back

นักวิชาการนิเทศฯ ชี้ใช้ชื่อ “เชียงราย” เป็นชื่อเพจ สังคมย่อมเข้าใจว่าเป็นตัวแทนจังหวัด เสนอเชิญผู้ดูแลเพจหารือ เตือนผู้ใช้สื่อต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบสาธารณะ

6 ก.ค. 2569 15:12 View: 164
author profile image
ณฐมน แก้วพิทูล
กรณีเครือข่ายสื่อและภาคประชาชนจังหวัดพะเยาออกจดหมายเปิดผนึกถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายและจังหวัดพะเยา เพื่อขอให้ร่วมกันคุ้มครองการใช้ชื่อ เชียงราย ในกิจการสื่อและบริการสาธารณะ ได้รับความสนใจจากแวดวงวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ โดย รศ.ดร.เสริมศิริ นิลดำ อาจารย์สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มองว่ากรณีดังกล่าวเป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนทั้งการรู้เท่าทันสื่อ ความรับผิดชอบของผู้ใช้สื่อ และผลกระทบของการสื่อสารในยุคดิจิทัล รศ.ดร.เสริมศิริ ระบุว่า แม้การใช้ชื่อเชียงราย เป็นชื่อเพจจะไม่ได้หมายความว่าเป็นสื่อทางการของจังหวัด แต่ในทางการรับรู้ของประชาชน คนส่วนใหญ่ย่อมเข้าใจโดยอัตโนมัติว่าเพจดังกล่าวเป็นตัวแทนหรือสะท้อนความคิดเห็นของจังหวัดเชียงราย ดังนั้น ชื่อเพจจึงส่งผลต่อภาพจำและภาพลักษณ์ของจังหวัดโดยตรง ขณะเดียวกันสังคมก็ควรเรียนรู้ที่จะไม่ตัดสินคุณภาพของเนื้อหาจากชื่อเพจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือของข้อมูลและความรับผิดชอบของผู้ผลิตเนื้อหาด้วย ในประเด็นการเผยแพร่เนื้อหาที่มีการด้อยค่าบุคคลหรือเหมารวมคนในพื้นที่ อาจารย์อธิบายว่า การใช้ถ้อยคำที่ทำให้เกิดภาพจำด้านลบต่อคนพะเยาหรือกลุ่มบุคคลใดก็ตาม อาจเข้าข่ายการสร้าง วาทกรรมแห่งความเกลียดชัง ซึ่งแม้จะไม่ใช่ทุกกรณีที่ผิดกฎหมาย แต่ย่อมส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้คน สร้างความแตกแยก และบั่นทอนความสัมพันธ์ในสังคม รศ.ดร.เสริมศิริ ยังย้ำว่า เพจลักษณะดังกล่าวอาจไม่เข้าข่าย สื่อมวลชนวิชาชีพ เพราะไม่ได้มีกระบวนการผลิตข่าวตามมาตรฐานวิชาชีพ เช่น การค้นคว้า การตรวจสอบข้อมูล หรือการสัมภาษณ์แหล่งข่าว แต่เมื่อเปิดเป็นพื้นที่สาธารณะและมีผู้ติดตามจำนวนมาก ก็ย่อมมีความรับผิดชอบต่อสังคมเช่นเดียวกับผู้สื่อสารสาธารณะทั่วไป โดยเฉพาะการใช้ภาษา การหลีกเลี่ยงการสร้างความเกลียดชัง การนำเสนอข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และการไม่เผยแพร่เนื้อหาที่สร้างความเสียหายแก่บุคคลหรือกลุ่มคน สำหรับกรณีที่เครือข่ายสื่อและภาคประชาชนจังหวัดพะเยาออกจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้จังหวัดเข้ามาดำเนินการ รศ.ดร.เสริมศิริ ฯ เห็นว่าเป็นสิทธิของประชาชนในการแสดงจุดยืนต่อเนื้อหาที่เห็นว่าไม่เหมาะสม และเสนอว่าหน่วยงานของจังหวัดสามารถเชิญผู้ดูแลเพจมาหารือ ขอความร่วมมือ หรือกำหนดแนวปฏิบัติในการใช้ชื่อจังหวัดเป็นชื่อสื่อหรือบัญชีสาธารณะ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดในอนาคต โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากมาตรการบังคับทางกฎหมาย ส่วนมาตรการทางกฎหมายนั้น รศ.ดร.เสริมศิริ ฯ มองว่า จำเป็นต้องพิจารณาเป็นรายกรณี หากมีผู้เสียหายจากการละเมิดลิขสิทธิ์ การใช้ภาพโดยไม่ได้รับอนุญาต การหมิ่นประมาท หรือการกระทำที่เข้าองค์ประกอบความผิด ก็เป็นหน้าที่ของผู้เสียหายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรวบรวมข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมาย โดยต้องพิจารณาจากเนื้อหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นสำคัญ “กรณีนี้เป็นบทเรียนสำคัญของสังคมไทยว่า เสรีภาพในการสื่อสารต้องเดินควบคู่กับความรับผิดชอบ เพราะเมื่อผู้ใช้สื่อมีผู้ติดตามจำนวนมาก ผลกระทบจากการสื่อสารย่อมขยายวงกว้างตามไปด้วย ผู้ผลิตเนื้อหา สื่อ และประชาชน จึงควรร่วมกันยกระดับมาตรฐานการสื่อสารบนสังคมออนไลน์ให้เคารพศักดิ์ศรีของบุคคล ลดการสร้างความเกลียดชัง และรักษาความน่าเชื่อถือของพื้นที่สาธารณะร่วมกัน ” รศ.ดร.เสริมศิริ ฯ กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง