back

อ่านรหัสวิกฤตน้ำปนเปื้อนตอนบน การปรับตัวและทางรอดของโขงอีสาน บทเรียนจากวงเสวนา “เบิ่งอีสานผ่านหนังสารคดี”

20 ก.ค. 2569 17:09 View: 154
author profile image
นครพนมโฟกัส
"แม่น้ำโขง" ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนกว่า 60 ล้านคน จากที่ราบสูงทิเบต ไหลผ่าน 6 ประเทศ ได้แก่ จีน เมียนมา ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ที่มีความยาวเกือบ 5,000 กิโลเมตร เป็นทั้งแหล่งอาหาร การเกษตร และศูนย์รวมวัฒนธรรมของภูมิภาค ทว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สายน้ำแห่งชีวิตเส้นนี้กลับต้องเผชิญกับบททดสอบและวิกฤตการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ ความผันผวนของระบบนิเวศอย่างรุนแรง ไปจนถึงวิกฤตการณ์ใหม่ที่สร้างความหวาดวิตก นั่นคือ "สารเคมีและโลหะหนักปนเปื้อน" ในน้ำโขงตอนบน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตระหนักรู้และร่วมกันค้นหาทางออก กลุ่ม "พนมนครรามา" ภายใต้การสนับสนุนของ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) หรือ Thai Film Archive ได้จัดโครงการ “เบิ่งอีสานผ่านหนังสารคดี” ขึ้นในพื้นที่นครพนมตลอดช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 โดยเริ่มปักหมุดฉายโปรแกรมแรกเมื่อวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ณ ภัตตาคารแม่น้ำพร อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม กิจกรรมครั้งนี้นับเป็นพื้นที่เปิดให้กลุ่มนักเรียน นักศึกษา เยาวชน คนรุ่นใหม่ ผู้จัดงาน ผู้กำกับภาพยนตร์ และภาคประชาสังคม ได้มาร่วมล้อมวงล้มกระดานความคิด แลกเปลี่ยนมุมมองผ่านพลังของภาพยนตร์ ซึ่งเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มีโปรแกรมพิเศษ Reading Cinema the Mekong พร้อมเวทีเสวนา Post-Screening Talk: “อ่านรหัสวิกฤตน้ำปนเปื้อนตอนบน สู่การปรับตัวและทางรอดของโขงอีสาน” ซึ่งกลายเป็นพื้นที่ถอดบทเรียนเข้มข้นระหว่างความจริงในพื้นที่ สื่อภาพยนตร์ และจิตวิญญาณของคนริมน้ำ หัวใจสำคัญของกิจกรรม คือ การใช้ภาษาภาพยนตร์ 3 เรื่อง 3 รสชาติ มาทำหน้าที่เป็นรหัส เพื่อให้ทุกคนได้ขบคิดและร่วมกันถอดความหมาย อาทิ -Luminous People (2007) ผลงานความยาว 15 นาที โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล (พี่เจ้ย) ที่พาผู้ชมดิ่งลึกสู่ความเงียบสงบริมโขงหนองคาย ครึ่งแรกของภาพยนตร์ฉายบรรยากาศความจริงของพิธีกรรมและการเดินทาง ก่อนที่ครึ่งหลังจะปล่อยให้ตัวละครและผู้ชมหลับใหลเข้าสู่ห้วงแห่งความทรงจำและอดีตอันพร่าเลือน สะท้อนถึงความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณของคนกับสายน้ำอย่างนุ่มนวล -แดนบังบด / The State of the Powerless (2024) กำกับโดย ยิ่งยง วงศ์ตะขี่ และ เกียรติพงษ์ ลงเย ภาพยนตร์สารคดีสั้นเจ้าของรางวัลสารคดีสั้นยอดเยี่ยมจากชมรมวิจารณ์บันเทิง ปี 2568 บอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้เรื่องสิทธิชุมชนและการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงผ่านวิถีชีวิตของชาวบ้านตามุย จังหวัดอุบลราชธานี ฉายให้เห็นถึงความทรงพลังทางการเมืองและการฉุดดึงสิทธิของคนตัวเล็กตัวน้อย -สายเลือดแม่น้ำโขง (2020) สารคดีความยาว 48 นาที ที่บันทึกหยาดเหงื่อและสายตาของชุมชนคนหาปลาในจังหวัดเลย ช่วงเดือนสุดท้ายก่อนที่เขื่อนไซยะบุรีจะสร้างเสร็จและปิดกั้นสายน้ำอย่างถาวร การนำกลับมาฉายอีกครั้งในโอกาสครบรอบ 6 ปีแห่งการเผชิญหน้าวิกฤตสิ่งแวดล้อม เป็นการตั้งคำถามว่าคนโขงอีสานจะปรับตัวและปะทะรับมืออย่างไรในวันที่สายน้ำไม่มีวันเหมือนเดิม นอกจากนี้ ภายในงานยังเติมเต็มมิติด้วยกิจกรรม "อ่านแม่น้ำโขง" โดย คุณพิมพิกา วะสาร บรรณารักษ์ชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ นครพนม ที่มาช่วยถอดรหัสวรรณกรรมและเรื่องเล่าริมโขงให้สอดรับกับสื่อภาพยนตร์ โดยโหมดช่วงเสวนา Post-Screening Talk เป็นการแลกเปลี่ยนอย่างตรงไปตรงมา โดยมีคุณธีรยุทธ์ วีระคำ จากพนมนครรามา ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ ร่วมกับ คุณชาญณรงค์ วงศ์ลา จากกลุ่มฮักเชียงคาน คุณอำนาจ ไตรจักร์ จากสมาคมฮักโขง และคุณกานต์ชนิต พันธุลี จากกลุ่มหนองคายแอนด์เฟรนส์ วิทยากรจากเครือข่ายภาคประชาสังคมริมน้ำโขง คุณชาญณรงค์ วงศ์ลา จากกลุ่มฮักเชียงคาน ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกทางวิทยาศาสตร์และข้อเท็จจริงในพื้นที่ว่า ปรากฏการณ์ที่พบ "ปลาแค้" เกิดตุ่มแผลทั่วตัวในพื้นที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย เมื่อช่วงวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องปกติ โดยปลาแค้เป็นปลาหน้าดินที่หากินกับตะกอน สารโลหะหนักที่ตกตะกอนอยู่ใต้น้ำจึงสะสมในตัวปลา โดยเฉพาะปลาตัวเล็กที่ภูมิคุ้มกันต่ำ จนทำให้พยาธิเข้าไปฝังตัวเกิดเป็นตุ่มแผล "เมื่อส่งไปตรวจในห้องแล็บ แม้ปลาจะเสียชีวิตระหว่างเดินทาง แต่ข้อมูลจากชาวบ้านพบว่า เคยเจอปลาลักษณะนี้มาตั้งแต่ช่วงโควิด-19 แต่ถูกมองว่าเป็นโรคปลาปกติ และไม่มีใครนำเสนอเป็นข่าว ที่น่าตกใจคือ ผลตรวจจากพื้นที่เชียงคานพบสารตะกั่ว ซึ่งสัมพันธ์กับโรงงานอุตสาหกรรมและเหมืองแร่ในแม่น้ำสาขา ขณะที่ผลตรวจในพื้นที่หนองคายกลับพบสารโลหะหนักชนิดอื่นที่มาจากชุมชนและโรงงานฝั่งตรงข้าม แสดงว่าต้นตอของมลพิษมีความหลากหลาย แต่นำมาซึ่งผลลัพธ์อันเลวร้ายเหมือนกัน" คุณชาญณรงค์ ยังระบุด้วยว่า ปัจจุบันประเด็นมลพิษข้ามพรมแดนเริ่มได้รับการถูกบรรจุในยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัดภาคอีสานเหนือแล้ว ซึ่งสะท้อนว่าภาครัฐเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น ส่วนการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศนั้น แม้กลไก MRC (4 ประเทศ) หรือ LMC (6 ประเทศ รวมจีนและเมียนมา) จะเป็นกรอบการทำงานของรัฐ แต่ในระดับภาคประชาชนการทำงานร่วมกันระหว่างไทย ลาว กัมพูชา และเครือข่ายสื่อวิชาการ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเด็นที่ซับซ้อนนี้ คุณอำนาจ ไตรจักร์ จากสมาคมฮักโขง ได้ฉายภาพย้อนกลับไปถึงวิกฤตการณ์เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเกิดจากทั้งความผันผวนของระบบนิเวศจากการสร้างเขื่อน และการทำเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านที่ปล่อยสารพิษไหลลงสู่แม่น้ำโขงตั้งแต่แม่น้ำกก ส่งผลให้ปลาในธรรมชาติเกิดโรค อย่างไรก็ตามด้านบวกที่เกิดขึ้น คือ สื่อหลักเริ่มเข้ามาตีแผ่ความจริง เจาะลึกข้อมูล และกระจายเสียงของคนในพื้นที่ออกสู่สังคมกว้างมากขึ้น การรับมือกับวิกฤตระดับสากล ไม่ได้มีเพียงมิติของการเรียกร้องเชิงโครงสร้างเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยการสร้างความผูกพันเชิงจิตวิญญาณเพื่อดึงดูดผู้คนให้มาร่วมปกป้องสายน้ำ ซึ่งคุณกานต์ชนิต พันธุลี จากกลุ่มหนองคายแอนด์เฟรนส์ (ผู้จัดโพรเจกต์สัปดาห์อ่านริมโขงหนองคาย) ได้ถ่ายทอดประสบการณ์เปลี่ยนชีวิตจากการเดินทางล่องเรือแม่น้ำโขงขึ้นไปทางยูนนาน จนตัดสินใจย้ายจากกรุงเทพฯ มาตั้งหลักที่หนองคาย และสร้างสรรค์กิจกรรมสื่อสารเรื่องแม่น้ำโขงผ่านมิติใหม่ ๆ คุณกานต์ชนิต เสนอว่า การสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่จำเป็นต้องแข็งกร้าวเสมอไป แต่อาจใช้ความรู้สึกและความโรแมนติกนำพาความรู้ โดยยกตัวอย่างกิจกรรม "สัปดาห์อ่านริมโขง" ที่ชวนผู้คนเปลี่ยนบรรยากาศจากการอ่านหนังสือในห้องหรือบนภูเขา มานั่งอ่านหนังสือริมแม่น้ำโขงเป็นเวลาหลายชั่วโมง เพื่อให้สายน้ำผ่อนคลายจิตใจและสื่อสารกับผู้คนโดยตรง "เราทำงานมา 2 ปี เป้าหมายของเราคือทำยังไงก็ได้ให้คนมาที่แม่น้ำเยอะที่สุด ให้เขารักแม่น้ำ... เรื่องแม่น้ำโขงยังไงก็เป็นเรื่องสากล คุณทำบั้งไฟพญานาคอาจจะน่าสนใจ แต่ถ้าคุณจะคุยกับคนทั้งโลก คุณเอาเรื่องแม่น้ำไปคุยได้หมด ตอนนี้ National Geographic ก็ติดต่อเข้ามาเพราะสนใจการเล่าเรื่องแม่น้ำโขงจากมุมมองของคนรุ่นใหม่ การท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่มันคือสิ่งที่จะอยู่ได้อย่างยั่งยืน" คุณธีรยุทธ์ วีระคำ ผู้ดำเนินรายการ ได้ให้ความเห็นเสริมว่า วิธีการสื่อสารแบบเดิม ๆ อาจเริ่มเหนื่อยล้าและไม่เห็นผลเชิงรูปธรรมที่ชัดเจน การนำกิจกรรมศิลปะ สื่อ ภาพยนตร์ เข้ามาสร้างพื้นที่ร่วมจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญ เพราะหน่วยงานราชการหรือคนภายนอกที่ไม่ได้สัมผัสจิตวิญญาณในพื้นที่อาจยากที่จะเข้าใจบริบท การสร้างพื้นที่เรียนรู้ร่วมกับเยาวชน ครู และนักศึกษา จึงเป็นความหวังใหม่ในการสืบทอดเจตนารมณ์ ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับ น้องพงษ์พันธุ์ สีสุทร นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม ที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้สึกของตนหลังชมภาพยนตร์ "พอฟังและดูหนังจบ รู้สึกแปลกใจและขัดแย้งกับสิ่งที่เห็นในปัจจุบันมาก เพราะภาครัฐและจังหวัดพยายามโพรโมตแม่น้ำโขงในมิติของการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่หนังทั้ง 3 เรื่องสะท้อนถึงแม่น้ำโขงกำลังป่วยและมีปัญหาหนักมาก มันทำให้เห็นว่าหน่วยงานรัฐอาจไม่ได้สนใจปัญหาที่แท้จริง หรือคนในพื้นที่เองก็พยายามเสนอภาพที่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริงอยู่" วิกฤตน้ำปนเปื้อนในแม่น้ำโขงตอนบนอาจเป็นรหัสเตือนภัยที่ซับซ้อนและแก้ได้ยากในระดับโครงสร้างระหว่างประเทศ แต่ความหวังที่แท้จริงกลับซ่อนอยู่ในพลังของคนรุ่นใหม่และเครือข่ายภาคประชาสังคม ดังเช่นคำแนะนำทิ้งท้ายของคุณกานต์ชนิต ถึงเยาวชนและนักศึกษาที่มาร่วมงานว่า "อย่าคิดว่าการสื่อสารเป็นเรื่องยาก แค่ใช้สื่อที่เรามี โพสต์ลงออนไลน์ สร้างห้องที่เราอยากพูดขึ้นมา แล้วคุณจะรู้เองว่าจะพูดเรื่องอะไร" โพรเจกต์ “เบิ่งอีสานผ่านหนังสารคดี” โดยพนมนครรามา เป็นเหมือนสะพานเชื่อมความรู้และความรู้สึกที่ทำให้คนรุ่นใหม่ได้หันกลับมามองแม่น้ำโขงในรูปแบบใหม่ ที่ไม่เพียงแค่มองเห็นความงามอันโรแมนติก แต่ยังรับรู้ถึงบาดแผล ความเจ็บปวด และพร้อมที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสียงเพื่อปกป้องน้ำโขงซึ่งเป็นสายน้ำแห่งชีวิตนี้ ข่าว/บทความ : นครพนมโฟกัส
ข่าวที่เกี่ยวข้อง