back
นอกฤดูฝุ่น เชียงใหม่กำลังทำอะไรอยู่? ไทม์ไลน์ที่จะบอกว่าเมษายนปีหน้าจะหนักแค่ไหน
9 ก.ค. 2569 18:09
View: 152

Yuthaprom Somjai
เชียงใหม่, 9 กรกฎาคม — ตอนนี้ยังไม่มีใครพูดถึงฝุ่น ท้องฟ้าเชียงใหม่ยังเป็นสีฟ้าใส แต่ในความเงียบนี้ งานที่จะตัดสินว่าเดือนมีนาคม-เมษายนปีหน้าจะหนักแค่ไหน ได้เริ่มขึ้นแล้วในหลายพื้นที่ จากเวทีถอดบทเรียนการบริหารจัดการไฟป่าและฝุ่นควันที่จัดขึ้นต่อเนื่อง 2 วัน แยกฟังเสียงท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐ นี่คือไทม์ไลน์ว่าใครกำลังทำอะไรอยู่ตอนนี้ — พร้อมบทเรียนความผิดพลาดที่แต่ละช่วงเวลาต้องแก้ให้ทันก่อนจะเจอปัญหาที่ดูเหมือนว่าจะหนักกว่าปีที่ผ่านๆมา
ธันวาคม: ตีเส้นแบ่งป่า-ไร่ ก่อนฤดูแล้งจะบีบให้ตัดสินใจแบบเร่งรีบ
ก่อนใครจะพูดถึงฝุ่น ตำบลออนใต้ อำเภอสันกำแพง เปิดเวทีประชาคมหมู่บ้านตั้งแต่เดือนธันวาคม เพื่อตีเส้นแบ่งพื้นที่ป่ากับพื้นที่เกษตรกรรมให้ชัดเจนล่วงหน้า เป้าหมายคือให้ทุกคนรู้ตรงกันตั้งแต่ต้นฤดูว่าจุดไหนเผาได้ จุดไหนห้ามเผา แทนที่จะมาเถียงกันตอนไฟกำลังลุก
แต่ปีที่ผ่านมา งานที่วางแผนมาอย่างดีตั้งแต่ธันวาคมกลับพังได้ง่ายๆ ในภายหลัง — เพราะเมื่อชุมชนลงทะเบียนในระบบ FireD ตามแผนที่ตกลงกันไว้เรียบร้อยแล้ว กลับมีคำสั่ง "ชะลอ/ห้ามเผา" จากส่วนบนโผล่มากะทันหัน ทำให้แผนที่เตรียมมาตั้งแต่ปลายปีใช้การไม่ได้เลย นี่คือบทเรียนแรกที่เวทีเน้นย้ำ — การวางแผนล่วงหน้าจะไร้ความหมาย ถ้าคำสั่งจากบนลงล่างยังมาสวนทางได้ตลอดเวลา
มกราคม-กุมภาพันธ์: ดาวเทียมเริ่มทำงาน แต่งบกลับไม่รู้จะไปลงตรงไหน
ช่วงนี้คือช่วงที่ดาวเทียมเข้ามาช่วยวิเคราะห์ความแห้งของเชื้อเพลิงทีละแปลง เพื่อหาจังหวะ "ชิงเผา" แบบควบคุมได้ ก่อนที่จะแล้งจัดจนเสี่ยงเกินไปจะจัดการ เป็นช่วงที่งานภาคสนามต้องเดินเครื่องเต็มที่
แต่นี่คือช่วงเวลาเดียวกับที่ปัญหาเงินเริ่มโผล่ให้เห็น — ตัวแทนผู้นำท้องถิ่นระดับตำบลสะท้อนว่า งบจากหลายหน่วยงาน ทั้ง อบจ. และกรมป่าไม้ มักไหลไปกระจุกอยู่ที่หมู่บ้านเดียวกันซ้ำๆ โดยไม่มีใครประสานกันก่อน ขณะที่หมู่บ้านข้างเคียงที่เสี่ยงไฟไม่ต่างกันเลยกลับไม่ได้อะไรสักบาท จนกลายเป็นความขัดใจกันเองในพื้นที่ ทั้งที่ควรจะเป็นช่วงเวลาที่ทุกหมู่บ้านต้องพร้อมเท่ากัน
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เจ้าหน้าที่ อปท. หลายแห่งยังลังเลที่จะใช้งบที่มีอยู่ เพราะกลัวสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบย้อนหลัง แม้แต่ค่าน้ำมันเครื่องเป่าลมที่ควรเบิกได้ทันทีก็ยังลังเล ผลคืออุปกรณ์และสวัสดิการมาถึงพื้นที่ช้ากว่าจังหวะที่ควรจะพร้อมตั้งแต่ต้นฤดู
มีนาคม-เมษายน: จุดที่ระบบทั้งหมดถูกทดสอบพร้อมกัน
เมื่อถึงช่วงวิกฤตจริง ระบบที่ควรช่วยงานอย่างแอปพลิเคชัน FireD กลับกลายเป็นตัวถ่วง ตัวแทนจากเทศบาลท่าผา อ.แม่แจ่ม ระบุว่าระบบดึงข้อมูลออกมาใช้ต่อไม่ได้เลย ต้องพิมพ์ซ้ำด้วยมือ ส่วนตัวแทนจากตำบลทาเหนือเสริมว่าคำขอที่ไม่ผ่านมักค้างเป็นขยะดิจิทัลอยู่ในระบบโดยไม่มีใครลบ จนชุมชนเริ่มไม่เชื่อตัวเลขในแอปฯ อีกต่อไป
และนี่คือช่วงที่ตัวเลขสำคัญที่สุดจากเวที เปิดเผย — เจ้าหน้าที่จากหน่วยเหยี่ยวไฟและกรมป่าไม้ยอมรับตรงๆ ว่า หน่วยเหยี่ยวไฟทั้งประเทศไทยมีกำลังพลเพียง 250 คน ต้องรับผิดชอบผืนป่าทั่วประเทศ เพราะการถ่ายโอนภารกิจดับไฟป่าให้ท้องถิ่นเป็นแบบ "ไปไม่สุด" — กรมป่าไม้ขอตั้งงบเสริมกำลัง สำนักงบประมาณกลับตอบว่าเป็นหน้าที่ท้องถิ่นไปแล้ว ผลคือท้องถิ่นก็ไม่พร้อม กรมป่าไม้ก็ไม่มีคนเพิ่ม แต่พอไฟลุก สังคมก็ยังชี้นิ้วว่าเจ้าหน้าที่หน้างานอยู่ดี
นายกเทศมนตรีท้องถิ่นหนึ่ง ถึงกับพูดตรงๆ ในเวทีว่านโยบายผลักภาระดับไฟป่าให้ท้องถิ่นคือ "นโยบายที่ผิดพลาด" เพราะท้องถิ่นมีภารกิจดูแลประชาชนตั้งแต่เกิดจนตายอยู่แล้ว การบังคับให้ตั้ง "กองควบคุมไฟป่า" ทั้งที่ไม่มีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านป่าไม้เลยนั้นเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ
เรื่องนี้สำคัญเพราะ?
เราอาจจะเลิกด่าคนจุดไฟ แล้วเริ่มถามหาระบบ — ทุกปีเมื่อฝุ่นวิกฤต กระแสสังคมมักวิ่งไปหาคำถามเดียวคือ "ใครจุดไฟ" แต่ตัวเลข 250 คนกับป่าทั้งประเทศ บอกชัดว่าไฟที่ลุกลามจนคุมไม่อยู่ มักมาจากช่องว่างเชิงระบบที่สะสมมาตั้งแต่เดือนธันวาคม ไม่ใช่แค่ความตั้งใจของใครคนใดคนหนึ่งในเดือนเมษายน
รู้ว่ามีที่หลบฝุ่นอยู่แล้ว แค่ไม่มีใครบอก — Safety Zone และระบบเตือนภัยระดับชุมชนมีอยู่จริงและถูกเตรียมมาตลอดทั้งปี แต่หลายคนไม่เคยได้ยินชื่อด้วยซ้ำ กลุ่มเปราะบางอย่างผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ ควรรู้ล่วงหน้าว่าจะไปหาที่พึ่งได้ตรงไหนเมื่อค่าฝุ่นพุ่ง
ต้นตอของฝุ่นควันเชียงใหม่ไม่ใช่เรื่องที่รอฝนตกหรือรอคำสั่งห้ามเผาแล้วจะหายไปเอง แต่เป็นโจทย์ที่ต้องอาศัยความเข้าใจร่วมกันระหว่างรัฐ ท้องถิ่น และประชาชน ตั้งแต่วันนี้ — เดือนกรกฎาคมที่ท้องฟ้ายังใส — ไม่ใช่รอให้ถึงเดือนมีนาคมปีหน้าแล้วค่อยตกใจอีกครั้ง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง









