back
ตรัง-โรงพยาบาลต้นแบบ เน้นระบบ Fast Track การกู้ชีพ CPR และ AED เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิต
26 มิ.ย. 2569 14:28
View: 109

นพรัตน์ โชติเกษมกุล
โรงพยาบาลตรัง โรงพยาบาลต้นแบบที่มีความพร้อมสูง มีทีมแพทย์หัวใจและศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอกครบวงจร พร้อมให้การดูแลรักษาตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมทั้งการวินิจฉัย การรักษาและการดูแลต่อเนื่องตามมาตรฐานวิชาชีพ สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ ยกระดับมาตรฐานการรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจผ่านโครงการ “วิกฤตโรคหัวใจ ปลอดภัยทั่วไทย" เผยสถิติผู้ป่วยปี 2568 ทะลุ 2.6 หมื่นราย เน้นระบบ Fast Track การกู้ชีพ CPR และ AED เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและลดอัตราการเสี่ยงชีวิต จากความร่วมมือของเครือข่ายโรงพยาบาล 816 แห่งทั่วประเทศส่งผลให้ผู้ป่วยร้อยละ 77.89 สามารถเข้าถึงการเปิดหลอดเลือด (Reperfusion) ได้สำเร็จ อัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลของผู้ป่วย STEMI อยู่ที่ร้อยละ 8.02 และ NSTEMI ร้อยละ 5.04
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่ห้องประชุมรวงผึ้ง โรงพยาบาลตรัง นายแพทย์สมบัติ สธนเสาวภาคย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลตรัง นายแพทย์ภูริช สุลัญชุปกร หัวหน้าทีมสถาบันโรคทรวงอก เปิดการประชุมวิชาการสัญจรเขต 11 และ 12 ในโครงการ “วิกฤตโรคหัวใจ ปลอดภัยทั่วไทย" (SAVE THAIS FROM HEART DIS) เป็นเวลา 2 วัน ตั้งแต่ วันที่ 25 - 26 มิถุนายน 2569 ณ โรงพยาบาลตรัง จ.ตรัง โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมร่วมร้อยคน
การประชุมวิชาการสัญจรและผลงานต้นแบบที่จังหวัดตรังครั้งนี้ สถาบันโรคทรวงอกได้จัดประชุมวิชาการสัญจรสำหรับเขตสุขภาพที่ 11 และ 12 โดยมีโรงพยาบาลตรังร่วมเป็นเจ้าภาพ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การรักษาและฝึกปฏิบัติการกู้ชีพขั้นสูง (ACLS) ) นอกจากนี้ได้มีการสาธิตแสดงการรักษาผู้ป่วยโดยทีมงานห้องสวนหัวใจสถาบันโรคทรวงอกและโรงพยาบาลตรังจำนวน 3 ราย เป็นการทำหัตถการขยายหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตันด้วยหัวกรอกากเพชร (Rota) 2 ราย และผู้ป่วยผนังหัวใจห้องบนรั่ว (ASD) 1 ราย โดย โรงพยาบาลตรัง ถือเป็นต้นแบบที่มีความพร้อมสูง มีทีมแพทย์หัวใจและศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอกครบวงจร พร้อมให้การดูแลรักษาตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมทั้งการวินิจฉัย การรักษา และการดูแลต่อเนื่องตามมาตรฐานวิชาชีพ
นายแพทย์ภูริช สุลัญชุปกร หัวหน้าทีมสถาบันโรคทรวงอก เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการ “วิกฤตโรคหัวใจ ปลอดภัยทั่วไทย (SAVE THAIS FROM HEART DISEASES)" ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 เพื่อรับมือกับภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (ACS) ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทย วิกฤตสุขภาพและเป้าหมายการรักษา ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันเกิดจากหลอดเลือดแดงเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจตีบหรืออุดตัน หากรักษาไม่ทันท่วงทีอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวหรือเสียชีวิตได้ ข้อมูลจากฐานข้อมูล THAI ACS REGISTRY ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 พบผู้ป่วย ACS รวม 26,069 ราย โดยแบ่งเป็นกลุ่ม STEMI (กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดคลื่นไฟฟ้าหัวใจยก) ร้อยละ 50.31 และ NSTEMI ร้อยละ 46.66 โดยเป้าหมายหลักคือการเปิดหลอดเลือดหัวใจให้เร็วที่สุดด้วยยาละลายลิ่มเลือดหรือการทำหัตถการขยายหลอดเลือด (PCI) เพื่อลดการตายของกล้ามเนื้อหัวใจ
ความสำเร็จและสถิติที่สำคัญ จากความร่วมมือของเครือข่ายโรงพยาบาล 816 แห่งทั่วประเทศส่งผลให้ผู้ป่วยร้อยละ 77.89 สามารถเข้าถึงการเปิดหลอดเลือด (Reperfusion) ได้สำเร็จ อัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลของผู้ป่วย STEMI อยู่ที่ร้อยละ 8.02 และ NSTEMI ร้อยละ 5.04
อย่างไรก็ตาม ยังพบความท้าทายสำคัญคือมีผู้ป่วยร้อยละ 30-50 เสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล สถาบันฯ จึงมุ่งเน้นการพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยแบบเร่งด่วน (FAST TRACK) และการสอนกู้ชีพด้วย CPR และ AED เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิต
นายแพทย์สมบัติ สธนเสาวภาคย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลตรัง กล่าวถึงศูนย์หัวใจโรงพยาบาลตรังได้ดำเนินงานใต้ทีมสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team) ประกอบด้วยแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจ ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก พยาบาลเฉพาะทาง เภสัชกร แลพนักกายภาพบำบัดหัวใจ ร่วมกันดูแลผู้ป่วยอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ตั้งแต่ระยะเฉียบพลันจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ พร้อมทั้งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเครือข่ายบริการโรคหัวใจระดับจังหวัดและเขตสุขภาพ เพื่อยกระดับการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม
ความสำเร็จและสถิติที่สำคัญของโรงพยาบาลตรัง
ㆍ ผู้ป่วยร้อยละ 89.9 สามารถเข้าถึงการปีศหลอดเลือก (Reperfusion) ได้สำเร็จ
ㆍ อัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลของผู้ป่วย STEMI อยู่ที่ร้อยละ 10.97 และ NSTEMI ร้อยละ 9.96
ㆍ อย่างไรก็ตาม อัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลของผู้ป่วย STEMI และ NSTEMI ของโรงพยาบาลตรัง
สูงกว่าสถิติอัตราการตายของผู้ป่วย STEMI และ NSTEMI ในประเทศถึงร้อยละ 2.45 และร้อยละ 4.92 ตามลำดับ ทางโรงพยาบาลตรังจึงมุ่งเน้นการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจอย่างครบวงจรทั้งการวินิจฉัยและให้การรักษาอย่างรวดเร็ว ปลอดภัยและมีมาตรฐาน พร้อมทั้งพัฒนาระบบเครือข่ายเพื่อดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นการพัฒนาการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจในเชิงรุก การส่งต่อผู้ป่วยแบบเร่งด่วน (FAST TRACK) และการสอนกู้ชีพด้วย CPR และ AED เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิต โรงพยาบาลตรังจึงได้เร่งยกระดับระบบริการโรคหัวใจทั้งระบบ โดยขับเคลื่อนผ่านศูนย์หัวใจและเครือข่ายบริการ พัฒนาระบบ Fast Track สำหรับผู้ป่วยฉุกเฉิน เพิ่มประสิทธิภาพระบบส่งต่อ และยกระดับมาตรฐานการรักษาให้สอดคล้องกับแนวทางระดับประเทศ ในขณะเดียวกัน ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบข้อมูล ACS Registry อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการบันทึกข้อมูลผู้ผู้ป่วยอย่างครบถ้วน ถูกต้อง และทันเวลา เชื่อมโยงข้อมูลในระดับเครือข่าย เพื่อนำไปใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์ ติดตามผลลัพธ์ทางคลินิกและสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย ตลอดจนใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพบริการอย่างต่อเนื่อง โครงการนี้ยังคงดำเนินต่อไปด้วยความมุ่งมันพัฒนาศักยภาพบุคลากรและระบบส่งต่อเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ป่วยโรคหัวใจในประเทศไทยได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และมีมาตรฐานในระดับสากล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง














