back
ย้ายด่วน เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ถึงเวลา ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจชายแดนใต้: ถึงเวลาที่เลขาธิการ ศอ.บต. ต้องมาจากการเลือกตั้งและมีวาระงานที่ชัดเจน
9 ก.ค. 2569 07:42
View: 26

Shukur Dina
ย้ายด่วน เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)
ถึงเวลา
ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจชายแดนใต้: ถึงเวลาที่เลขาธิการ ศอ.บต. ต้องมาจากการเลือกตั้งและมีวาระงานที่ชัดเจน
อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
เหตุการณ์การย้ายด่วน นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร จากตำแหน่งเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ไปดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม ทั้งที่เพิ่งรับตำแหน่งได้เพียง 8 เดือน (https://www.isranews.org/article/south-news/other-news/147812-boyministryjustice.html)
กลายเป็นประเด็นที่สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงตามวงรอบปกติ แต่สะท้อนให้เห็นถึง "ปัญหาเชิงโครงสร้าง" ของการบริหารงานในพื้นที่ ซึ่งมักถูกใช้เป็น "ทางผ่าน" หรือบันไดไต่เต้าสู่อำนาจส่วนกลาง มากกว่าการมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาความไม่สงบและการพัฒนาพื้นที่อย่างจริงจังและยั่งยืน
ปัญหาของระบบ "แต่งตั้ง" จากส่วนกลาง
ปัจจุบัน เลขาธิการ ศอ.บต. เป็นตำแหน่งที่มาจากการแต่งตั้งโดยฝ่ายบริหาร (ครม.) ทำให้สถานะของผู้นำสูงสุดในพื้นที่ผูกติดอยู่กับความไว้วางใจของรัฐบาลและระบบอุปถัมภ์ในราชการ ปัญหาที่ตามมามีดังนี้:
* ปัญหา "ทางผ่าน": ตำแหน่งนี้มักถูกมองเป็นพื้นที่เก็บแต้มเพื่อความก้าวหน้าในระดับกระทรวง (ระดับ 11) เมื่อมีตำแหน่งในส่วนกลางที่ "หอมหวาน" หรือสำคัญกว่าว่างลง การโยกย้ายจึงเกิดขึ้นได้ง่ายโดยไม่คำนึงถึงความต่อเนื่องของนโยบายในพื้นที่
* ขาดความยึดโยงกับประชาชน: ข้าราชการที่ถูกส่งมาจากส่วนกลางมักไม่ได้รับ "อาณัติ" (Mandate) จากประชาชนในพื้นที่โดยตรง ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายบางครั้งอาจไม่ตอบโจทย์ความต้องการหรือวิถีชีวิตที่แท้จริงของคนในพื้นที่ชายแดนใต้
* นโยบายแบบ "ฉาบฉวย": ระยะเวลาการดำรงตำแหน่งที่ไม่แน่นอนและสั้นเกินไป ทำให้ผู้บริหารขาดแรงจูงใจในการวางรากฐานระยะยาว (Long-term strategy) เพราะมุ่งเน้นเพียงโครงการระยะสั้นที่เห็นผลเร็วเพื่อสร้างโปรไฟล์ให้ตนเอง
ทำไมถึงต้องเปลี่ยนเป็น "การเลือกตั้ง" และมี "วาระชัดเจน"?
การเปลี่ยนรูปแบบการสรรหาให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในพื้นที่ หรือการให้สภาท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการสรรหาอย่างเข้มข้น และกำหนดวาระที่แน่นอน (เช่น 4 ปี) จะส่งผลดีต่อพื้นที่ดังนี้:
* การมีพันธสัญญาต่อพื้นที่ (Accountability): เมื่อเลขาธิการ ศอ.บต. มาจากการเลือกตั้ง เขาต้องทำสัญญาประชาคมกับประชาชน การลาออกกลางคันเพื่อไปรับตำแหน่งอื่นจะกลายเป็นการ "ทรยศต่อความไว้วางใจ" ของผู้เลือกตั้ง ซึ่งจะสร้างแรงกดดันทางสังคมและทางการเมืองให้ผู้ดำรงตำแหน่งต้องทำหน้าที่ให้ครบวาระ
* ความต่อเนื่องของนโยบาย: การกำหนดวาระ 4 ปี (หรือมากกว่า) จะช่วยให้ผู้บริหารมีโอกาสวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เช่น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาความยากจน หรือการสร้างสันติสุข โดยไม่ต้องพะวงกับการโยกย้ายตามใจชอบของรัฐบาลส่วนกลาง
* การสร้างความเป็นเจ้าของ (Ownership): ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของพื้นที่มากขึ้น เมื่อผู้บริหารสูงสุดไม่ได้ถูกส่งมาจาก "ข้างบน" แต่มาจากกระบวนการที่เขามีส่วนร่วมเลือก ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
#ก้าวสู่การกระจายอำนาจที่แท้จริง
การให้เลขาธิการ ศอ.บต. มาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวบุคคล แต่มันคือการ "คืนอำนาจให้คนในพื้นที่" การบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาความมั่นคงภายใต้คำสั่งส่วนกลาง แต่ต้องเป็นการสร้างคุณภาพชีวิตภายใต้การบริหารของคนที่ "เข้าใจ" และ "ผูกพัน" กับพื้นที่อย่างแท้จริง หากผู้บริหารต้องรับผิดชอบต่อประชาชนผ่านคูหาเลือกตั้ง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อรักษาคะแนนนิยมและผลงาน แทนที่จะมองหาโอกาสขยับขยายไปสู่ตำแหน่งอื่นในส่วนกลาง
#เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน
เหตุการณ์การย้ายเลขาฯ ศอ.บต. ในครั้งนี้ คือบทเรียนสำคัญที่เตือนให้เราเห็นว่า โครงสร้างปัจจุบันที่ข้าราชการระดับสูงสามารถโยกย้ายได้ตามระบบราชการนั้น ไม่เอื้อต่อการพัฒนาพื้นที่ที่มีความเปราะบางอย่างชายแดนใต้ หากเราต้องการให้ ศอ.บต. เป็นกลไกที่ขับเคลื่อนสันติภาพและการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม
เราต้องกล้าตัดสินใจที่จะเปลี่ยนผ่าน: เปลี่ยนจากการแต่งตั้งเพื่อรักษาฐานอำนาจส่วนกลาง ไปสู่การเลือกตั้งเพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้เลขาธิการ ศอ.บต. เป็นผู้ที่มาเพื่อ "รับใช้ประชาชนอย่างจริงจัง" ตลอดวาระงาน 4 ปี โดยไม่มีการมองหา "ทางผ่าน" หรือตำแหน่งอื่นมาคั่นกลาง นี่คือหัวใจสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นและสันติสุขที่ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างแท้จริง
#
การจะเปลี่ยนผ่านให้เลขาธิการ ศอ.บต. มาจากการเลือกตั้งของประชาชนจำเป็นต้องแก้ไข พระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้คือ "โครงสร้างหลัก" ที่กำหนดสถานะและที่มาของอำนาจในปัจจุบัน โดยมีเหตุผลสำคัญที่ต้องแก้ไขดังนี้
1. ปลดล็อกนิยามและที่มาของ "ผู้บริหารสูงสุด"
ใน พ.ร.บ. ปี 2553 มาตรา 12 ระบุชัดเจนว่า "ให้มีเลขาธิการ ศอ.บต. คนหนึ่ง ซึ่งเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญระดับบริหารระดับสูง... โดยคณะรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้ง"
* ทำไมต้องแก้: กฎหมายปัจจุบันผูกมัดไว้ว่าต้องเป็น "ข้าราชการประจำ" เท่านั้น หากต้องการให้มาจากการเลือกตั้ง ต้องแก้ไขมาตรานี้เพื่อเปิดช่องให้บุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด (ไม่จำเป็นต้องเป็นข้าราชการประจำ) สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อดำรงตำแหน่งนี้ได้
2. เปลี่ยนผ่านจาก "การสั่งการจากส่วนกลาง" สู่ "การตอบสนองต่อพื้นที่"
พ.ร.บ. ฉบับนี้ถูกออกแบบมาในลักษณะการรวมศูนย์อำนาจ (Centralization) โดยให้ ศอ.บต. ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย
* ทำไมต้องแก้: เพื่อสร้างกลไกที่เลขาธิการ ศอ.บต. ต้องรับผิดชอบต่อ "สภาที่มาจากการเลือกตั้ง" หรือ "ประชาชนในพื้นที่" โดยตรง กฎหมายต้องถูกปรับแก้ให้มีกลไกตรวจสอบถ่วงดุล (Check and Balance) ที่ชัดเจนกว่าการรายงานตัวต่อส่วนกลางเพียงอย่างเดียว
3. กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งที่มั่นคง (Fixed Term)
ปัจจุบันไม่มีการระบุวาระการทำงานที่ชัดเจนในเชิงการเมือง ทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งสามารถย้ายไป-มาได้ตลอดเวลาตามมติ ครม. ดังที่ปรากฏเป็นข่าว
* ทำไมต้องแก้: การแก้ไข พ.ร.บ. จะช่วยระบุเงื่อนไข "วาระการดำรงตำแหน่ง" ให้ชัดเจน เช่น 4 ปี เพื่อให้ผู้ดำรงตำแหน่งมีพันธสัญญาในการขับเคลื่อนงาน ไม่ใช่การเข้ามาเป็นเพียง "ทางผ่าน" เพื่อรอจังหวะโยกย้ายไปสู่ตำแหน่งที่สูงกว่าในส่วนกลาง
4. สร้างอำนาจหน้าที่ที่สอดคล้องกับการเลือกตั้ง
เมื่อที่มาเปลี่ยนเป็น "การเลือกตั้ง" อำนาจหน้าที่ของเลขาธิการ ศอ.บต. ต้องถูกปรับจูนใหม่ผ่านการแก้ไข พ.ร.บ. เพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณและนโยบายที่ได้รับการอนุมัติจากประชาชนในพื้นที่ ไม่ใช่เพียงการเป็นผู้สนองนโยบายจากรัฐบาลส่วนกลาง
* ทำไมต้องแก้: เพื่อคุ้มครองอำนาจการบริหารงานของผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง ให้สามารถทำงานได้โดยไม่ถูกแทรกแซงจากกลไกราชการส่วนกลางจนเกินไป และทำให้เกิดความเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการพื้นที่
5. การสร้างความชอบธรรมในระดับสากล
การที่ผู้บริหารระดับสูงในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งและมีความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมสูงอย่างชายแดนภาคใต้ มาจากการเลือกตั้ง จะช่วยสร้าง "ความชอบธรรมเชิงประชาธิปไตย" (Democratic Legitimacy)
* ทำไมต้องแก้: กฎหมายเดิมไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนในพื้นที่อย่างเต็มรูปแบบ การแก้ไข พ.ร.บ. ปี 2553 จะถือเป็นการยกระดับสถานะของ ศอ.บต. ให้เป็น "องค์กรปกครองพิเศษ" ที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง
ดังนั้น
การแก้ไข พ.ร.บ. ปี 2553 ไม่ใช่แค่การแก้ข้อความทางกฎหมาย แต่มันคือการ "รื้อระเบียบวิธีคิดในการบริหารจัดการชายแดนใต้" จากการมองว่าเป็น "พื้นที่ความมั่นคงที่ต้องควบคุม" ไปสู่การมองว่าเป็น "พื้นที่ที่ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตตนเอง"
หากไม่แก้กฎหมายฉบับนี้ เลขาธิการ ศอ.บต. ก็จะยังคงสถานะเป็นเพียง "ข้าราชการตามวงรอบ" ที่ถูกส่งมาโดยส่วนกลาง และพร้อมจะถูกโยกย้ายไปเสมอเมื่อมีตำแหน่งอื่นที่ "เหมาะสมกว่า" ว่างลงในส่วนกลาง ซึ่งเป็นวงจรที่บั่นทอนการพัฒนาพื้นที่ในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง
#ถือโอกาส:
ศอ.บต. ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับปรุง พ.ร.บ. การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553
การที่ ศอ.บต. ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับปรุง พ.ร.บ. การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 ถือเป็น "สัญญาณบวก" และเป็นโอกาสทองที่ภาคประชาสังคมและประชาชนในพื้นที่ต้องใช้พื้นที่นี้ในการยกระดับข้อเสนอจากระดับ "การปรับปรุงกฎหมายทั่วไป" ไปสู่ "การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างอำนาจ"
เพื่อให้ข้อเสนอเรื่อง "เลขาธิการ ศอ.บต. ต้องมาจากการเลือกตั้ง" มีน้ำหนักและมีโอกาสเป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติผ่านกระบวนการที่คุณกล่าวมา ผมขอเสนอแนวทางในการปรับจูนข้อเสนอให้สอดรับกับเวทีของคณะที่ปรึกษาจากจุฬาฯ ดังนี้ครับ:
1. เปลี่ยนยุทธศาสตร์: จาก "เลขาฯ ต้องเลือกตั้ง" เป็น "การมีส่วนร่วมของประชาชนในที่มาของฝ่ายบริหาร"
นักวิชาการและที่ปรึกษาทางกฎหมายมักกังวลเรื่อง "โครงสร้างการรวมศูนย์" และ "กฎหมายความมั่นคง" หากเราเสนอแค่ "เลือกตั้งเลขาฯ" ตรงๆ อาจถูกตีกลับด้วยข้ออ้างเรื่องความมั่นคง ดังนั้นข้อเสนอควรนำเสนอในเชิง "การยกระดับความยึดโยง (Accountability)" ดังนี้:
* เสนอให้มี "คณะกรรมการสรรหาจากภาคส่วนที่หลากหลาย": หากการเลือกตั้งโดยตรง 100% ยังเป็นเรื่องยากในขั้นตอนนี้ ให้เสนอให้มีการปรับโครงสร้างคณะกรรมการสรรหา โดยเพิ่มสัดส่วนตัวแทนภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และปราชญ์ชาวบ้านในพื้นที่ให้มากกว่าข้าราชการ
* เสนอให้เพิ่มอำนาจ
เสนอให้เพิ่มอำนาจให้สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)
"ให้ความเห็นชอบ (Confirm)" หรือ "อภิปรายไม่ไว้วางใจ" ผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นเลขาธิการ เพื่อให้เลขาฯ ต้องฟังเสียงคนในพื้นที่แทนที่จะฟังแค่รัฐบาลส่วนกลาง
2. นำเสนอประเด็น "วาระงานที่ชัดเจน (Fixed Term)" เป็นหัวใจสำคัญ
ประเด็นที่คุณยกเรื่อง "การย้ายกลางคัน" เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก (เช่น เลขาฯ บอย อยู่แค่ 8 เดือน) ในเวทีสัมมนาควรนำเสนอเป็น "ข้อเสนอเชิงประจักษ์" ว่า:
* เสนอให้แก้ไข พ.ร.บ. กำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง: เสนอให้กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของเลขาธิการ ศอ.บต. ให้คงที่ (เช่น 4 ปี) โดยไม่ให้มีการย้ายด้วยดุลพินิจทางการเมืองจนกว่าจะครบวาระ ยกเว้นกรณีทุจริตหรือปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง ซึ่งผ่านการตรวจสอบจากสภาในพื้นที่
* ทำไมต้อง 4 ปี?: ให้เหตุผลเชิงวิชาการว่า "การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการสร้างสันติภาพ ไม่สามารถวัดผลได้ในเวลา 8 เดือน การมีวาระที่ชัดเจนจะช่วยให้เกิดความต่อเนื่องเชิงนโยบาย (Policy Continuity)"
3. เชื่อมโยงกับหลักการ "การกระจายอำนาจ" (Decentralization)
ในฐานะที่จุฬาฯ เป็นที่ปรึกษา เขาจะให้ความสำคัญกับหลักวิชาการรัฐประศาสนศาสตร์ ให้ชูประเด็นเรื่อง:
* ความล้มเหลวของการรวมศูนย์: ยกตัวอย่างความซ้ำซ้อนและล่าช้าในการอนุมัติโครงการจากส่วนกลาง
* การเพิ่มประสิทธิภาพผ่านการบริหารที่ยึดโยงกับประชาชน: การเลือกตั้งหรือการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ จะช่วยลด "ความไม่ไว้วางใจ (Distrust)" ระหว่างรัฐกับประชาชน ซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหาความไม่สงบ
4. วิธีการนำเสนอในเวที (เพื่อให้ได้รับการบรรจุในร่างกฎหมาย)
* สร้างเครือข่ายภาคี: อย่าพูดคนเดียว ให้รวบรวมกลุ่มภาคประชาสังคม กลุ่มธุรกิจท้องถิ่น และเครือข่ายเยาวชนในเวทีสัมมนา ให้มี "เสียงเดียว" ในการเรียกร้องเรื่องนี้
* ทำเป็นเอกสารข้อเสนอที่เป็นลายลักษณ์อักษร: ยื่นต่อคณะที่ปรึกษาจากจุฬาฯ และนายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ โดยตรง พร้อมแนบหลักฐานความเสียหายที่เกิดจากการโยกย้ายข้าราชการไม่เป็นธรรมหรือบ่อยเกินไป
* ใช้ข้อมูลสถิติ: นำเสนอว่าการเปลี่ยนแปลงตัวเลขาฯ บ่อยครั้ง ส่งผลกระทบต่องบประมาณและโครงการในพื้นที่อย่างไร (เช่น โครงการสะดุด งบประมาณตกเบิก)
นี่คือความท้าทายว่า
เวทีที่จัดโดย ศอ.บต. และจุฬาฯ คือ "พื้นที่ต่อสู้ทางความคิด" หากคุณสามารถโน้มน้าวให้คณะที่ปรึกษามองเห็นว่า "โครงสร้างการแต่งตั้งแบบเดิมคืออุปสรรคต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน" ได้สำเร็จ ทางคณะที่ปรึกษาจะมีหน้าที่นำข้อเสนอนี้ไปแปลงเป็น "ร่างกฎหมาย" เพื่อเสนอต่อรัฐบาล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง









