back
โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พัฒนาการที่ซับซ้อนกว่าภาพจำ และวิสัยทัศน์เชิงนโยบายสู่อนาคต
21 พ.ค. 2569 16:18
View: 37

Shukur Dina
โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม
ในจังหวัดชายแดนภาคใต้
พัฒนาการที่ซับซ้อนกว่าภาพจำ และวิสัยทัศน์เชิงนโยบายสู่อนาคต
เรียบเรียงโดย
ดร.ไพศาล อาแซ
นายกสมาคมการศึกษาเอกชน จังหวัดยะลา
พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๙
บทคัดย่อ
บทความนี้มุ่งนำเสนอภาพรวมที่รอบด้านของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งในแง่พัฒนาการที่เกิดขึ้นจริงในช่วง 10–15 ปีที่ผ่านมา ความท้าทายที่ยังคงมีอยู่ และแนวทางเชิงนโยบายที่ควรดำเนินการในอนาคตอย่างน้อย 10 มิติสำคัญ โดยผู้เขียนเห็นว่าสถาบันเหล่านี้ควรถูกมองในฐานะ "ระบบสร้างทุนมนุษย์และสันติภาพ" ของพื้นที่ มิใช่เพียงภาระด้านความมั่นคงหรือการอุดหนุนรายหัวของรัฐเท่านั้น
๑. บทนำ: เมื่อภาพจำนำหน้าความเป็นจริง
ตลอดกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา การรับรู้ของสังคมไทยต่อจังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกครอบงำโดยมิติความมั่นคงเป็นหลัก จนบดบังพัฒนาการด้านการศึกษาที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ การพัฒนาโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในอนาคต ไม่ควรมองเพียง "เรื่องความมั่นคง" หรือ "การอุดหนุนรายหัว" เท่านั้น แต่ต้องมองในฐานะ "ระบบสร้างทุนมนุษย์และสันติภาพ" ของพื้นที่
โดยเฉพาะในช่วง 10–15 ปีที่ผ่านมา โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ หลายเรื่อง "คนภายนอกแทบไม่เห็น" เพราะภาพของพื้นที่มักถูกครอบด้วยมิติความมั่นคง มากกว่ามิติการพัฒนา ดังที่ อับดุลสุโก ดินอะ ที่ปรึกษาสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จ.สงขลา ให้ความเห็นว่า
"วิวัฒนาการของโรงเรียนในพื้นที่ชายแดนใต้แปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย โดยมีการปรับตัวให้สอดรับกับกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลก ขณะเดียวกันก็พยายามรักษาอัตลักษณ์มลายูและคงรากฐานของความเป็นมุสลิมไว้ให้ได้มากที่สุด" (อับดุลสุโก ดินอะ, The101.world, 2568)
๒. โครงสร้างการศึกษาอิสลามในชายแดนใต้ที่หลายคนไม่รู้จัก
ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีระบบการเรียนหลัก 3 ระบบ คือ โรงเรียนตาดีกา สถาบันปอเนาะ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา โดยโรงเรียนตาดีกาหรือศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ คือ สงขลา ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล มีจำนวนทั้งหมด 2,083 แห่ง เปิดสอนเยาวชนที่นับถือศาสนาอิสลาม อายุระหว่าง 5–12 ปี (Thai PBS, 2566)
ส่วนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในระบบที่เปิดทำการสอนวิชาสามัญควบคู่วิชาศาสนา อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กระทรวงศึกษาธิการ และได้รับเงินอุดหนุนตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2566 สำหรับจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส สะท้อนให้เห็นว่ารัฐรับรู้และให้การสนับสนุนโรงเรียนกลุ่มนี้อย่างเป็นทางการ
๓. พัฒนาการ 10 ด้านที่คนภายนอกมองไม่เห็น
ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นจริงในช่วงที่ผ่านมา มีอย่างน้อย 10 ด้าน ซึ่งล้วนสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่สังคมภายนอกยังไม่ตระหนักเพียงพอ
๓.๑ จากสถาบันศาสนาสู่โรงเรียนสองระบบ (Dual Curriculum)
เดิมหลายแห่งเน้นศาสนาเป็นหลัก แต่ปัจจุบันจำนวนมากพัฒนาเป็น Dual Curriculum คือเรียนทั้งวิชาสามัญ อิสลามศึกษา ภาษาอาหรับ มลายู/ยาวี และภาษาอังกฤษพร้อมกันในระบบเดียว นักเรียนจำนวนมากสามารถอ่านอัลกุรอาน พูดมลายูถิ่น ใช้ภาษาไทย และสื่อสารภาษาอังกฤษได้ บางแห่งเพิ่มภาษาจีนหรืออาหรับธุรกิจ นี่คือ "ทุนมนุษย์หลายภาษา" ที่หาได้ยากในประเทศ
๓.๒ เปลี่ยนจากการท่องจำสู่ Active Learning
หลายโรงเรียนเริ่มใช้ STEM, PBL, Active Learning, Coding, AI for Education และห้องเรียนดิจิทัล บางแห่งมี Smart Classroom ระบบ LMS และสื่อออนไลน์ของครูเอง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) บันทึกกรณีศึกษาโรงเรียนอนุบาลอิสลามสงขลาที่เข้าร่วมโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง TSQP จนสามารถจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ได้ (กสศ., 2567)
๓.๓ สร้างอัตลักษณ์อิสลามร่วมสมัย
โรงเรียนรุ่นใหม่พยายามสร้างสมดุลระหว่างศาสนา วิชาการ ทักษะอาชีพ และโลกสมัยใหม่ จึงเริ่มเห็นแนวคิด Islamic Integrated Education, Character Education, โรงเรียนวิถีฮาลาล, Green Islamic School และ Islamic Leadership บางแห่งเชื่อมกับโมเดลจากอินโดนีเซียและมาเลเซียมากขึ้น
๓.๔ ผลิตชนชั้นวิชาชีพมากขึ้น
อดีตคนมักเข้าใจว่าเรียนศาสนาแล้วมีทางเลือกจำกัด แต่ปัจจุบันศิษย์เก่าจำนวนมากเป็นแพทย์ พยาบาล วิศวกร นักกฎหมาย นักวิชาการ ข้าราชการ ผู้ประกอบการ และนักวิจัย รวมถึงศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำในตุรกี อียิปต์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ซาอุฯ และยุโรป
๓.๕ จากปิดตัวสู่เครือข่ายนานาชาติ
หลายโรงเรียนมี MOU ต่างประเทศ ค่ายภาษา แลกเปลี่ยนครู ดูงานต่างประเทศ และแข่งขันวิชาการระดับอาเซียน โดยเฉพาะความร่วมมือกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย และตะวันออกกลาง
๓.๖ ระบบบริหารมืออาชีพ
โรงเรียนรุ่นใหม่เริ่มใช้ KPI/OKRs, QA, Digital Management, Dashboard, Data-driven School และ AI ช่วยงานวิชาการ บางแห่งบริหารไม่ต่างจากองค์กรเอกชนสมัยใหม่
๓.๗ ศูนย์กลางชุมชน
หลายโรงเรียนทำหน้าที่ศูนย์ศาสนา ศูนย์เยาวชน ศูนย์ช่วยเหลือสังคม ศูนย์ภัยพิบัติ ศูนย์กีฬา และศูนย์สร้างสันติภาพระดับชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบาง โรงเรียนมักเป็น "พื้นที่ปลอดภัย" ของชุมชน
๓.๘ สุขภาพจิตและสันติภาพ
หลังผ่านความขัดแย้งยาวนาน หลายโรงเรียนเริ่มเน้น Peace Education การอยู่ร่วมพหุวัฒนธรรม Soft Skills, EQ, Anti Violence และการแก้ปัญหาความขัดแย้ง นี่คือพัฒนาการสำคัญที่สังคมภายนอกไม่ค่อยเห็น
๓.๙ ก้าวสู่ยุค AI
ปัจจุบันหลายแห่งเริ่มอบรมครูใช้ AI ใช้ ChatGPT ช่วยการสอน สร้างสื่อดิจิทัล ทำข้อสอบอัตโนมัติ และวิเคราะห์ผู้เรียนรายบุคคล บางแห่งไปเร็วกว่าที่สังคมคิด
๓.๑๐ Generation ใหม่ของผู้บริหาร
ผู้บริหารรุ่นใหม่จำนวนมากจบทั้งศาสนาและสากล พูดหลายภาษา เข้าใจเทคโนโลยี เข้าใจรัฐและชุมชน และทำงานเชิงนโยบายได้ ทำให้โรงเรียนเอกชน จชต. รุ่นใหม่ไม่เหมือนเมื่อ 20 ปีก่อน
๔. ทางแพร่งของผู้ปกครอง: ระหว่างวิชาการและอัตลักษณ์
บทความของ ชลธิชา ทักษิณาเวศน์ ใน The101.world (เมษายน 2568) สำรวจความซับซ้อนของการตัดสินใจของผู้ปกครองมุสลิมในพื้นที่ พ่อแม่มุสลิมชายแดนใต้ต้องเลือกระหว่างโรงเรียนรัฐบาลหรือโรงเรียนเอกชนอิสลาม ในวันที่โรงเรียนรัฐยังไม่ตอบโจทย์เชิงคุณค่าและอัตลักษณ์ ความตึงเครียดนี้สะท้อนว่าการศึกษาในพื้นที่ไม่ใช่เพียงเรื่องวิชาการ แต่เกี่ยวพันกับอัตลักษณ์ ความเชื่อ และความรู้สึกปลอดภัยทางวัฒนธรรมของชุมชนอย่างแยกไม่ออก
วิวัฒนาการของระบบการศึกษาและรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายในชายแดนใต้ ล้วนดำรงอยู่ภายใต้บริบทของพหุวัฒนธรรม ที่ต้องคำนึงถึงทั้งปัจจัยทางศาสนา วัฒนธรรม และโครงสร้างการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ในหลายครั้ง การกำหนดนโยบายจากส่วนกลางที่มักมองผ่านทัศนะความมั่นคง โดยมองว่าการรักษาอัตลักษณ์อาจเป็นภัยคุกคาม กลับนำมาซึ่งการจางหายของอัตลักษณ์ที่ย้อนกลับมาทำลายทักษะและโอกาสในการเรียนรู้ของเด็กอีกที
๕. การมองอย่างเป็นธรรม: ข้อเท็จจริงที่ต้องแยกให้ชัด
การกล่าวว่า "โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นแหล่งบ่มเพาะก่อการร้าย" หากเหมารวมทั้งระบบ ถือว่าไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และเป็นการสรุปที่กว้างเกินไป ข้อเท็จจริงควรแยกอย่างน้อย 3 ระดับ
● ระดับสถาบัน: โรงเรียนส่วนใหญ่ทำหน้าที่ด้านการศึกษา ศาสนา และพัฒนาสังคมตามปกติ
● ระดับบุคคล: หากมีบางรายเกี่ยวข้องกับคดีความมั่นคง ไม่อาจตีตราทั้งสถาบัน
● ระดับการตรวจสอบเฉพาะกรณี: ต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม
ในเชิงวิชาการด้านความขัดแย้ง การเหมารวมเชิงอัตลักษณ์ (Identity-based Generalization) มักทำให้ความไม่ไว้วางใจลึกขึ้น และก่อให้เกิดผลกระทบหลายประการ ได้แก่
● ลดความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน
● ทำให้เยาวชนรู้สึกถูกตีตราและกระทบต่อการสร้างสันติภาพระยะยาว
● ทำลายภาพลักษณ์ของสถาบันที่ทำงานด้านการศึกษาอย่างแท้จริง
● เพิ่มช่องว่างทางวัฒนธรรมและความเข้าใจระหว่างพื้นที่กับส่วนกลาง
ดังนั้น คำตอบที่แม่นยำที่สุดคือ: อาจมีบางกรณีที่บุคคลหรือเครือข่ายบางส่วนถูกกล่าวหาหรือถูกดำเนินคดีด้านความมั่นคง แต่ไม่มีหลักฐานรองรับว่าระบบโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามทั้งหมดในจังหวัดชายแดนใต้เป็นแหล่งบ่มเพาะก่อการร้าย
๖. วิสัยทัศน์เชิงนโยบาย: 10 มิติสู่อนาคต
หากมองเชิงยุทธศาสตร์ ความคาดหวังต่ออนาคตโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สามารถแบ่งได้อย่างน้อย 10 มิติสำคัญ พร้อมหน่วยงาน/องค์กรที่ควรเข้ามาสนับสนุน ดังนี้
มิติ
สิ่งที่คาดหวัง
หน่วยงานหลัก
๑. คุณภาพการศึกษา
ยกระดับผลสัมฤทธิ์ หลักสูตรอิสลามศึกษา ๒๕๖๙ โรงเรียนสองภาษา Active Learning + AI
สช., กระทรวงศึกษาธิการ, มหาวิทยาลัย, EdTech
๒. คุณภาพครู
Upskill/Reskill, AI for Teachers, ภาษาอังกฤษ/อาหรับ, PLC
คุรุสภา, สถาบันพัฒนาครู, บริษัทเทคโนโลยี
๓. ทุนมนุษย์และอาชีพ
TVET/อาชีวะฮาลาล, Startup Muslim Youth, ทุนแพทย์/วิศวกร
ศอ.บต., กระทรวง อว., ภาคเอกชน, หอการค้า
๔. ภาษาและอัตลักษณ์
ไทย-มลายู-อาหรับ-อังกฤษ, ฟื้นฟูยาวี, Multicultural Education
UNESCO, สถาบันวัฒนธรรม, มหาวิทยาลัย
๕. เทคโนโลยีและ AI
Smart School, AI Classroom, Digital Islamic Education Platform
กระทรวงดิจิทัลฯ, EdTech, กสทช., กองทุนดิจิทัล
๖. สันติภาพ
Peace Education, Youth Peace Builder, พลเมืองพหุวัฒนธรรม
ศอ.บต., ภาคประชาสังคม, องค์กรศาสนา
๗. สวัสดิการและความเป็นธรรม
ความเท่าเทียมสวัสดิการครู, กองทุนสุขภาพ, สนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็ก
รัฐบาล, กระทรวงการคลัง, สช.
๘. โครงสร้างพื้นฐาน
Internet คุณภาพสูง, Smart Classroom, ห้อง Lab, Green School
อปท., กระทรวงมหาดไทย, ภาคเอกชน CSR
๙. เครือข่ายนานาชาติ
MOU ต่างประเทศ, ASEAN Muslim Education Hub, นักเรียนแลกเปลี่ยน
กระทรวงการต่างประเทศ, ASEAN, ตะวันออกกลาง
๑๐. ภาพลักษณ์สังคม
ลดการเหมารวม, สร้าง Narrative ใหม่, ผลักดัน Success Story
สื่อมวลชน, นักวิชาการ, เครือข่ายโรงเรียน
๗. สิ่งสำคัญที่สุด: ปรับกรอบการมอง
อนาคตของโรงเรียนเอกชนใน จชต. ไม่ควรถูกมองว่าเป็น "ภาระของรัฐ" แต่ควรถูกมองว่าเป็น
"Strategic Human Capital Platform"
หรือ "ฐานสร้างคนคุณภาพและสันติภาพของพื้นที่"
เพราะโรงเรียนเหล่านี้ไม่ได้ดูแลแค่การศึกษา แต่กำลังดูแล: อัตลักษณ์ ภาษา ศาสนา เยาวชน ความหวัง และเสถียรภาพทางสังคมของพื้นที่ทั้งหมด
๘. บทสรุป
โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้วันนี้ ไม่ได้กำลังเดินถอยหลังสู่ความปิดกั้น แต่หลายแห่งกำลังพยายามสร้างโมเดลการศึกษาที่ผสาน ศาสนา อัตลักษณ์ เทคโนโลยี และโลกสมัยใหม่ เข้าด้วยกันอย่างมีดุลยภาพ
ความท้าทายที่แท้จริงจึงไม่ใช่การตั้งคำถามว่าสถาบันเหล่านี้ควรมีอยู่หรือไม่ แต่คือการออกแบบนโยบายที่ "เข้าใจ เป็นธรรม และลงทุนอย่างชาญฉลาด" เพื่อให้โรงเรียนเหล่านี้สามารถเติมเต็มศักยภาพในฐานะกลไกสร้างคน สร้างเศรษฐกิจ และสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนของประเทศ
"หากรัฐและสังคมลงทุนกับโรงเรียนเอกชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเข้าใจและเป็นธรรม โรงเรียนเหล่านี้สามารถกลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่สุดของการสร้างคน สร้างเศรษฐกิจ และสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนของประเทศ"
เอกสารอ้างอิง
1. อับดุลสุโก ดินอะ (สัมภาษณ์โดย เพ็ญพิชชา มุ่งงาม). "ภาษาไทยอาจไม่เป็นปัญหาเท่าสายตารัฐไทย: มองการศึกษาวิถีอิสลามให้พ้นกรอบความมั่นคง". The101.world และ กสศ., 31 มีนาคม 2568.
URL: https://www.the101.world/islamic-education-challenges/
2. ชลธิชา ทักษิณาเวศน์. "โรงเรียนรัฐบาล หรือ เอกชนอิสลาม: ทางแพร่ง 'วิชาการ' และ 'คุณค่าทางศาสนา' ของพ่อแม่มุสลิมชายแดนใต้". The101.world, 10 เมษายน 2568.
URL: https://www.the101.world/education-choices-in-deep-south-thailand/
3. Thai PBS. "การศึกษาไทยไม่ใช่มีแต่โรงเรียน รู้จัก 'ปอเนาะ-ตาดีกา-รร.ศาสนา' ความรู้คู่ขนานที่ชายแดนใต้".
URL: https://www.thaipbs.or.th/news/content/254371
4. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.). "โรงเรียนอนุบาลอิสลามสงขลา: ถอดบทเรียนการปรับตัวและเปลี่ยนวิธีคิด". กสศ., 26 มิถุนายน 2567.
URL: https://www.eef.or.th/article-learning-recover-210624/
5. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.). ประกาศ สช. เรื่อง หลักเกณฑ์การอุดหนุนค่าตอบแทนครูสอนศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2566. ราชกิจจานุเบกษา, 12 กรกฎาคม 2566.
URL: https://moe360.blog/2023/07/13/p50631/
6. ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.). รายงานผลการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณ ปี พ.ศ. 2567.
URL: https://www.sbpac.go.th
7. สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล (IHRP). Peacebuilding Center in the Deep South (PCDS).
URL: https://ihrp.mahidol.ac.th/southern-border-peace-center-2/
8. Al-Nur Journal, Fatoni University. "วิวัฒนาการการเรียนการสอนอิสลามศึกษาของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย".
URL: https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NUR_YIU/article/view/4651
ข่าวที่เกี่ยวข้อง




