแดนใต้ ถูกทับซ้อนด้วยกฎหมายรัฐและเงาอุทยานฯ

26 ก.ค. 2569 05:21 View: 3
author profile image
Shukur Dina
เปิดปมร้อน “เมาะแต”: เมื่อวิถีชีวิตรากเหง้า 200 ปี บนผืนป่าชายแดนใต้ ถูกทับซ้อนด้วยกฎหมายรัฐและเงาอุทยานฯ รายงานพิเศษโดย ผศ.ดร.ชลิดา บัณฑุวงศ์ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ / ข้อมูลจาก Tanah Kita ในช่วงที่ผ่านมา ชื่อของ “เทือกเขาเมาะแต” ปรากฏเป็นกระแสข่าวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้บ่อยครั้ง สำหรับคนนอกพื้นที่แล้ว อาจเป็นยากที่จะจินตนาการถึงสภาพภูมิประเทศ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ รวมถึงปัญหาความเดือดร้อนที่ผู้คนในพื้นที่ต้องเผชิญ วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักและเจาะลึกสถานการณ์จริงเบื้องหลังเทือกเขาแห่งนี้กัน 1. ทำความรู้จัก “เทือกเขาเมาะแต” ขุมทรัพย์แห่งชีวิตและวัฒนธรรม เทือกเขาเมาะแตครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ราว 200,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 8 ตำบล ใน 4 อำเภอของจังหวัดนราธิวาส ได้แก่: * อำเภอศรีสาคร: ตำบลซากอ, ตำบลเชิงคีรี และตำบลศรีบรรพต * อำเภอระแงะ: ตำบลเฉลิม, ตำบลกาลิซา และตำบลมะรือโบตก * อำเภอรือเสาะ: ตำบลลาโล๊ะ * อำเภอจะแนะ: ตำบลดุซงญอ ชุมชนบนเทือกเขาเมาะแตแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ ชุมชนเก่าแก่ดั้งเดิม ที่บุกเบิกตั้งถิ่นฐานมานานเกือบ 200 ปี และ ชุมชนขยาย/ชุมชนบุกเบิกใหม่ อายุราว 70–100 ปี ทั้งสองกลุ่มดำรงชีวิตด้วยการทำเกษตรกรรมที่สอดคล้องกับระบบนิเวศ ผ่านรูปแบบที่เรียกว่า “ระบบเกษตรในเขตป่าเขา” มาอย่างยาวนาน 2. แผลเป็นประวัติศาสตร์: ปมที่ดินทำกินไร้เอกสารสิทธิ ประชาชนส่วนใหญ่บนเทือกเขาเมาะแต ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินทำกิน แม้แต่ใบ สค. 1 ก็ไม่มี เนื่องจากในอดีตพื้นที่ดังกล่าวมีความห่างไกลและทุรกันดาร ประกอบกับความห่างเหินและความไม่ไว้วางใจระหว่างชาวบ้านกับรัฐไทย เมื่อไม่มีเอกสารสิทธิ ในทางกฎหมายรัฐจึงมองว่าพื้นที่ทั้งหมดคือ “ป่า” หรือที่ดินของรัฐ 3. รอยแผลจากการจัดการของรัฐตลอดครึ่งศตวรรษ ตลอด 50–60 ปีที่ผ่านมา รัฐใช้อำนาจส่วนกลางบริหารจัดการทรัพยากรโดยมองไม่เห็นตัวตนของประชาชนเจ้าของพื้นที่ ดำเนินการผ่านนโยบายต่างๆ เช่น: * การตั้งนิคมสร้างตนเอง แล้วนำที่ดินไปจัดสรรให้คนนอกพื้นที่ * การให้สัมปทานทำไม้ แก่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ในพื้นที่ป่าโครงการไม้กระยาเลย ป่าฝั่งขวาแม่น้ำสายบุรี (นธ.1) * การออกเอกสาร นส.3 ก โดยมิชอบ ให้แก่นายทุน โดยตัดเอาที่ดินทำกินของชาวบ้านไป 4. สถานะปัจจุบัน: เมื่อบ้านเกิดกลายเป็น “ป่าผิดกฎหมาย” และเงาอุทยานฯ สถานการณ์ของคนในพื้นที่ในปัจจุบันนับว่าวิกฤตอย่างยิ่ง: * บ้านและที่ทำกินกลายเป็นป่า: ที่ดินทำกิน ที่ตั้งบ้านเรือน (รวมถึงโรงเรียน มัสยิด และตาดีกาบางแห่ง) มีสถานะทางกฎหมายเป็น “ป่า” ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ซึ่งภาครัฐบังคับใช้อย่างเข้มงวดนับแต่นโยบายทวงคืนผืนป่าในยุค คสช. * ทับซ้อนอุทยานฯ: พื้นที่กว่า 38,222.43 ไร่ (ประมาณ 61.16 ตารางกิโลเมตร) ถูกกันเป็นพื้นที่เตรียมการประกาศ อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป โดยขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน * การบริหารจัดการแบบรวมศูนย์: กรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติฯ บริหารจัดการทรัพยากรอย่างเบ็ดเสร็จ ปิดกั้นการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น และเพิกเฉยต่อวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิม 5. บทสรุปปัญหา: ความทุกข์ระทมของชาวบ้านเมาะแตในวันนี้ ผลกระทบจากการถูกนิยามว่าเป็นผู้บุกรุกป่า ทำให้ชาวบ้านต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่หลวง: * กลายเป็นผู้กระทำความผิด: ถูกจับกุมดำเนินคดี และเผชิญปัญหาการรีดไถจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ * ถูกตัดขาดจากสิทธิพื้นฐาน: ไม่สามารถโค่นต้นยางแก่เพื่อปลูกทดแทนได้ หมดสิทธิ์รับการสนับสนุนจากกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง และไร้เงินชดเชยเยียวยาจากรัฐยามเกิดภัยพิบัติ * อุปสรรคการพัฒนาท้องถิ่น: โรงเรียนตาดีกาหลายแห่งจดทะเบียนถูกต้องไม่ได้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ไม่สามารถพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานได้ เพราะติดข้อกฎหมาย พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 * ความคลุมเครือจากนโยบายรัฐ: พื้นที่กำลังจะถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปอย่างเร่งด่วน ทว่า กรมอุทยานฯ กลับปิดบังแผนที่ ไม่แสดงแนวเขตที่ชัดเจนให้ชาวบ้านได้พิสูจน์สิทธิ ทำให้พวกเขาต้องเผชิญความเสี่ยงที่จะสูญเสียที่ดินทำกินบรรพบุรุษไปโดยไม่มีโอกาสได้โต้แย้งใดๆ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง