back
ภาคประชาชนเชียงรายแถลงจุดยืน จี้รัฐบาลจีน-ไทย แก้ต้นตอสารพิษแม่น้ำกก ค้านใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุม ย้ำสิทธิประชาชนต้องได้รับการคุ้มครอง
8 ก.ค. 2569 13:35
View: 135

ณฐมน แก้วพิทูล
วันนี้ (8 กรกฎาคม 2569) เวลา 11.00 น. ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี ร่วมกับนักวิชาการและภาคประชาชน แถลงจุดยืนภายใต้หัวข้อ “ยืนยันสิทธิการยื่นหนังสือโดยสงบ พร้อมเรียกร้องรัฐบาลจีนและบริษัทเหมืองแร่ทุนจีนในเมียนมา เร่งแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง” หลังเหตุการณ์ยื่นหนังสือต่อสถานกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บจากการเข้าควบคุมสถานการณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
การแถลงข่าวครั้งนี้มีผู้ร่วมแถลง ได้แก่ ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ, นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต, นายประนอม เชิมชัยภูมิ ประธานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงราย, ดร.เกียรติคุณ จันแก่น ประธานสมัชชาเชียงรายล้านนาแห่งความสุข และ อาจารย์ ดร.เนรมิตร จิตรรักษา อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
ดร.สืบสกุล กิจนุกร กล่าวว่า เครือข่ายภาคประชาชนยืนยันข้อเรียกร้องสำคัญ 6 ประการ ได้แก่ ให้รัฐบาลไทยเร่งแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุจากกิจกรรมเหมืองแร่ในเมียนมาและลาว คัดค้านการใช้กำลังสลายการชุมนุม เรียกร้องให้รัฐบาลจีนรับผิดชอบต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากบริษัทเหมืองแร่ทุนจีน พร้อมผลักดันให้รัฐบาลไทยใช้มาตรการเชิงรุกในการปกป้องความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ และพิจารณาระงับการนำเข้าแร่จากเมียนมาตามแนวชายแดน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในการเจรจากับประเทศต้นทาง
ดร.สืบสกุล ยังเรียกร้องให้ประชาคมโลกตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานแร่หายากที่ใช้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงขอให้บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนชี้แจงต่อสาธารณะว่า แร่ที่นำมาใช้มีความเกี่ยวข้องกับเหมืองที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนในเมียนมาหรือไม่
ส่วนเหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม เครือข่ายยืนยันว่าการเดินทางไปยังสถานกงสุลใหญ่จีนมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อยื่นหนังสือ ติดตามคำมั่นของรัฐบาลจีน และเชิญผู้แทนจีนลงพื้นที่รับฟังผลกระทบจากประชาชน โดยได้แจ้งการชุมนุมต่อเจ้าหน้าที่ล่วงหน้าแล้ว แต่กลับถูกสกัดกั้นจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ทั้งที่หากดำเนินการตามหลักการควบคุมฝูงชนและใช้การเจรจาอย่างเหมาะสม เหตุการณ์ดังกล่าวสามารถหลีกเลี่ยงได้
ด้านนายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ “ครูตี๋” ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า หากรัฐบาลยังไม่เร่งแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนที่ต้นเหตุ วิกฤตจะไม่จำกัดอยู่เพียงเชียงรายและเชียงใหม่ แต่จะขยายเป็นปัญหาระดับประเทศ และอาจนำไปสู่การรวมตัวของประชาชนจากหลายภูมิภาค เพื่อเรียกร้องให้ทบทวนนโยบายการพัฒนาที่เอื้อให้กลุ่มทุนสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชน
นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าวว่า เหตุการณ์มลพิษข้ามพรมแดนและการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมสะท้อนว่ารัฐบาลยังไม่ทำหน้าที่ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิทธิของประชาชนอย่างเพียงพอ ส่งผลให้ประชาชนในลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำโขงต้องเผชิญทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ความไม่มั่นคงทางอาหาร และผลกระทบต่ออธิปไตยของประเทศจากมลพิษที่เกิดขึ้นนอกพรมแดน
นายประนอม เชิมชัยภูมิ ประธานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การยื่นหนังสือของภาคประชาชนเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยโดยสงบ แต่การใช้กำลังของเจ้าหน้าที่จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บถือว่าเกินกว่าเหตุ พร้อมเรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทบทวนแนวทางปฏิบัติ และพัฒนาความรู้ของเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับสิทธิการชุมนุมและการมีส่วนร่วมของประชาชน
ด้าน ดร.เกียรติคุณ จันแก่น ประธานสมัชชาเชียงรายล้านนาแห่งความสุข กล่าวว่า เครือข่ายภาคประชาชนยังยืนยันจุดยืนเดิม คือ ต้องการเห็นแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง กลับมาสะอาด ปลอดภัย และสามารถใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง โดยย้ำว่าการเคลื่อนไหวทั้งหมดเป็นไปตามแนวทางสันติวิธี พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากประชาชน และเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันปกป้องแม่น้ำทุกสายเพื่อส่งต่อทรัพยากรที่ปลอดภัยให้คนรุ่นต่อไป
ขณะที่ อาจารย์ ดร.เนรมิตร จิตรรักษา อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย กล่าวว่า การจำกัดหรือสกัดกั้นการยื่นหนังสือของภาคประชาชนเป็นการขัดต่อหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย เพราะประชาชนมีสิทธิส่งเสียงต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเมื่อปัญหาสารปนเปื้อนมีความเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่ในเมียนมาที่มีกลุ่มทุนจากจีนเกี่ยวข้อง จึงเห็นว่าการยื่นหนังสือเป็นการติดตามและทวงถามความรับผิดชอบ ไม่ใช่การสร้างความขัดแย้ง พร้อมเห็นว่ารัฐควรเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ก่อนที่วิกฤตจะขยายไปสู่ลุ่มน้ำอื่นของประเทศ
ทั้งนี้ผู้ร่วมแถลงการณ์ทั้งหมดเห็นพ้องกันว่า การแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนต้องเริ่มจากการจัดการต้นเหตุในระดับระหว่างประเทศ ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วม และเรียกร้องให้รัฐบาลไทย รัฐบาลจีน และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยุติผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนและระบบนิเวศในลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และพื้นที่ใกล้เคียงโดยเร็วที่สุด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง












