back
หอการค้าภาคใต้หนุน “เที่ยวไทยคนละครึ่ง 2569” ชี้ช่วยพยุงธุรกิจท่องเที่ยวโลว์ซีซั่น วอนรัฐเร่งเดินหน้า
9 ก.ค. 2569 15:55
View: 12

นพรัตน์ โชติเกษมกุล
ประธานหอการค้าภาคใต้เห็นด้วยกับโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง 2569” ที่รัฐบาลเตรียมอัดงบประมาณ 3,000 ล้านบาท แจกสิทธิ์ 1 ล้านสิทธิ์ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” พร้อมสนับสนุนค่าที่พักและค่าเดินทางสูงสุด 3,000 บาทต่อคน หวังกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ หลังภาคการท่องเที่ยวภาคใต้เผชิญภาวะซบเซาหนักในช่วงโลว์ซีซั่น โดยอัตราการเข้าพักในเมืองท่องเที่ยวสำคัญเหลือเพียงร้อยละ 20
วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 นายสลิล โตทับเที่ยง ประธานหอการค้าภาคใต้ เปิดเผยว่า ภาคเอกชนเห็นด้วยกับโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง 2569” ซึ่งรัฐบาลเตรียมใช้งบประมาณ 3,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” จำนวน 1 ล้านสิทธิ์ และได้รับการอุดหนุนค่าที่พักและค่าเดินทางสูงสุด 3,000 บาทต่อคน
นายสลิลกล่าวว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ผลมาแล้วในช่วงหลังสถานการณ์โควิด-19 โดยช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน และสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม
ปัจจุบันภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะฝั่งอันดามัน กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะนักท่องเที่ยวชะลอตัว โดยในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 50-60 แต่ขณะนี้จังหวัดท่องเที่ยวหลักอย่างภูเก็ตและกระบี่ มีอัตราการใช้ห้องพักเหลือเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องเผชิญกับปัญหารายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง
ประธานหอการค้าภาคใต้ระบุว่า หากสถานการณ์ดังกล่าวยืดเยื้อออกไป อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคธุรกิจท่องเที่ยว ดังนั้นการเร่งสร้างกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวชาวไทยจึงเป็นเรื่องสำคัญ และอยากให้รัฐบาลเร่งผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด
นอกจากนี้ ยังเสนอให้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร ร้านของฝาก และธุรกิจท่องเที่ยวทุกประเภท เข้าร่วมโครงการอย่างทั่วถึง พร้อมจัดสรรวงเงินสนับสนุนให้เพียงพอ เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้และเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง
สำหรับปัจจัยด้านต้นทุนการเดินทาง นายสลิลมองว่า แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะมีแนวโน้มปรับตัวลดลง แต่ยังคงเป็นภาระสำคัญต่อประชาชนและผู้ประกอบการ จึงอยากให้ภาครัฐติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมหาแนวทางดูแลราคาพลังงานให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันควรส่งเสริมการเดินทางรูปแบบอื่น เช่น รถไฟ หรือการเดินทางเป็นกลุ่ม เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว
นายสลิลยังแสดงความหวังว่า การท่องเที่ยวในช่วงปลายปี 2569 จะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มคลี่คลาย ประกอบกับราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่สุดยังคงเป็นการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว รวมถึงการจัดการปัญหาที่กระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ภาครัฐควรเร่งดำเนินงานด้านประชาสัมพันธ์และการตลาดเชิงรุก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ขณะที่ผู้ประกอบการเองต้องปรับตัวด้วยการกำหนดราคาที่เป็นธรรม ยกระดับคุณภาพการบริการ และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนให้มีเอกลักษณ์และสร้างประสบการณ์ใหม่แก่ผู้มาเยือน เพื่อให้รายได้กระจายสู่ท้องถิ่นมากขึ้น
พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐออกมาตรการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ เพื่อนำไปปรับปรุงสถานประกอบการและยกระดับมาตรฐานบริการ รวมถึงพัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้มีคุณภาพและสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล
“ประเทศไทยไม่สามารถพึ่งพาจุดแข็งด้านทรัพยากรธรรมชาติหรือบุญเก่าเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป หากต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขัน จำเป็นต้องยกระดับทั้งคุณภาพบริการ มาตรฐานสถานประกอบการ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน” นายสลิลกล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง













