back

# สตรีผู้ร่วมยืนเคียงบ่าเคียงไหล่บุรุษ: กรณีศึกษา นบีอิบรอฮีมและพระนางฮาญัร

1 มิ.ย. 2569 05:55 View: 19
author profile image
Shukur Dina
# สตรีผู้ร่วมยืนเคียงบ่าเคียงไหล่บุรุษ: กรณีศึกษา นบีอิบรอฮีมและพระนางฮาญัร อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) : ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ เรียบเรียง** ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน ### บทนำ ในหน้าประวัติศาสตร์ศาสนาอิสลาม เรื่องราวของการเสียสละมักถูกถ่ายทอดผ่านบทบาทของเหล่าบรรดานบีและบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ อย่างไรก็ตาม หากเราขุดลึกลงไปในรากเหง้าของเรื่องเล่าเหล่านั้น เราจะพบกับตัวละครหญิงผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประวัติศาสตร์และวางรากฐานแห่งศรัทธา หนึ่งนั่นคือ **พระนางฮาญัร (Hajar)** ภรรยาของนบีอิบรอฮีม (อ.) ผู้ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงผู้ติดตาม แต่เป็น "หุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์" ผู้ยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่ในหุบเขาแห่งการทดสอบ ผ่าน พิธีฮัจญ์และรายอฮัจญ์หรืออีดิ้ลอัฎฮา ### ความสัมพันธ์และการเดินทางแห่งศรัทธา พระนางฮาญัร เป็นสตรีชาวอียิปต์ที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นภรรยาของนบีอิบรอฮีม (อ.) หลังจากที่ท่านหญิงซาเราะห์ไม่มีบุตร เมื่อนางให้กำเนิด **นบีอิสมาอีล (อ.)** เหตุการณ์แห่งการทดสอบครั้งใหญ่จึงเริ่มต้นขึ้น นบีอิบรอฮีมได้นำพานางและลูกน้อยไปทิ้งไว้ในหุบเขามักกะฮ์ที่แห้งแล้งและไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ ภาพของมารดาที่ยืนอยู่ท่ามกลางทะเลทรายอันเวิ้งว้าง ไม่ใช่ภาพของความสิ้นหวัง แต่เป็นภาพของการยอมรับในพระบัญชาของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) อย่างสมบูรณ์ คำถามที่นางถามนบีอิบรอฮีมว่า *"อัลลอฮ์สั่งท่านใช่หรือไม่?"* ก่อนจะตอบรับว่า *"หากพระองค์ทรงสั่งเช่นนั้น พระองค์ย่อมไม่ทอดทิ้งเรา"* คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่แสดงถึงหัวใจที่เปี่ยมด้วยความศรัทธาและการมอบหมาย (ตะวักกั้ล) ### หลักฐานทางประวัติศาสตร์และศาสนา ในอัลกุรอาน ซูเราะห์อิบรอฮีม (37:37) ได้บันทึกคำวิงวอนของนบีอิบรอฮีมที่ว่า: > *"โอ้พระผู้อภิบาลของเรา แท้จริงข้าพระองค์ได้ให้ลูกหลานของข้าพระองค์พำนักอยู่ในหุบเขาที่ไม่มีพืชผล..."* > การกระทำของพระนางฮาญัรในการวิ่งขึ้นลงระหว่างภูเขาซอฟาและมัรวะฮ์เพื่อหาน้ำให้บุตรชาย จนกระทั่งอัลลอฮ์ทรงประทานน้ำ "ซัมซัม" ให้ผุดขึ้นมานั้น ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมฮัจญ์ที่เรียกว่า **"อัซซะอี"** ซึ่งผู้คนนับล้านในปัจจุบันยังคงปฏิบัติสืบต่อกันมา ### อภิปราย: บทเรียนจากการหนุนเสริมร่วม นางสาวโซรยา จามจุรี จากเครือข่าย Civic Women ได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า พิธีฮัจญ์ไม่ใช่เพียงการรำลึกถึงเรื่องราวของบุรุษผู้เสียสละ แต่คือการเดินตามรอยของผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นแม่ ผู้ที่ไม่ยอมแพ้ต่อสถานการณ์และเป็นผู้ลงมือทำ 1. **ผู้ลงมือทำ (The Doer):** พระนางฮาญัรไม่ได้นั่งรอปาฏิหาริย์ แต่เป็นผู้ริเริ่มออกค้นหาหนทาง นั่นคือบทเรียนว่า "ตะวักกั้ล" ต้องมาพร้อมกับ "การลงมือทำ" 2. **บทบาทความเป็นแม่และการปกป้องชีวิต:** ความรักของแม่คือแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างอารยธรรม 3. **การเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นรากฐาน:** สถานที่ที่เคยเป็นหุบเขาที่ว่างเปล่า กลับกลายเป็นศูนย์กลางของศรัทธาเพราะการยืนหยัดของผู้หญิงคนนี้ ### สรุป เรื่องราวของพระนางฮาญัรยืนยันกับเราว่า ผู้หญิงไม่ใช่ตัวประกอบในประวัติศาสตร์ แต่เป็น **"กระดูกสันหลัง"** ที่ค้ำจุนศรัทธาและครอบครัว การที่คนนับล้านเดินตามรอยเท้าของนางในทุกปี สะท้อนให้เห็นว่าความอดทน ความรัก และความเข้มแข็งของผู้หญิงเป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงยกย่องและจารึกไว้ตลอดกาล วันอีดิ้ลอัฎฮาและพิธีฮัจญ์จึงมิใช่เพียงการเตือนใจถึงการเสียสละของบุรุษ แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงสตรีผู้เป็นแม่ ผู้เป็นหุ้นส่วนชีวิต และผู้ร่วมสร้างอารยธรรมที่ไม่มีวันลบเลือน #หมายเหตุอ่านบทความฉบับเต็มใน ข้อคิดจากวันอีดและฮัจย์: เมื่อผู้คนนับล้านยังคงเดินตามรอยของพระนางฮาญัร เมื่อพูดถึงวันอีดิ้ลอัฎฮา หรือช่วงเวลาของฮัจญ์ คนจำนวนมากมักนึกถึงเรื่องของการกุรบาน การเสียสละของนบีอิบรอฮีม และนบีอิสมาอีล เรื่องเล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะความทรงจำร่วมทางศาสนา และถูกสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานในโลกมุสลิม แต่หากลองมองให้ลึกลงไปในเรื่องเล่าเดียวกัน จะพบว่ายังมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงกลางของประวัติศาสตร์นี้เช่นกัน นั่นคือพระนางฮาญัร มารดาของนบีอิสมาอีล และภรรยาของนาบีอิบรอฮีม บ่อยครั้ง เรื่องเล่าทางศาสนามักถูกเล่าผ่านบทบาทของบรรดานบีหรือบุรุษสำคัญ แต่เรื่องของพระนางฮาญัรชวนให้เราหยุดคิดอีกมุมหนึ่ง เพราะเธอไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่อยู่รายล้อมเหตุการณ์ หากเป็นผู้ที่ขับเคลื่อนเรื่องราวด้วยการกระทำของเธอเอง ในหุบเขาอันแห้งแล้งของมักกะฮ์ เธอกับลูกอยู่กันเพียงลำพังกลางทะเลทรายเวิ้งว้าง ไม่มีผู้คน ไม่มีน้ำ พระนางฮาญัรคือผู้ที่ลุกขึ้นเคลื่อนไหว เธอเดิน เธอวิ่ง เธอค้นหา และเธอไม่หยุดหาน้ำให้ลูก แม้อยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความยากลำบากอย่างที่สุด เมื่อมองผ่านมิติของผู้หญิงและความเป็นแม่ เรื่องนี้ยิ่งมีความหมายอย่างลึกซึ้ง เพราะทำให้เราเห็นผู้หญิงคนหนึ่งในฐานะผู้ลงมือทำ ผู้ปกป้องรักษาชีวิต และผู้ไม่ยอมจำนนต่อสถานการณ์ตรงหน้า สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ การเคลื่อนไหวของพระนางฮาญัรไม่ได้เลือนหายไปในประวัติศาสตร์ ตรงกันข้าม กลับถูกจารึกไว้ในความทรงจำทางศาสนาผ่านพิธี “สะแอ” ในการประกอบพิธีฮัจญ์ ซึ่งมุสลิมทั่วโลกจะเดินระหว่างเขาซอฟาและมัรวะห์ 7 รอบ เพื่อรำลึกถึงการเดินค้นหาน้ำของเธอ กล่าวอีกอย่างหนึ่ง หนึ่งในพิธีกรรมสำคัญของอิสลาม คือการที่ผู้คนนับล้านยังคงเดินตามรอยของผู้หญิงคนหนึ่ง ไม่ใช่กษัตริย์ ไม่ใช่นักรบ ไม่ใช่ผู้นำเผ่า ไม่ใช่ผู้นำศาสนา แต่เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้เป็นแม่ ที่กำลังวิ่งหาน้ำให้ลูก เมื่อมองจากมุมนี้ เรื่องของพระนางฮาญัรจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของศรัทธาในอดีต หากยังเป็นเรื่องของความอดทน ความรัก ความมุ่งมั่น การไม่ยอมแพ้ ไม่สิ้นหวัง และความเข้มแข็งที่ยังสะท้อนมาถึงผู้คนในปัจจุบัน บางทีสิ่งที่ทรงพลังที่สุดในเรื่องนี้ อาจไม่ใช่เพียงการที่อัลลอฮ์ให้น้ำซัมซัมผุดขึ้นจากผืนดิน หลังเธอผ่านการพิสูจน์ศรัทธาอันกล้าแกร่ง และการมอบหมาย (ตะวักกั้ล) ต่ออัลลอฮ์ แต่ป็นการที่เรื่องเล่าของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งลุกขึ้นเดินกลางทะลทรายอันเวิ้งว้างร้อนระอุ เพื่อหาน้ำประทังชีวิตลูก กลับยังถูกเล่าซ้ำ รำลึกซ้ำ และเดินตามซ้ำ โดยผู้คนนับล้านมาจนถึงทุกวันนี้ และนั่นอาจเป็นอีกหนึ่งข้อคิดสำคัญจากวันอีดและฮัจญ์ ว่าเรื่องราวของผู้หญิง เรื่องราวของแม่ และเรื่องราวของการไม่ยอมแพ้ ไม่เคยเป็นเรื่องเล็กในประวัติศาสตร์เลย #นางฮาญัร #วันอีด #พิธีฮัจญ์ #นาบีอิบรอฮีม #WomenEmpowerment *#นางฮาญัร #วันอีด #พิธีฮัจญ์ #นบีอิบรอฮีม #WomenEmpowerment*
ข่าวที่เกี่ยวข้อง