back
โชว์ผลงาน 2 ปี แผนงานวิจัย "Air for All" นวัตกรรม สู้ฝุ่น PM 2.5 และไฟป่าภาคเหนือ
5 ก.ค. 2569 14:50
View: 93

Yuthaprom Somjai
เชียงใหม่ - คณะทำงานด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดงานเสวนาโชว์ผลสำเร็จ 2 ปี ภายใต้แผนงานวิจัยและนวัตกรรม "Air for All" (Air for All Research and Innovation to Impact)
แผนงานดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ จากการมุ่งเน้นสร้างองค์ความรู้ ไปสู่การสร้างระบบบริหารจัดการฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน โดยขยายผลจากพื้นที่นำร่องจังหวัดเชียงใหม่ ครอบคลุมไปยังพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน
สิ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมคืออย่างแรกคือ การจัดการไฟป่าแบบมีส่วนร่วมและยกระดับเศรษฐกิจชุมชน เน้นการปรับเปลี่ยนจากความขัดแย้งสู่ความร่วมมือ โดยใช้กลไกยุติธรรมชุมชนและข้อตกลงร่วมเพื่อให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมเฝ้าระวังไฟป่าร่วมกับเจ้าหน้าที่ พร้อมส่งเสริมโครงการ Forest Guardian เพื่อสร้างรายได้ให้ผู้พิทักษ์ป่า
การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อการจัดการแม่นยำ
พัฒนาระบบข้อมูลเพื่อคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า 7 วัน รวมถึงการจัดทำบัญชีการระบายมลพิษระดับรายจังหวัด ซึ่งทำให้เห็นแหล่งกำเนิดฝุ่นที่หลากหลาย เช่น ภาคการขนส่งทางน้ำ ข้อมูลความละเอียดสูงนี้ช่วยให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถกำหนดมาตรการจัดการมลพิษได้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
การขับเคลื่อนเชิงนโยบาย
การบูรณาการข้อมูลและกลไกทางสังคมเพื่อรองรับการบังคับใช้ พ.ร.บ. อากาศสะอาด ในอนาคต โดยเน้นย้ำว่าการแก้ปัญหาฝุ่นควันอย่างยั่งยืนไม่สามารถพึ่งพาวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการสื่อสาร การมีส่วนร่วม และการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนให้เข้มแข็งควบคู่กันไป
การสร้างสรรค์นวัตกรรมและองค์ความรู้จะมีความสำคัญ แต่ปัจจัยชี้วัดความสำเร็จที่แท้จริงของแผนงานวิจัย "Air for All" คือ การผลักดันให้งานวิจัยถูกนำไปใช้จริงในพื้นที่ เพื่อให้การแก้ไขปัญหามีคุณภาพ เป็นไปได้จริง และสามารถขยายผลไปสู่ระดับนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม งานวิจัยจะต้องไม่หยุดอยู่แค่บนหิ้งหรือเป็นเพียงแผนกระดาษ แต่ต้องถูกนำไปผนวกเข้ากับวิถีชีวิตและการทำงานของคนในพื้นที่เพื่อให้เกิดคุณภาพการจัดการ เช่น การยกระดับ "แผนชุมชน" สู่การปฏิบัติ: เมื่อชุมชนร่วมกันจัดทำแผนจัดการไฟป่าหรือฐานข้อมูลขึ้นมา แผนเหล่านั้นจะถูกผลักดันเข้าสู่กระบวนการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือ อบต. เพื่อให้เกิดการนำไปใช้จริง
คุณค่าที่แท้จริงของแผนงานนี้ จึงไม่ใช่เพียงการค้นพบข้อมูลใหม่ แต่คือการออกแบบกลไกเชื่อมต่อ ที่นำเอาข้อมูลวิชาการเหล่านั้น ไปวางไว้ในมือของผู้ใช้งานจริง ทั้งในมือของ "ชุมชน" เพื่อปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต และในมือของ "ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานรัฐ" เพื่อกำหนดเป็นนโยบายและแผนงบประมาณที่จับต้องได้ ซึ่งจะนำไปสู่ระบบการบริหารจัดการฝุ่น PM 2.5 ที่มีประสิทธิภาพ เป็นไปได้จริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง














