back

เสนอ หัวหน้าการพูดคุยฯ เริ่ม ด้วยการออกแบบร่วมการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับพื้นที่ “สามฝ่าย ผู้เห็นต่าง รัฐและภาคประชาสังคมด้านการศึกษา”?

18 ก.ค. 2569 17:34 View: 77
author profile image
Shukur Dina
เสนอ หัวหน้าการพูดคุยฯ เริ่ม ด้วยการออกแบบร่วมการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับพื้นที่ “สามฝ่าย ผู้เห็นต่าง รัฐและภาคประชาสังคมด้านการศึกษา”? วันที่ 18 ก.ค.69 ที่คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จัดเสวนาหัวข้อ มองสถานการณ์ชายแดนใต้ ซีซั่นใหม่-ข้อท้าทายและความหวัง มีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ หัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ,ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการเฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ DSW ,ผศ.ดร.รุ่งระวี เฉลิมศรีภิญโญรัช อาจารย์สถาบันสันติศึกษา ,น.ส.ลม้าย มานะการ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้,นายรอมซี ดอฆอ ประธานสมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ CAP ดำเนินรายการโดย น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters และ นายซาฮารี เจ๊ะหลง The Motive โดยมีผู้สื่อข่าวในโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเครือข่ายสื่อมวลชน สื่อภาคพลเมืองและสื่อสาธารณะเพื่อสันติภาพ ร่วมรับฟัง -เปิดไทม์ไลน์กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ ผศ.ดร.ศรีสมภพ เปิดเผยว่า สถานการณ์ความรุนแรงตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 - พฤษภาคม 2569 เกิดเหตุการณ์ 23,755 ครั้ง เสียชีวิต 7,806 ราย บาดเจ็บ 14,879 ราย ซึ่งเหตุรุนแรงมากขึ้นและลดลงสลับกันไป แต่หลังปี 2556 ที่มีการพูดคุยเพื่อสันติภาพในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งน่าสนใจว่าอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เหตุความรุนแรงลดลง "แต่เหตุปัจจัยที่ลดลงคือการพูดคุยเพื่อสันติภาพ เห็นได้จากเหตุการณ์ช่วงหลังเกิดขึ้นอีก แต่ไม่ได้สูงไปกว่าก่อนหน้านี้ ดังนั้นทิศทางใหญ่ น่าจะถือว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปในทางที่ดี ถ้าดูจากเหตุการณ์รายปี ลดลงตั้งแต่ปี 2556" ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวว่า ปัจจัยด้านนโยบายของรัฐบาลทุกสมัยมุ่งเน้นให้ความสำคัญ ในรูปของงบประมาณที่จัดการปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในช่วง 23 ปี มีงบประมาณลงมาแล้วกว่า 513,000 ล้านบาท ในขณะที่กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ กลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการลดความรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ "การพูดคุยเพื่อสันติภาพอาจบอกได้ว่าเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2556 แต่รัฐบาลก่อนหน้านั้นเคยมีการพูดคุยอยู่บ้าง แต่การพูดคุยในปี 2556 เกิดขึ้นหลังความรุนแรงปี 2547 และเป็นความเห็นพ้องต้องกันที่จะพูดคุยกัน ภายในกรอบของรัฐธรรมนูญไทยเท่านั้น แม้ข้อเสนอ 5 ข้อจาก BRN ในครั้งนั้นจะไม่เป็นที่ยอมรับ และยังไม่ถือว่าเป็นข้อตกลงร่วมกัน แต่ถือเป็นเอกสารทางการที่ชัดเจนที่สุดของการพูดคุยที่ผ่านมา จนกระทั่งในปี 2557 ที่มีการรัฐประหารเปลี่ยนรัฐบาล" ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวว่า หลังรัฐประหารมาเป็นรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา การพูดคุยได้กลับมาอีกครั้ง มีการตั้งคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขมาใหม่ในปี 2557-2562 รัฐบาลประยุทธ์​ได้พูดคุยกับกลุ่มมาราปาตานี ซึ่งรวมกันหลายกลุ่ม ฝ่ายไทยที่นำโดย พล.อ.อักษรา เกิดผล ได้พยายามทำให้เกิดพื้นที่ปลอดภัย แต่ไม่คืบหน้า จนเกิด "Berlin Initiative การริเริ่มที่เบอร์ลิน" ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างคู่กรณีหลักเพื่อริเริ่มกระบวนการพูดคุยที่สามารถเป็นที่ยอมรับ โดยเมื่อวันที่ 2 พ.ย.65 สภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้เผยแพร่สำนักงานเลขาการพูดคุยฯ ชี้แจงว่า การริเริ่มที่เบอร์ลิน มีการไปคุยกันจริงระหว่างฝ่ายไทย และ BRN แต่เป็นการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ "การกลับมาพูดคุยอีกครั้งเมื่อ 20 ม.ค.63 ของคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขของไทย กับ BRN โดยนายอานัส อับดุลเราห์มานกับ พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ ตอนนั้นข้อตกลงพูดคุยทั้ง 2 ฝ่าย ยึดมั่นในกรอบการพูดคุยตามหลักการพื้นฐาน ยืนยันให้มาเลเซีย เป็นผู้อำนวยความสะดวกต่อไป การพูดคุยครั้งนี้จะมีผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศเข้าร่วมด้วย มาจากอังกฤษ เยอรมนี นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ และ ไทย" ทั้งนี้การพูดคุยในช่วง 11-12 มกราคม 2565 กรอบสารัตถะในการพูดคุยเพื่อสันติสุข มี 3 ประเด็น ที่จะลดความรุนแรง ปรึกษาหารือประชาชนในพื้นที่ แสวงหาทางออกทางการเมืองกับประชาชนในพื้นที่ โดยไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งในวันที่ 31 มี.ค.65 มีการตกลงและลงนามที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ หลักการทั่วไปกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ และในวันที่ 22 ก.พ.2566 มีการตกลง JCPP ทั้งสองฝ่าย เห็นด้วยแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุของค์รวม เพื่อเป็นแนวทางให้ครอบคลุมเป็นองค์รวม ในตอนหลังมีข้อถกเถียงกัน แต่เห็นพ้องจัดทำ การลดความรุนแรงในพื้นที่ การจัดการปรึกษาหารือกับประชาชนเพื่อนำไปสู่การแสวงหาทางออกทางการเมือง ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2556 มีข้อตกลงสำคัญ 4 ครั้ง จนในปี 2566 การพูดคุยหยุดชะงักลง เพราะมีการเลือกตั้ง จนในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน มีการตั้งนายฉัตรชัย บางชวด มาเป็นหัวหน้าคณะพูดคุย และคุยกันอีกครั้งในวันที่ 7 ก.พ.2567 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ หลังจากนั้นในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร การพูดคุยยุติลงเพราะไม่มีการแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยคนใหม่ จนในยุคอนุทิน 1 ได้แต่งตั้งพล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา มาเป็นหัวหน้าคณะพุดคุยคนใหม่ และสิ้นสุดลงหลังการเลือกตั้งในปี 66 โดยรัฐบาลอนุทิน 2 ได้แต่งตั้งนายธัตถ์ สุวรรณานนท์ มาเป็นหัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุุข ในปี 2569 -หัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุขฯ เปิดใจครั้งแรก นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ หัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยว่า ตนทำหน้าเป็นหัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุข ไม่ใช่คณะพูดคุยฯแล้ว และยอมรับว่าการเข้ามารับงานต่อจากหัวหน้าคณะพูดคุยที่ทำงานกันมาสมควร มีกรอบข้อตกลงเบื้องต้นระหว่างคณะพูดคุยฝ่ายไทยกับ BRN 3 เรื่อง คือ 1.การยุติความรุนแรง 2.การปรึกษาหารือสาธารณะ 3.ข้อตกลงใจทางการเมือง ซึ่งตนได้นำมาเริ่มต้นพูดคุยกับฝ่ายเราเอง เป็นที่มาของการลงพื้นที่มาพูดคุยกับภาคประชาสังคม ซึ่งได้สาระสำคัญถึงสิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งก็หมายถึงการยุติความรุนแรง การแก้ปัญหาปากท้องเศรษฐกิจ ที่อาจเกี่ยวกับการปรึกษาหารือ ทั้งในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึงการศึกษา และพบว่ายังมีปัญหาสำคัญเรื่องยาเสพติดด้วย นายฐนัตถ์ กล่าวว่า ตนได้นำข้อเสนอแนะจากคนในพื้นที่ ซึ่งรวมไปถึงนักการเมือง สส. นักวิชาการ นำไปพูดคุยกับฝ่าย BRN ซึ่งในการพบกันครั้งแรก ตนได้บอกกับทาง BRN ว่าขอคุยในฐานะประชาชนคนไทย "ผมขอเริ่มใหม่ ผมเป็นหัวหน้าการพูดคุย มาตัวคนเดียว กับฝ่ายเทคนิคที่ทำงาน ผมไม่มีคำว่าเจรจาต่อรอง no deal ขอมาทำงานร่วมกันว่าจะทำให้ในพื้นที่สงบสุขอย่างไร เขาทำท่าเชื่อดีไม่เชื่อดี แต่ก็เริ่มปรับกันได้ เราเอาใจกับใจคุยกัน เขาเป็นคนไทย การทำงานไม่ใช่ทางทหาร ไม่ใช่เจรจาต่อรอง แต่เป็นคนไทยและคนไทย ที่ห็นต่างกัน ซึ่งอาจมาจากความไม่ยุติธรรม ความบีบคั้น ซึ่งเขาสอบถามว่าทางการไทยยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตใช่ไหม ผมบอกว่า ประวัติศาสตร์เปลี่ยนไม่ได้หรอก แต่นี่คือเป็นประตูก้าวแรกที่ได้คุยกัน จึงเริ่มมีการหารือทางเทคนิค" หัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุข กล่าวว่า ในการพูดคุยล่าสุด มีการหารือถึงการกำหนดพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งตนไม่อยากเรียกว่า Safty Zone แต่ยังไม่ตกลงว่าจะเรียกชื่ออะไร อาจเป็น 'พื้นที่สันติสุข' ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือว่าจะกำหนดใน 37 อำเภอ 10 อำเภอ อาจเป็น 40 วัน หรือ อาจจะกี่วัน อยู่ระหว่างการพูดคุยของฝ่ายเทคนิค และตนจะนำมาสอบถามคนในพื้นที่ด้วย ก่อนจะไปบอกกับ BRN ว่าเอาแบบนี้ "ทุกอย่างที่ไปคุยกันเราต้องมาปรึกษาหารือกับประชาชน ประชาสังคมในพื้นที่ ซึ่งผมพร้อมจะนำทุกคนไปคุยด้วยกัน เราคนไทยด้วยกันต้องคุยกันทั้งหมด ว่า 3 ข้อที่เดินกันมา 13 ปี จะใช้ต่อไปหรือไม่ หรือต้องยอมรับในอัตลักษ์ ภาษาวัฒนธรรม ถ้าเดินไปด้วยกัน จะเป็นการเปิดประตูทำงานร่วมกันสร้างสันติสุขรอบใหม่" นายฐนัตถ์ ยังเปิดเผยถึง โครงสร้างการทำงานหรือ Blue print ของตนเองในฐานะหัวหน้าการพูดคุย อาจไปพูดคุยคนเดียว แต่มีคณะทำงาน ซึ่งมี 3 ฝ่าย ทั้ง 1.ทีมฝ่ายเทคนิคเดิม 13 ปีที่ผ่านมา 2.การรักษาความปลอดภัย ซึ่งมี กอ.รมน.ภาค 4 รวมถึง ทหารและตำรวจ และ 3 ทีมงาน หน่วยข่าวกรอง ในฐานะที่ตนเป็น ผอ.สำนักข่าวกรองด้วย "การพูดคุยที่เริ่มมาแล้ว ผมตั้งใจว่าในเดือนกันยายนนี้ จะเป็นหมุดหมายแรก ที่จะเดินหน้าเป็นรูปธรรมในปลายเดือนกันยายน ซึ่งจนกว่าจะถึงวันนั้นก็ต้องมีการรับฟังภายในให้มากด้วย" -ยันฝ่าย BRN เป็นตัวจริง สื่อมวลชนได้สอบถามประเด็นสำคัญในว่าไทยยังพูดคุยกับตัวจริงใช่หรือไม่ โดยหัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุข ยืนยันว่า เป็นตัวจริง ซึ่งที่เชื่อมั่นเพราะได้ตรวจสอบด้วยสัญญาณบางอย่าง ทั้งการพูดคุยต่อเนื่องของฝ่ายเทคนิค การมีเงื่อนไขในการพูดคุย หรือข้อเสนอที่ไม่ลดราวาศอก เป็นต้น จึงมีสัญญาณที่เชื่อได้กว่า 80 % ว่าเป็นตัวแทนจริง -ถอดบทเรียนยอมรับขาดเอกภาพ นายฐนัตถ์ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงการถอดบทเรียนการพูดคุยที่ผ่านมากว่า 13 ปี เกิดอุปสรรคอะไรที่สำคัญ ซึ่งเขาเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เป็นปัจจัยที่ทำให้การพูดคุยของหัวหน้าคณะพูดคุยเป็นไปตามรัฐบาลแต่ละชุด และต้องยอมรับว่าความไม่มีเอกภาพของฝ่ายไทย ก็เป็นปัจจัยหนึ่ง เพราะการพูดคุยเป็นคณะมาจากหลายหน่วยงาน ตนจึงขอไปคนเดียว เพราะการทำงานเป็นคณะไม่สามารถหาข้อยุติได้ง่ายนัก เมื่อเป็นการเจรจาต่อรอง "ผมเลยเริ่มต้นว่า ขอปรับใหม่ ทีมงานบนโต๊ะ ขอผมคนเดียว บากหน้ามา เราถูกถามตลอดว่า มีสิทธิอะไร ไปคุย แลกเปลี่ยน ถ้าผมคนเดียว โอเคนะ และเราไม่ได้ยกย่องบีอาร์เอ็น เป็นรัฐ​คู่กับไทย แต่เป็นผมคนเดียว ผมตอบได้ว่าไปคุยทำไม ก็เพราะคนในพื้นที่ไม่มีความสุข" -ยอมรับเป็นการพูดคุยแบบไทยไทย หัวหน้าคณะการพูดคุย เปิดเผยด้วยว่า นอกจาก BRN แล้ว ตนก็ได้พูดคุยกับทุกกลุ่ม ไม่ทิ้งกลุ่มใด จะคุยให้มากที่สุด และกระบวนการพูดคุยที่เป็นอยู่ เป็นการพูดคุยจริง แต่ยอมรับว่า เป็นการพูดคุยแบบไทยไทย ตามที่มีการตั้งคำถาม "ผมคิดว่าเป็นการพูดคุยแบบไทยไทย แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ต้องผ่านกระบวนการสันติภาพสากล ผมยืนยันได้ว่า ความตั้งใจรัฐบาลมีจริงๆ ผมเดินไปตามนโยบายรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ตั้งใจจริง ท่านนายกฯ ยืนยันรัฐบาลไทย มีความตั้งใจอย่างแรงกล้าในการยุติความรุนแรง" หัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุข กล่าวทิ้งท้ายว่า ถึงเวลาที่ต้องให้พลเรือนเข้ามามีบทบาท พลังของพวกเราไปถึงเป้าหมายสันติสุข ตนบอกรัฐบาลเสมอว่าการก่อเหตุทุกครั้งผู้ก่อเหตุเป็นพี่น้องของเรา ลูกหลานของเรา ไม่ใช่สงครามที่เราทำกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ทำกับเยาวชนลูกหลานของเรา "การใช้ความรุนแรงของรัฐกับประชาชน ผมก็ต้องไปต่อสู้บอกกล่าวว่า ต้องปรับสภาพต้องลดลง ไม่เอามาเป็นเงื่อนไขในการปราบหนัก ถ้าผมเป็นหัวหน้าการพูดคุย ก็ต้องพยายามเต็มที่ ส่วนปัญหาสงครามข่าวสารเรื่อง IO ต้องยอมรับว่ามีการใช้กันทั้งสองฝ่าย แต่ตนก็อยากให้ทุกฝ่ายหยุดใช้ IO เพราะภาคใต้ไม่ใช่สงคราม ผมจะพยายามสื่อสารให้หยุดการใช้ IO ใส่ร้ายกัน" นายฐนัตถ์ กล่าวย้ำ -รองเลขาธิการ ศอ.บต. พร้อมหนุนการพัฒนา นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการ ศอ.บต.กล่าวว่า ศอ.บต.เป็นหน่วยงานการพัฒนาที่มีบทบาทในพื้นที่ก็ต้องทำงานในกรอบสันติภาพ ที่คำนึงถึงวิถีชีวิตและคุณภาพชีวิตด้วย เช่นการคำนึงถึงอัตลักษณ์ และในบทบาทที่เชื่อมกับการพูดคุย จะมีมติใหม่ใดบ้างที่จะทำได้ ทางเลขาธิการ ศอ.บต.ก็ให้ทำตรงนี้ ซึ่งอาจทำในเรื่องกลไกที่จะช่วยแก้ปัญหาเช่น กรณีสถาบันปอเนาะ จะมีการทำงานร่วมกันของ คณะกรรมการขับเคลื่อนการศึกษา เป็นต้น -ภาคประชาสังคมพร้อมทำงานร่วมกัน น.ส.ลม้าย มานะการ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ยอมรับว่ากระบวนการสันติภาพมีข้อท้าทายหลายประการ ทั้งการใช้มาตรการทางกฏหมาย โดยเฉพาะกฏหมายปิดปาก ตนอยากให้ยกเลิกและยกฟ้องไป รวมถึงการปิดล้อมตรวจค้น การใช้ IO ที่ลุกลามมาถึงนักวิชาการและภาคประชาสังคม การพูดถึงประวัติศาสตร์โดยปราศจากความรู้ จึงอยากให้ประชาชนชายแดนใต้ ต้องไม่วางเฉย ต้องสนใจการพูดคุย แม้เราไม่คาดหวังเพราะผิดหวังมาตลอด แต่เราไม่เคยหมดหวังกับการสร้างสันติสุขและสันติภาพ จึงหวังว่าสื่อมวลชนจะช่วยกันถ่ายทอดเรื่องนี้ให้มาก นายรอมซี ดอฆอ ประธาน CAP กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางหัวหน้าการพูดคุยลงมาคุยได้แลกเปลี่ยนพบเจอ ให้ข้อเสนอไปแล้ว ดังนั้นซีซั่นใหม่ การมองสถานการณ์ใหม่ มีความท้าทาย มีข้อจำกัดและความหวัง ซึ่งการเจรจาในปัจจุบันนี้ ทำให้มีเฉพาะคู่ขัดแย้ง ต้องลงมาสู่ภาคประชาชน จริงๆ ทำให้ประชาชน รู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญ ในฐานะหุ้นส่วนของสันติภาพ ตราบใดที่ให้เป็นเรื่องของรัฐกับประชาชน ก็จะเป็นแบบนั้น "ต้องยอมรับว่าสถานการณ์เปราะบางลงเรื่อยๆ เพราะไม่มีการหนุนเสริม ทำให้กระบวนการเดินไน้าไปได้ แม้เราฟังหัวหน้าการพูดคุย พยายามปรับรูปแบบ มาเป็นแบบไทยไทย จึงไม่อยากให้การหดหู่ เพราะมันถอยหลัง แต่ก็ต้องเชื่อมั่นว่ากระบวนการสันติภาพต้องไปข้างหน้าให้ได้ แม้จะริบหนี่ เราในฐานะภาคประชาชน เราไม่เห็นทางออกอื่นแล้ว นอกจากการใช้การพูดคุย โจทย์สำคัญ เราต้องยอมรับความจริงว่าปัญหาจริงๆ รากเหง้าความขัดแย้ง วิธีการต้องชัดเจนด้วย จะไม่ลดทอนความเชื่อในสังคม" นายรอมซี กล่าวว่า CAP สมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ เราไม่ได้เป็นตัวแทนของรัฐหรือประชาชน แต่รับฟังเสียงของประชาชน จนบางครั้งภาครัฐ ระแวง CAP เราก็ยังยึดมั่นในการขับเคลื่อน เรามีเส้นชัดเจนอะไรที่เราสามารถทำได้ เรายืนยันมาตลอด "จะทำอย่างไรในการลดวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง Hate Speech ให้น้อยลง และความจริง และความยุติธรรม การเกิดเหตุต่อทนายกมลศักดิ์ มีคำถามมากมาย เจ้าหน้าที่รัฐ อึดอัดที่จะทำตามกระบวนการกฏหมาย ถ้ากรณีนายกมลศักดิ์ไม่คลี่คลาย ก็ยากที่จะเห็นสันติภาพ" นายรอมซี กล่าวย้ำว่า ภาคประชาชน หวังไปสู่หมุดหมาย แม้ไม่สำเร็จในวันนี้ เป็นความคาดหวังการมีส่วนร่วม ถ้านำหลักการจริงๆ เชื่อว่า จะเป็นกำแพงไม่ให้ล้มลง และความโปร่งใส ต้องเรียกร้องไปยัง รัฐไทย และ BRN ว่าอยากเสนอให้ภาคประชาชน ได้สื่อสาร ต้องสร้างความเป็นธรรมและความชอบธรรม และ Inclusive ถ้ายึดตามหลักการ เป็นเกราะให้การพูดคุยเดินหน้าไปได้ และต้องสร้างความปลอดภัยในการสื่อสาร เสรีภาพในการสื่อสารด้วย ผศ.ดร.รุ่งระวี เฉลิมศรีภิญโญรัฐ อาจารย์สถาบันสันติศึกษา กล่าวย้ำถึงข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัยศึกษษสันติภาพฯ ที่จัดทำรายงานไปแล้ว จึงอยากผลักดันให้เกิดขึ้น เช่น รัฐต้องมีเจตจำนงทางการเมืองให้กระบวนการสันติภาพเป็นแกนกลาง นายกรัฐมนตรีต้องแสดงเจตจำนงทางการเมืองทางสาธารณะ ให้รัฐบาลตั้งศูนย์บูรณาการสันติภาพ ให้เป็นกลไก และกำกับการสั่งการหน่วยงานของรัฐทั้งหมด ให้ตั้งเป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ตั้งคณะกรรมการกำกับทิศทางกระบวนการสันติภาพ ปรับปรุง พ.ร.บ.ศอ.บต.ซึ่งควรมีอำนาจหน้าที่ในการสร้างสันติภาพ การยกเลิกกฏหมายในพื้นที่ รวมถึงกฏหมาย SLAPP และการลอยนวลพ้นผิด และการเปิดประวัติศาสตร์ที่แตกต่าง การศึกษา ให้ศึกษาการกระจายอำนาจ และรูปแบบการเมืองการปกครองที่สอดคล้องอัตลักษณ์ ให้สมช.จัดโครงสร้างกระบวนการสันติภาพใหม่ ให้มีหัวหน้าเป็นพลเรือน และให้ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อสร้างสันติภาพ ซึ่งความคืบหน้าล่าสุดมีการตั้งอนุกรรมาธิการพิจารณาแนวทางการส่งเสริมกระบนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ภายใต้ กมธ.กฏหมาย เพื่อนำรายางาน กมธ.สันติภาพ ฟื้นคืนชีพ มาเสนออีกครั้ง ผศ.ดร.ศรีสมภพ ได้กล่าวสรุปถึงสิ่งที่หัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติภาพ ได้เน้นย้ำว่า มีแนวคิดการพูดคุยสันติสุข จะทำแบบไทยไทย Thai ways of Peace Dialogue ซึ่งการพูดคุยในเชิงปัจเจกเป็นลักษณะเป็นตัวบุคคลของกระบวนการพูดคุย แต่ยังคงรักษาการทำงานตามสามสารัตถะเดิม 3 ด้านที่เคยทำไว้ ทั้งการลดความรุนแรง การปรึกษาหารือสาธารณะ แม่กรอบการพูดคุยจะใช่ PDIF/JCPP แต่ใช้แบบไทย การทำงานเดินไปเป็นชั้นๆ มีคณทำงานหลายฝ่าย ที่แยกย่อยไป และหัวหน้าการพูดคุย จะให้พื้นที่เป็นตัวหลัก และภาคประชาสังคม ถือว่ามีสัญญานที่ดี ที่จะทำงานร่วมกันมากขึ้น เพราะสิ่งท้าทายเยอะมาก "เราอยากให้มีการรื้อฟื้น พื้นที่กลางเพื่อการสร้างสันติภาพ เป็นสิ่งสำคัญ ในการสร้างสันติภาพ ทำให้เกิดภาวะของการพูดคุยได้อย่างแท้จริง" ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวย้ำ (อ้างอิงจาก รายงาน : ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ภาพ : ธนาทิพย์ เล้าสุทธิพงศ์ #TheReporters #เดอะรีพอร์ตเตอร์ #สันติภาพชายแดนใต้) ในขณะที่ผู้เขียนได้เสนอต่อ หัวหน้าการพูดคุยฯ ว่าเป็นไปได้ไหม เริ่มด้วยการออกแบบร่วมการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับพื้นที่ “สามฝ่าย ผู้เห็นต่าง รัฐและภาคประชาสังคมด้านการศึกษา” เพราะสอดคล้องกันทุกฝ่าย ในข้อสองมีกรอบข้อตกลงเบื้องต้นระหว่างคณะพูดคุยฝ่ายไทยกับ BRN 3 เรื่อง คือ 1.การยุติความรุนแรง 2.การปรึกษาหารือสาธารณะ 3.ข้อตกลงใจทางการเมืองรวมทั้งสอดคล้องกับรายงาน ‘กมธ.สันติภาพชายแดนใต้ที่ผศ.ดร.รุ่งระวี เฉลิมศรีภิญโญรัฐ อาจารย์สถาบันสันติศึกษานำเสนอในเวที (อ่านเพิ่มเติม เปิดข้อสังเกต-ข้อเสนอ รายงาน ‘กมธ.สันติภาพชายแดนใต้’ หวังสภาฯ ไฟเขียว ชงทุกฝ่ายดับไฟใต้ยั่งยืนใน https://theactive.thaipbs.or.th/news/politics-20250921-2) หมายเหตุ พื้นที่ปาตานี/ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นพื้นที่ที่มีบริบทเฉพาะทางการศึกษา โดยสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการศึกษาทางอิสลาม และเป้าหมายของการเรียนรู้ที่คาดหวัง (Learning Outcomes; LOs) ประการสำคัญ คือ การพัฒนามนุษย์ทั้งทางกายและทางจิตใจอย่างสอดประสานกัน ด้วยเหตุนี้ การจัดโครงสร้างของระบบการศึกษา ตลอดทั้งหลักสูตร และรายวิชา ตั้งแต่การศึกษาระดับปฐมวัยไปจนถึงอุดมศึกษา จึงจำเป็นต้องคิดออกแบบให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นเลิศทั้งทางโลกและทางธรรมอย่างมีดุลยภาพ รวมทั้งระบบของการบริหารจัดการหลักสูตร ผู้เรียน บุคลากรสายวิชาการและสายสนับสนุน ตลอดทั้งโครงสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวกต่อการเรียนรู้ จำเป็นต้องถ่ายโอนอำนาจจากส่วนกลาง ทั้งกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในส่วนของระบบการศึกษาระดัลประถมศึกษาถึงอุดมศึกษา โดยเฉพาะการบริหารจัดการศึกษาด้วยระบบปอเนาะ และทั้งกระทรวงวัฒนธรรม ในส่วนของระบบการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด หรือตาดีกา เพื่อนำมาสู่การออกแบบกลไกบริหารจัดการการศึกษาระดับท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง อันจะรับประกันการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของพื้นที่และยืนยันเจตนารมณ์ในฐานะตัวแทนของประชาชนในพื้นที่ตนเองได้โดยแท้จริง ​ ดังนั้น ภาพอนาคตรูปแบบการบริหารจัดการการศึกษาที่ปรารถนา รวมทั้งตัวแบบและแนวทางการกระจายอำนาจทางการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทเฉพาะของพื้นที่ จึงมีความสำคัญยิ่งโดยเฉพาะการกระจายอำนาจทางการศึกษา สำหรับหัวใจของการกระจายอำนาจทางการศึกษานั้นต้องกระจายทั้งอำนาจการบริหารจัดการ คนและงบประมาณ เพื่อสามารถร่วมออกแบบการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทเฉพาะของพื้นที่ มิใช่เฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้นแต่ทุกพื้นที่การศึกษาในทุกภูมิภาคของประเทศไทยอันจะนำไปสู่พื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษามากมายและจะตอบโจทย์การพัฒนาประเทศที่เท่ากับสถาการณ์โลกในอนาคตที่สำคัญสุดมันจะเป็นรากฐานการกระจายอำนาจการปกครองที่พรรครัฐบาลในอนาคตภายใต้การนำของพรรคก้าวไกลที่จะยุบกอ.รมน. ศอ.บต.แทนที่ด้วยการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด *หมายเหตุ: สำหรับข้อเสนอแนะนี้ผู้เขียนนำมาจากการเป็นคณะทำงานการจัดทำภาพอนาคตรูปแบบการบริหารการจัดการศึกษา ให้เหมาะสมกับบริบทเฉพาะเชิงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้#จัดโดยมูลนิธิสิทธิเพื่อสันติภาพร่วมกับสมาคมสมาพันธ์โรงเอกชนภาคใต้ ณ โรงแรมซีเอส ปัตตานี เพื่อยกร่างตัวแบบและแนวทางการกระจายอำนาจทางการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทเฉพาะของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ [หมายเหตุอ่านเพิ่มเติมใน: นวัตกรรมการศึกษามากมาย ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง