back
"แผนไฟป่า 2570" เชียงใหม่ ท้องถิ่นคือด่านหน้า! อปท.ต้องวางแผน ก่อนซูเปอร์เอลนีโญมาเยือน
7 ก.ย. 2569 17:19
View: 468

Yuthaprom Somjai
ท่ามกลางคำเตือนว่าปี 2570 จะเป็นปีแห่ง "ซูเปอร์เอลนีโญ" ที่รุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา จังหวัดเชียงใหม่ระดมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้ง 211 แห่งทั่วจังหวัด เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนป้องกันไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 อย่างเข้มข้น โดยวางหลักการใหม่ที่ต่างจากทุกปีที่ผ่านมา ให้ "ท้องถิ่น" เป็นเจ้าของแผนอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ผู้รับคำสั่งจากส่วนกลาง
จากบนลงล่าง สู่ "ล่างขึ้นบน" จุดเปลี่ยนสำคัญของปีนี้
ปลัดอำเภอที่เป็นตัวแทนศูนย์อำนวยการระดับอำเภอ อธิบายภาพรวมของระบบแผนงานปีนี้ว่า กระบวนการเริ่มต้นจาก "ชาวบ้าน" ซึ่งเป็นผู้ใช้ไฟในชีวิตประจำวันโดยตรง ก่อนจะส่งต่อขึ้นมา ผ่านผู้ใหญ่บ้าน สู่ อบต. หรือ เทศบาล แล้วจึงรวบรวมส่งขึ้นอำเภอ และจังหวัดตามลำดับ ตรงข้ามกับรูปแบบเดิมที่ส่วนกลางออกคำสั่งลงมาแบบเหมารวมทั้งจังหวัด ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผลมา 10 ปี
"หากเราทำงานโดยปราศจากแผนหรือทิศทางที่ชัดเจน การปฏิบัติงานดับไฟและการจัดสรรกำลังพลก็จะกระจัดกระจาย ไร้ทิศทาง" นายอนุรักษ์ ศิลป์ไพราชปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง อำเภออมก๋อยกล่าว พร้อมยกตัวอย่างว่าแม้อยู่ในอำเภอเดียวกัน แต่ตำบลแม่ตื่นกับมอนจอง ก็มีสภาพความแห้งแล้งต่างจากตำบลแม่หลองและนาเกียนอย่างชัดเจน จึงจำเป็นต้องให้แต่ละพื้นที่วางแผนตามบริบทของตนเอง
เสียงจากหน้างานจริง ปภ.ท้องถิ่น ตัวเล็กแต่ภาระหนัก
เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ระดับตำบล ซึ่งเป็นกำลังหลักในการลงพื้นที่จริง เปิดเผยว่าทีมงานที่รับผิดชอบทั้งงานกู้ชีพและป้องกันภัยในหนึ่ง อปท. มีเพียง 6 คน เท่านั้น ขณะที่งานที่ต้องรับผิดชอบมีทั้งกู้ชีพฉุกเฉิน อุบัติเหตุ และไฟป่า
ปัญหาใหญ่ที่สุดที่ ปภ.ท้องถิ่นสะท้อนคือเรื่อง งบประมาณล่าช้า — บ่อยครั้งที่งบสนับสนุนอุปกรณ์ดับไฟมาถึงพื้นที่ "หลังจากเหตุการณ์ไฟป่าสงบลงเรียบร้อยแล้ว" ต่างจาก 2 ปีก่อนหน้าที่เคยได้รับงบกลางโดยตรงและสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้ดีมาก สิ่งที่ ปภ.ท้องถิ่นเสนอเข้าแผนปีนี้คือการเสริมความพร้อมด้านอุปกรณ์ดับไฟ และการจัดตั้งชุดสายตรวจลาดตระเวนเฝ้าระวังในช่วงหน้าแล้ง
เมื่อ "แผนดี" ถูก "สั่งเบรก" กะทันหัน ความอึดอัดของคนทำงานจริง
ไฮไลต์สำคัญที่สุดจากมุมมองท้องถิ่นคือคำสารภาพตรงไปตรงมาของปลัดอำเภออมก๋อย ที่ระบุว่าปัญหาหลักไม่ใช่การขาดแผน แต่คือ เมื่อทั้งจังหวัดเกิดวิกฤตฝุ่นเกินมาตรฐานพร้อมกัน จังหวัดมักออกคำสั่ง "เบรก" ระงับการบริหารจัดการเชื้อเพลิงตามแผนทั้งหมดในทันที ทั้งที่ท้องถิ่นเตรียมแผนไว้เป็นระบบตั้งแต่มกราคม-มีนาคมแล้ว ส่งผลให้แผนที่วางไว้อย่างเป็นขั้นตอนต้องชะงักกลางคัน
"เราจึงควรผลักดันให้แผนงานนี้สามารถปฏิบัติจริงได้ตามสเต็ป โดยไม่โดนสั่งระงับกะทันหัน" คือข้อเสนอที่ฝากไว้อย่างชัดเจนสำหรับปี 2570
หลัก "4P" เครื่องมือใหม่ให้ท้องถิ่นคิดเอง
ผศ.ดร.อรอร ภู่เจริญ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ออกแบบกระบวนการทำแผนในระดับพื้นที่ นำเสนอโมเดล "4P" เป็นกรอบคิดให้ท้องถิ่นเตรียมข้อมูลก่อนเข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย
People (คน) — สำรวจพฤติกรรมประชากร กลุ่มเปราะบาง และความพร้อมของ "สิงห์ไฟ" ประจำหมู่บ้าน
Place (พื้นที่) — ลักษณะภูมิประเทศ ป่าสงวน/อนุรักษ์ แหล่งกำเนิดฝุ่นควันในตำบล
Problem (ปัญหา) — ระบุปัญหาเฉพาะจุด เช่น เผาเศษวัสดุเกษตร เผาขยะ หรือไฟป่าที่ไม่รู้ต้นตอ
Policy (นโยบาย) — มาตรการเดิมที่จะสานต่อ หรือแนวทางความสำเร็จจากพื้นที่อื่นที่อยากนำมาปรับใช้
ตัวอย่างเช่น กรณีตัวแทนอำเภอแม่แจ่มเข้าไปสอบถามข้อมูลโครงการ "ป่าเปียก" จากพื้นที่อื่นที่ทำแล้วได้ผลดี สะท้อนการเรียนรู้ข้ามพื้นที่ที่อาจารย์อรอรเรียกว่า "มิติการทำงานที่ดีมาก"
ปีหน้า "ฝนจะหยุดจริง และไม่มีอะไรมาช่วย"
สิ่งที่ทำให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือคำเตือนเน้นๆ จากทั้งฝ่ายบริหารและนักวิชาการว่า ปี 2570 จะเป็นปีซูเปอร์เอลนีโญเต็มรูปแบบ ฝนจะหมดตั้งแต่เดือนตุลาคมปีนี้และไม่กลับมาอีกจนถึงกลางปีหน้า ต่างจากปีที่ผ่านมาที่ยังพอมีฝนช่วยบรรเทาสถานการณ์ในช่วงปลายเดือนมีนาคม
อาจารย์อรอรยังชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงที่หลายคนอาจมองข้าม "ปีไหนที่น้ำมาก ปีนั้นไฟจะมากตามมา" เพราะฝนที่ตกมากทำให้หญ้าและเชื้อเพลิงสะสมมากขึ้น ยิ่งซ้ำเติมความเสี่ยงไฟป่าปีถัดไป
ด้วยเหตุนี้ ทีมวิชาการจึงเสนอให้ท้องถิ่นเริ่ม "ชิงบริหารจัดการเชื้อเพลิงล่วงหน้า" ตั้งแต่เดือนตุลาคม-ธันวาคมนี้ แทนที่จะรอถึงช่วงวิกฤตอย่างที่เคยทำมา รวมถึงเตรียมงบจัดซื้อหน้ากาก N95 ล่วงหน้าให้กลุ่มเปราะบาง และเร่งทำแนวกันไฟเปียก/แนวกันไฟดำตั้งแต่ตอนนี้
ความรับผิดชอบที่ถูกส่งกลับคืนสู่พื้นที่
การประชุมครั้งนี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงสำคัญ ที่จากเดิมที่จังหวัดกำหนดกรอบและสั่งการจากบนลงล่าง ปีนี้ท้องถิ่นทั้ง 211 แห่งถูกผลักให้เป็น "เจ้าของแผน" อย่างแท้จริง ต้องกรอกข้อมูลโควตาพื้นที่บริหารเชื้อเพลิงของตนเองจากเป้ารวม 600,000-700,000 ไร่ ต้องรับรองแผนโดยนายกฯ ท้องถิ่น และหากไม่ส่งแผนจะมีความผิดฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่
ทว่าเสียงจากท้องถิ่นเองก็สะท้อนความกังวลเช่นกัน ทั้งงบประมาณที่จำกัดและมาถึงล่าช้า กำลังคนที่มีจำกัดเพียงหยิบมือ และประสบการณ์ที่แผนดีเพียงใดก็อาจถูกสั่งระงับกะทันหันเมื่อสถานการณ์วิกฤต ฉะนั้นเมื่อซูเปอร์เอลนีโญมาเยือนจริงในปีหน้า ระบบ "ท้องถิ่นเป็นเจ้าของแผน" นี้ จะสามารถรับมือกับความหนักหน่วงที่น่าจะรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมาได้หรือไม่
ยุทธพรหม สมใจ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง













